Archive for January, 2008

31 January

Le Scaphandre et le papillon

The Diving Bell and The Butterfly

Le Scaphandre et le papillon หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “The diving bell and the butterfly”

ภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือของ Jean-Dominique Bauby ในชื่อเดียวกัน ที่ไทยใช้ชื่อหนังสือว่า “ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ”

ขอสารภาพว่า ครั้งแรกที่เห็นหนังสือ “ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ” .. ไม่ได้มีความรู้สึกอยากหยิบขึ้นมาอ่านเลยแม้แต่น้อย ณ ตอนนั้น เรายังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร และคนเขียนคือใคร จนกระทั่งได้ดูรายการแฟนพันธุ์แท้ ตอนวรรณกรรมเยาวชน และได้รู้ประวัติของคนเขียน ก็สนใจทันที.. รุ่งขึ้นวิ่งไปร้านหนังสือ (ตอนนั้นมาเรียนต่อแล้ว) แต่ไม่ว่าไปร้านไหน ก็ไม่เจอบนชั้นของร้านหนังสือเลย บางร้านจะมีระบบคอมพิวเตอร์ให้ค้นหา.. ก็เจอคำว่า “likely in store” (แปลไทยได้ว่า “น่าจะมีอยู่ในร้านนะ”) แต่พอถามพนักงาน ก็หาไม่เจอ.. สุดท้ายก็เลยต้องไปสั่งซื้อออนไลน์…
…แต่ว่านะ… ตั้งแต่ได้หนังสือมา ก็ยังไม่ได้อ่านเลย…
จนกระทั่งวันที่ประกาศรายชื่อหนังที่ได้เข้ารอบสุดท้ายของ Oscar และเห็นชื่อ “The diving bell and the butterfly” ก็ตกใจ ไม่คิดว่าเขาจะทำหนังแล้ว… รับเช็คทันทีว่าหลุดโรงไปหรือยัง … ไม่รู้ว่าเพราะเป็นหนังฝรั่งเศส หรือกระแสไม่แรง.. เรื่องนี้จึงเข้าแค่โรงหนังเล็กๆ ที่มักจะฉายแต่หนัง Indy หรือ หนัง art (คงคล้ายๆ house rama ที่ไทยล่ะมั้ง) แต่ก็แปลกนะ.. ทั้งที่เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศส (พูดฝรั่งเศสทั้งเรื่องเลย แต่มี subtitle ภาษาอังกฤษให้นะ) แต่กลับไม่ได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ…

The diving bell and the butterfly เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวและจินตนาการของ Jean-Dominique Bauby ในมุมมองของผู้แต่งเอง .. ใช่.. ในมุมมองของ Jean-Dominique Bauby เองเลย…

ก่อนอื่น คงต้องมารู้จักกันก่อนว่า Jean-Dominique Bauby คือใคร?

Jean-Dominique Bauby เป็นชาวปารีส และเป็น บก. นิตยสาร Elle ของฝรั่งเศส.. ในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1995 ซึ่งขณะนั้นเขาอายุ 43 ปี อยู่ๆ เขาก็เกิดอาการช็อคและสลบไป 20 วัน เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเขาเป็นอัมพาตตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยที่เขาสามารถทำได้แค่กระพริบตา และขยับลิ้นและปากได้นิดหน่อย (นิดจริงๆ ) เขาไม่สามารถที่จะพูดสื่อสารกับใครได้ และเขาก็เหลือเพียงแค่ตาซ้ายที่จะใช้มองดูสิ่งรอบตัวเขา และสื่อสารกับผู้คน อาการของเขาถูกเรียกว่า “locked-in syndrome” และไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับเขาได้ ฌองไม่สูบบุหรี่ ไม่ค่อยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และครอบครัวไม่มีประวัติเกี่ยวโรคทางนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นสัญญาณบ่งบอกเลยว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นกับเขาได้…
หนังสือ The diving bell and the butterfly เป็นหนังสือที่เขาแต่งขึ้นในสภาวะ “locked-in syndrome” วิธีการเขียนของเขาคือ เขาจะกระพริบตาเพื่อบอกตัวอักษรทีละตัว และให้ผู้ช่วยของเขาบันทึก! ว่ากันว่า หนังสือเล่มนี้ต้องใช้การกระพริบตาราวๆ 2 แสนครั้ง และใช้เวลาราวๆ 2 นาทีในการสร้างคำหนึ่งคำ

The diving bell and the butterfly ฉบับภาพยนตร์ เปิดเรื่องด้วยภาพฟิล์ม x-ray กระดูกทั่วร่างกาย และรายชื่อนักแสดงนำ ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง…. นำเสนอด้วยตัวอักษรที่เหมือนกับเขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินที่กดหนักๆ ซ้ำไปมา .. ทำให้เรารู้สึกถึงความเครียด ความกังวล… และเมื่อเครดิตต้นเรื่องจบ ก็จะเป็นภาพมุมมองของ ฌอง โดมินิค โบบี้ ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นครั้งแรก หลังจากที่สลบไปนานถึง 20 วัน… เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็สับสนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา คนรอบตัวต่างก็พูด บอก ถาม สารพัดโดยที่เขาไม่สามารถที่จะสื่อสารตอบกลับได้เลย…

เราเคยคิดว่า ถ้าเราต้องอยู่ในสภาวะพิการ เราจะทำยังไง เคยพยายามที่จะฝีกอะไรหลายอย่างที่เพื่อที่จะชดเชยกับความพิการในแต่ละส่วน แต่สิ่งหนึ่งที่เราคาดไม่ถึงคือ.. ความสับสน และความทรมานที่จะเกิดขึ้น

10 นาทีแรกของหนังเรื่องนี้ เล่าถึงความทรมานของ ฌองโด (Jean-Do เป็นชื่อที่หมอและพยาบาลเรียก Jean-Dominique Bauby ) ได้ดีมากๆ ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของฌองโด เหมือนกับว่า เราคือฌองโดนั้นเอง..
นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำเราร้องไห้ตั้งแต่ 10 นาทีของเรื่องเลย
อยู่ๆ ก็มีคนมาบอกว่าให้มองตามแสง แล้วก็บอกว่าคุณโชคดีนะ แล้วก็ร่ายยาวสารพัด.. หัวเราะหึ หึ โดยที่เราไม่ได้รู้สึกขำหรือยินดีอะไรไปด้วยกับเขาเลย… มีสารพัดคนมาจับ มาสัมผัสร่างกาย ขยับไปมาโดยที่เราไม่รู้สึกถึงสัมผัส แต่ได้เห็นภาพ แล้วจากนั้นก็มีคนมายุ่งกับตาขวา แล้วก็บอกว่าต้องปิดตาขวา บอกว่าไม่รู้สึกเจ็บหรอก แป๊ปเดียวก็เสร็จ… ขณะที่เสียงในใจพยายามจะบอกว่า อย่าทำนะ อย่าทำ เอามือออกไป แต่เขาก็ไม่ได้ยิน และเห็นภาพเปลือกตาขวาตัวเองกำลังถูกเย็บปิดให้มืดสนิท… ทางร่างกายมันไม่รู้สึกเจ็บ แต่มันทรมานในจิตใจ กับภาพที่เห็นต่อหน้าต่อตา.. และการที่ไม่สามารถแสดงออกถึงความไม่ต้องการนั้นได้

ไม่แปลกหรอกที่ประโยคแรกที่ฌองโดสื่อสารออกมาเป็นประโยคแรก หลังจากที่เขาเรียนรู้การสื่อสารเป็นคำ (นอกจาก yes/no) คือ.. I……..w..a..n..t……..d..e..a..t.h….

หลังจากฟื้นได้ไม่ได้นาน.. ฌองโดเรียนรู้วิธีที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ ด้วยการกระพริบตา โดยขั้นแรก พยาบาลพิเศษ (ไม่แน่ใจว่าเป็นพยาบาลด้วยหรือเปล่า แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการหัดการสื่อสารให้กับบุคคลที่มีปัญหาด้านการพูดน่ะ) อธิบายว่า ให้เขากระพริบตาหนึ่งครั้งสำหรับคำตอบที่เป็น yes และกระพริบตาสองครั้งสำหรับคำตอบที่เป็น no … ดังนั้นทุกคำถามที่จะถามเขาในช่วงต้นจะต้องเป็นคำถามที่ตอบว่า yes หรือ no เท่านั้น

หลังจากนั้น คุณพยาบาลพิเศษ (ขออภัย จำชื่อเธอไม่ได้เจ้าค่ะ) ก็สอนให้ฌองโดเรียนรู้วิธีที่จะสื่อสารคำพูด ด้วยการที่เธอจะอ่านอักษรโดยเรียงตามลำดับจากอักษรที่ใช้บ่อยมากสุด ไปยังอักษรที่ใช้ในการสร้างคำน้อยสุด (ในภาษาฝรั่งเศส) เมื่ออ่านถึงตัวอักษรที่ต้องการ ให้ฌองโดกระพริบตา 1 ที แล้วเธอจะอ่านอักษรนั้นซ้ำ ถ้าไม่ใช่ก็ให้กระพริบตาสองที หรือถ้าการอ่านนั้นเร็วไป หรือข้ามอักษรที่ต้องการไปแล้ว ให้กระพริบตาถี่ๆ

หนังสือแปลฉบับภาษาอังกฤษ จะให้ลำดับอักษรดังนี้

E S A R I N T U L O M D P C F B V H G J Q Z Y X K W

และถ้าคำนั้นสะกดสมบูรณ์แล้ว ให้กระพริบตาสองครั้งเหมือนเคาะ space bar

วิธีนี้สำหรับพยาบาลพิเศษ คงทำได้ไม่ยาก เพราะประสบการณ์ทำให้เธอมีสติและความอดทน.. แต่กับคนทั่วไปที่มาเยี่ยมฌองโด… บางคนก็พูดเร็วไป บางคนก็เอาแต่มองตัวอักษรไม่ได้มองสัญญาณกระพริบตาจากฌองโด หรือบางคนก็ไม่สามารถที่จะอดทนพอที่จะสะกดทั้งประโยคได้…

Jean-Dominique Bauby กับผู้ช่วยของเขา
Jean-Dominique Bauby กับผู้ช่วยของเขา

เรื่องการสื่อสารของฌองโด เป็นจุดหนึ่งที่ตัวหนังทำได้ดีมากๆ เขาใช้ลักษณะของการกระพริบตาในงานตัดต่อเป็นการเล่าเรื่องเสมือนให้คนดูเป็นฌองโดซะเอง ทำให้เราสัมผัสความเป็นฌองโดได้มากกว่าตัวหนังสือหรือเพียงแค่ภาพที่เห็น มีบางครั้งที่เราเผลอกระพริบตาไปด้วยกับสัญญาณของฌองโด

ฌองโดเปรียบภาวะ “locked-in syndrome” ว่าเหมือนกับชุดประดาน้ำที่หนักอึ้ง กักขังเขาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน และค่อยๆ ลากเขาจมดิ่งสู่ความมืดมิดของมหาสมุทร แต่กระนั้นชุดประดาน้ำก็ไม่สามารถกักขังจินตนาการของเขาที่โบยบินไปได้ทุกที่เหมือนดั่งผีเสื้อ

ทั้งหนังสือและภาพยนตร์จะเล่าถึงการที่เขามีความสุขกับจินตนาการของเขา เมื่อเวลาที่กายเขาได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว กับคนที่เขารัก แต่ใจเขาคิดถึงความทรงจำที่เขาสามารถสัมผัสทางกายคนที่เขารักได้ และก็มีความสุขกับสิ่งเหล่านี้…
… เคยไปอ่านรีวิวหนังสือที่เวปหนึ่ง.. มีคนหนึ่งให้คะแนนหนังสือเล่มนี้แค่ดาวเดียว (จาก 5 ดาว) บอกว่าผิดหวังกับหนังสือเล่มนี้มาก เขาคิดว่าจะเป็นหนังสือที่ให้กำลังใจชีวิต หรือมีความมหัศจรรย์อะไรกับชีวิต.. แต่มันกลับกลายเป็นเหมือนหนังสือธรรมดาที่เขียนโดยคนธรรมดาคนหนึ่ง….

อืม…
.. เราเองก็ยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ.. แต่รู้สึกได้ว่า ถ้าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความรู้สึกของคนธรรมดาคนหนึ่ง เราก็คงไม่ซาบซึ้ง ไม่รู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของหนังสือเท่าไร แต่หลังจากที่ดูหนังแล้ว เราคิดว่า ถ้าเราอ่านหนังสือด้วยความรู้สึกของฌองโด คิดถึงการที่เขาจะเขียนคำขึ้นมาแต่ละคำ และคิดถึงว่า การที่เขาเขียนทุกอย่างมาราวกับคนปกติ… นั่นแหละคือความมหัศจรรย์ของหนังสือเล่มนี้…

คุณค่าของหนังสือ The diving bell and the butterfly ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางที่เป็นตัวอักษรที่ถูกตีพิมพ์ขึ้นมา แต่อยู่ที่กระบวนการการเกิดของหนังสือเล่มนี้ และตัวหนังเรื่องนี้เองเป็นสิ่งที่ตอกย้ำคุณค่าของหนังสือ และทำให้การอ่านหนังสือของเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป….

ฌองโด เสียชีวิต 2 วันหลังจากที่หนังสือของเขาที่เขียนเสร็จแล้วได้รับการตีพิมพ์
ภาพยนตร์เรื่อง The diving bell and the butterfly ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award (Oscar) ครั้งที่ 80 ใน 4 สาขา คือ

เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะแนะนำให้ใครต่อใครได้ดูกัน ไม่ว่าจะเคยอ่านหรือไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนก็ตาม…

เราไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องนี้เป็นหนังให้กำลังใจชีวิตน่ะ แต่มันเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของชีวิต.. ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน ชีวิตต่างก็มีคุณค่าของมันเอง และความสุขของชีวิต บางทีมันก็อยู่กับเรามาตลอด เพียงแต่เราไม่เคยตระหนักถึง

ป.ล. โปสเตอร์หนังเรื่องนี้ เท่าที่เคยเห็นมี 11 แบบ แบบที่เอามาลงในเวปเป็นของสวิตเซอร์แลนด์ ดูเรียบๆ ง่ายๆ แต่มันบอกเล่าอะไรมากมายเลย (ดูแบบอื่นๆ ได้ที่ http://www.movieposterdb.com/movie/401383 )