Archive for March, 2007

31 March

คนดีรังแกง่าย

มีนิทานสุภาษิตจีนเรื่องหนึ่ง ที่เคยอ่านตั้งแต่สมัยยังเด็ก และเป็นภาษิตที่ฝังใจเรามาตลอด…

…..

ณ เส้นทางที่จะเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศจีน  จะต้องผ่านลำธารเล็กๆ ที่ลึกแค่ระดับเอวของผู้ใหญ่  ซึ่งถ้าเดินทางมาในช่วงฤดูแล้ง ก็คงเป็นเพียงแค่แอ่งน้ำที่เดินย่ำๆ ผ่านไปได้..  ที่ริมลำธาร จะมีพระพุทธรูปแบบยืนสูงปานกลางตั้งอยู่ เป็นที่สักการะของผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา

นักเดินทางคนหนึ่ง กำลังเดินผ่านเส้นทางนี้เพื่อเข้าหมู่บ้าน โชคไม่ดีที่วันนี้ น้ำในลำธารไม่ได้แห้งเหือดเหมือนทุกปี..  ที่จริงระดับน้ำก็ไม่ได้สูงมาก แค่ระดับเข่าของเขา และน้ำก็ไม่ได้เชี่ยวมากด้วย  แต่เขาไม่อยากให้กางเกงเปียก เขาจึงตัดสินใจ ล้มพระพุทธรูป เอามาเป็นสะพานเดินข้ามลำธารไป.. หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีนักเดินทางคนที่สอง เดินผ่านมา เขาก็ไม่สนใจที่จะตั้งพระพุทธรูปขึ้นมา ซ้ำยังเดินข้ามผ่านไปอีก…   ไม่นานก็มีนักเดินทางคนที่สามเดินมาถึงลำธารนี้  เขาเห็นพระพุทธรูปล้มอยู่ เขาจึงพยายามจับตั้งขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมทั้งถวายเครื่องสักการะ จากนั้นเขาก็เดินลุยน้ำข้ามลำธารนั้นไป  เมื่อเขาข้ามไปได้อีกฝั่ง เทพเจ้าในพระพุทธรูปก็เสกให้เขาปวดหัวปวดตัวอย่างแรง และทำให้เขาเดินสะดุด หกล้มอีก..  เหล่าเทพเจ้าในป่าเขาก็ฉงนนัก เลยถามเทพเจ้าในพระพุทธรูปว่า “ทำไมไยท่านจึงทรมานชายคนที่ 3 ล่ะ? เขาเป็นผู้ที่ช่วยท่านไม่ใช่หรือ?  ทำไมท่านถึงไม่ลงโทษ ชาย 2 คนแรกที่เอาท่านมาเป็นสะพานล่ะ?” 

เทพเจ้าในพระพุทธรูป ตอบสั้นๆ ว่า

“ก็คนดีรังแกง่ายกว่านี่”

………

…..

“คนดีรังแกง่าย”

เป็นสุภาษิตจีนที่ฝังใจเรามาก…  ตอนเด็กๆ ที่อ่านนิทานเรื่องนี้ เราไม่เข้าใจว่าทำไม และเพราะอะไร  เพราะความที่ถูกสอน ถูกปลูกฝังให้ทำแต่ความดี ทำแต่สิ่งดีๆ และเชื่อฟังทุกอย่างที่ผู้ใหญ่พูด…

จนกระทั่งโตขึ้นมา… และเจอเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ที่ทำให้เราเชื่อมั่นว่า “คนดีรังแกง่าย” คือความจริงของสังคม

คงเคยได้ยินกัน เรื่องของมิจฉาชีพที่หากินบนน้ำใจของมนุษย์….  เรื่องของคนดีๆ ในสังคมที่ถูกลืม…  หรือเรื่องของคนคนหนึ่งที่ทำทุกอย่างเพื่อความถูกต้อง กลับมีชีวิตที่ลำบากกว่าคนที่ซิกแซก คนโกง คนอาศัยสินบน…

หลายเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้เราคิดว่า เราจะเป็นคนดีไปทำไม? เป็นแล้วเหนื่อย และลำบากกว่าใครๆ เป็นไปทำไม?

แต่.. เราเป็นคนที่ทำความเลวไม่ขึ้น…  ไม่ว่าจะเรื่องโกงข้อสอบ หนีออกจากบ้าน หนีเรียน…. มักจะมีอุปสรรคมาขวาง หรือถ้าทำไปแล้วก็มักจะมีอะไรฉุดกลับ หรือทำให้มันไม่สำเร็จเสมอ… 

เรารู้สึกเหนื่อยกับการมีชีวิตที่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยที่เราไม่สามารถเอาคืนได้.. เหนื่อยกับการคิดดีทำดีแต่กลับเป็นฝ่ายที่ต้องสูญเสียให้กับคนคดโกง…  และเหนื่อยกับการที่ถูกตำหนิเมื่อยังยึดมั่นอยู่กับสิ่งสิ่งนี้ แม้ว่าคนทั้งโลกจะไม่ทำมันอีกแล้ว…  บางทีเราก็สงสัยว่า การทำความดีเนี่ย.. มันเป็นการกระทำที่สมควรหรือ?…  จนกระทั่งเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่เรายังเรียนที่ซานฟรานซิสโกอยู่…

เทอมนั้นเราจะต้องเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลป์และปรัชญายุค Renaissance..  ซึ่งวิชานี้ เขาว่ากันว่าเป็นวิชาฆ่าเด็กต่างชาติ เพราะมันต้องอ่านต้องเขียนเยอะมากๆ  ส่วนใหญ่จะเลือกเรียน online กัน เพราะจะได้ตัดปัญหาเรื่องการฟัง lecture ในห้อง (ซึ่งมีศัพท์เฉพาะทางเยอะมากๆ และฟังไม่ทันเอา)  ในการเรียน Online แต่ละสัปดาห์จะมี quiz และ discussion บางครั้งจะต้องเขียน essay ด้วย ซึ่งแต่ละเทอม หัวข้อจะไม่ต่างกันเท่าไรนัก และข้อสอบที่ออกก็มักจะซ้ำๆ กัน ทำให้คนที่เรียนเทอมหลังๆ จะรู้เฉลยข้อสอบกัน ก็เหลือแค่ discussion กับ essay ที่ต้องทำกันเอง..

มีเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนมาก่อนเราหนึ่งเทอม เขาเสนอจะให้ข้อสอบ renaissance กับเรา แต่เราปฎิเสธ เพราะเราอยากเรียน อยากอ่านด้วยตัวเอง  เรารู้ตัวดีว่า ถ้าเรามีเฉลยข้อสอบ เราจะไม่อ่านไม่เรียนแน่ๆ …  เราอ่าน เขียน ตอบทุกอย่างด้วยตัวยตัวเราเอง ไม่ว่าเพื่อนคนนั้นจะเสนอให้ลอกเรียงความเขา เพราะเขาได้ A (จากการที่ไปจ้างเพื่อนฝรั่งเขียนให้) เราก็ยังยืนยันที่จะทำเอง แม้ว่าเราจะไม่ได้ A เลยสักเรียงความ จนกระทั่ง final ที่เราพลาด.. เพราะเราไม่สบาย และกินยาแก้หวัดไป ทำให้ตอนส่งงานอาจารย์ เราเบลอและลืม attach file เรียงความที่ต้องส่งไปด้วย  เราไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งอาจารย์ส่งข้อความกลับมาบอกว่าเขาไม่เห็น essay เรานะ.. แต่..มันก็พ้น deadline ส่งงานไปแล้วเมื่อเราส่งไปให้อาจารย์ใหม่…  เราเลยโดนหักคะแนนเพราะส่งงานสาย..  เกรดเราเลยเหลือ B…   เมื่อเพื่อนคนที่เสนอให้ลอกข้อสอบและเรียงความรู้..  เขาก็พูดว่า.. “บอกให้ลอกก็ไม่เชือ เป็นไงล่ะ เลยไม่ได้เอเหมือนเขาเลย  คนอื่นๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น”…  ใช่.. คนอื่นๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น  เราก็รู้ว่าเพื่อนเราหลายคนในคลาสก็ทำกัน.. แต่เราก็ยังยืนยันที่จะไม่ทำ…  ตอนนั้นรู้สึกว่า..นี่เราผิดหรือ?  เราเลือกที่จะไม่ลอกข้อสอบ เรากลับถูกคนที่ลอกข้อสอบเยาะเย้ย?  เราผิดหรือเนี่ย… 

ทั้งเสียใจและเจ็บใจ ก็เลยโทรคุยกับคนใกล้ชิดหลายคน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่เรานับถือ.. คำพูดที่ได้ยินกลับมา ทำให้เราอึ้งไป…  “สมน้ำหน้า แล้วทำไมไม่ทำตามล่ะ?  คนอื่นๆ เขาทำกันทั้งนั้น เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามสิ”

…เราคาดหวังคำปลอบใจ… แต่สิ่งที่ได้กลับคือ คำตำหนิ…

ครั้งนั้นเราถามผู้ใหญ่ที่เรานับถือกลับไปว่า… “การทำตามคนอื่นๆ ในสังคม คือสิ่งที่ถูกต้องหรือ?”  ท่านตอบว่า “ใช่.. เมื่อเราไปอยู่สังคมไหน เราก็ต้องทำตามสังคมนั้น  ไม่อย่างนั้นเราก็จะถูกโดดเดี่ยว ไม่เป็นที่ยอมรับ” 

เราตอบกลับไปว่า..  “ถ้างั้น ถ้าเราไปอยู่ในกลุ่มโจรที่ต้องปล้นฆ่าคน เราก็ต้องปล้นฆ่าคนด้วยหรือ?”

ท่านตอบว่า “ใช่สิ… มันเป็นเรื่องของการเอาตัวรอด  ถ้าเราไม่ทำ เราก็จะถูกฆ่า เพราะถูกมองว่าเราเป็นสายตำรวจ  เราก็ต้องทำตามๆ เขาเพื่อที่เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้”

ณ ตอนนั้น เราคิดในใจว่า  มันสำคัญมากนักหรือ กับการที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป?  แต่ ณ ตอนนั้นเราไม่ได้พูดประโยคนี้ออกไป เรากลับพูดไปแค่ว่า “ถ้าเป็นเรา เราก็คงทำเลวให้น้อยที่สุด ทำแค่ปล้น และคงเลียงที่จะทำร้ายร่างกายให้มากที่สุด  เพราะถ้าเราได้ฆ่าคนแล้ว เมื่อนั้น มันคือจุดที่เราหวนกลับไม่ได้.. สมมติว่า โจรกลุ่มนี้ถูกจับ..  แต่เราไม่เคยฆ่าใคร เราก็ยังไม่โดนตราหน้าว่าเป็นฆาตกร…  อย่างน้อย โทษของการขโมย ยังได้รับอภัยจากสังคมได้ง่ายกว่าโทษของการเป็นฆาตกร..”

หลังจากการคุยครั้งนั้น เราเริ่มสับสนว่าอะไรคือความถูกต้องกันแน่นะ  จนกระทั่งได้คุยพี่คนหนึ่งที่เรามักจะปรึกษาปัญหาชีวิต และปัญหาธรรมะ กับเขา… 

“เอาวัตถุ มายึดจับไว้ แล้วติดอยู่กับสิ่งไม่ถูกต้องไปทั้งชีวิต แบบนี้ ไม่ใช่ตัววัดนะว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี  คนทำดี เหนื่อย ก็ได้ดี ถ้าเหนื่อยแล้วต้องได้เกรดดีๆ มันคนละเรื่องกัน ต้องแยกให้ออก เรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน อย่าเอามาเกี่ยวกัน ทำความดี เป็นคนดี ความดีก็อยู่กับตัว “

นั่นสินะ.. คนละเรื่องกัน…  บางทีเราก็หลงผิดกันได้ง่ายๆ

อย่างที่เขาบอกกัน..  การทำความดีน่ะไม่ยาก  แต่การรักษาความดีน่ะยาก…

เหมือนผ้าสีขาว ที่รักษาความขาวตลอดน่ะยากมาก..  หากแม้นเปื้อนสีใดสักสีหนึ่งไป ไม่ว่าจะซักเท่าไรก็ไม่สามารถขาวได้เหมือนเดิม (ต่อให้ใช้โอโม่ก็เถอะ… ) จะต้องเห็นเหลือบๆสี หรือมัวหมองบ้างสักนิดแหละ…. 

และผ้าขาวๆ ก็มักจะเป็นอะไรที่คนเลือกเป็นอันดับแรกๆ

หากใครเคยไปฟิตเนส หรือ ไปพักโรงแรม…  เรามักจะพอใจและเลือกใช้ผ้าขนหนูสีขาวที่ดูขาวสุดสะอาดสุดก่อน.. และเราก็ใช้มันเช็ดทำความสะอาดจนมันมัวหมอง…  แต่เมื่อเรากลับไปใช้บริการที่นั่นใหม่ เราก็จะมองหาแต่ผ้าขาวๆ ใหม่ๆ… 

บางที เรามีความรู้สึกว่า สังคมต้องการคนดีๆ คนสีขาว.. แต่ขณะเดียวกัน.. สังคมก็เป็นผู้ทำลายสีขาวนั้น…

เคยเหนื่อย และคิดอยากเป็นคนเลว…  เราอยากเป็นผู้หญิงที่เขาเรียกว่า Bitch..  เพราะเราเห็นนิสัย Bitchy หลายคนที่สามารถขึ้นไปอยู่ตำแหน่งสูงๆ ที่เป็นเหมือนดวงดาว เป็นที่สนใจของใครต่อหลายคน…  แต่เราเองก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเราไม่สามารถทำตัว bitchy ได้… เราทำได้แค่แกล้งคนเหมือนหยอกกัน… อาจจะมีลงไม้ลงมือ มีต่อยมีตีอาจจะด้วยเขินอาย หรืออาจจะเพราะต้องการหาเรื่อง…แต่.. เมื่อไรก็ตามที่เรารู้ว่า อีกฝ่ายไม่รู้สึกสนุกด้วย หรือไม่ชอบ หรือ เจ็บจากการกระทำของเรา เราจะรู้สึกผิดอย่างมาก..  และรู้สึกแย่ไปตลอดชีวิต…  เราพยายามจะฝืนความรู้สึกนี้ แต่หลายครั้งที่เราระลึกถึงสิ่งที่เราได้ทำไป เรารู้สึกว่ามันเลวร้ายมาก อยากตะโกน อยากกรีดร้องให้มันออกๆ จากหัวเราไปซะ  …บางคนก็ว่า มันก็แค่เรื่องนิดเดียว ทำไมต้องเก็บเอามาคิดมากด้วย…  เราก็รู้ว่าเรื่องนิดเดียว แต่เราไม่สามารถลืมๆ มันไปได้.. และไม่สามารถมองข้ามมันไปได้..  ไม่เข้าใจตัวเองเลย.. ไม่รู้ว่าเพราะอนุบาลเขาสอน เขาตั้งโปรแกรมมาดีเกินหรือไง.. เราถึงไม่สามารถหลุดพ้นจากกรอบพวกนี้ได้เลย…

แล้วทำไมคนบางคนเขาถึงสามารถทำความเลวและไม่รู้สึกผิดได้นะ  และทำไมเราทำไม่ได้?

เราเคยให้เหตุผลการทำเลวว่าเราทำเพราะความจำเป็น เราทำเพื่อความอยู่รอด… แต่.. มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น.. เราก็ยังรู้สึกแย่ๆ และเสียใจกับสิ่งที่ทำไป…  แล้วทำไม?  ทำไมคนบางคนที่เขาใช้เหตุผลนี้ เขากลับยังยิ้มหน้าระรื่นได้?

เอ.. หรือว่า อาการปวดหัวปวดตัวของนักเดินทางคนที่ 3 ที่ถูกเทพเจ้าในพระพุทธรูปรังแก.. นั่นคือ หิริโอตัปปะ (ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี) ที่มีมากกว่าคนอื่นหรือเปล่านะ?

เราไม่คิดว่าเราเป็นคนดี..  แต่เราเป็นคนที่ไม่ให้อภัยในสิ่งใดๆ แม้กระทั่งตัวเอง…