Archive for March, 2008

31 March

ทำไมต้องร้องไห้ด้วย?

เห็นข่าว “จับสลากเข้าม.1มีทั้งเสียงเฮ-หลั่งน้ำตา”

เฮ้อ.. เคยอ่านในหนังสือรวมคอลัมภ์คุยกับประภาส (เล่มไหนจำไม่ได้แล้ว) ก็เห็นด้วยกับพี่จิกนะ ที่ว่า อนาคตของเยาวชนไทยถูกแขวนไว้ที่ดวงหรือ?

แต่ที่เราไม่เข้าใจคือ..  ทำไมแค่จับฉลากไม่ได้ต้องร้องไห้ด้วย? 

เราจำไม่ได้ว่า การสอบเข้าม. 1 ของเรา เป็นปีแรกหรือปีที่ 2 ที่มีการจับฉลาก…  เรามีสิทธิจับฉลากที่โรงเรียนศึกษานารี…  ความที่โรงเรียนประถมเรามีสอนถึงแค่ชั้นม. 3   และพ่อแม่ก็อยากให้ลูกได้เข้าเรียนโรงเรียนดีๆ เพื่อหวังว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้…  แม่เราเตรียมตัวเรื่องโรงเรียนไว้เยอะมาก โรงเรียนของรัฐที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนและมีชื่อเสียง ณ ยุคนั้น ก็มี สตรีวิทยา, ศึกษานารี, ราชินี..   ส่วนโรงเรียนเอกชนก็มี อัสสัมชัญคอนแวนท์, มาแตร์เดอี, สายน้ำผึ้ง… 
.. ยุคนั้น.. โรงเรียนเอกชนมีข่าวเรื่องการเรียกแป๊ะเจี้ยะแพงมากๆ…

ณ ตอนนั้น เราไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากนัก  ไม่ได้สนใจว่าจะเรียนอะไรที่ไหนยังไง  เพราะเหมือนกับว่า มีคนจัดการชีวิตให้เราโดยที่เราแทบไม่ต้องคิดอะไรเองเลย…  ในใจตอนนั้นก็โรงเรียนไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ยังไงก็ได้…  แต่.. ความรู้สึกลึกๆ ในใจ เราชอบโรงเรียนสตรีวิทยา  เพราะเคยดูรายการแข่งตอบปัญหาเชลล์ หรือพวกรายการ 180 ไอคิว..  ก็เห็นสตรีวิทยาทำคะแนนได้ดีตลอด..  อีกทั้งรู้มาว่าสมเด็จย่าทรงจบการศึกษาจากที่นี่ ก็เลยชอบสตรีวิทยามากที่สุด  แต่ ณ ตอนนั้น ไม่คิดว่า จะต้องสอบเข้าให้ได้ หรือจะต้องเรียนที่นี่ให้ได้แต่อย่างใด…

แม่จัดการพาเราไปสมัครสอบแทบจะทุกโรงเรียนที่แม่ตั้งใจไว้…  แต่.. โรงเรียนรัฐบาล จะมีกำหนดวันสอบเข้าเป็นวันเดียวกัน ยกเว้นโรงเรียนราชินีที่สอบก่อน….  ตอนนั้นแม่ก็คิดว่า สำหรับโรงเรียนที่วันสอบตรงกัน ไว้ใกล้ๆ วันสอบ ค่อยเลือกว่าจะไปสอบที่ไหน…

เราไปสอบที่โรงเรียนราชินีก่อน…   โดยที่แม่ก็รู้ว่าที่นี่รับน้อยมากๆ และเขาอยากจะรับเด็กอยุ่ประจำมากกว่า…  (จริงๆ เราอยากอยู่โรงเรียนประจำนะ แต่แม่เราเคยส่งพี่กับน้องไปโรงเรียนประจำแล้ว แล้วแม่ก็ร้องไห้ทุกอาทิตย์ที่ไปเยี่ยมเขา) .. หลังสอบที่ราชินีไม่กี่วันก็ประกาศผล และก็ไม่มีชื่อเราอยู่ในนั้น… 
ณ ตอนนั้นเราก็เฉยๆ เพราะเห็นว่าเขารับเด็กที่ไม่อยู่ประจำแค่ 8 คนเอง..  เราก็ยังนิ่งๆ ไม่มีร้องไห้อะไร…  กลับมาบ้าน พ่อถามผลสอบ เราก็บอกไปว่าไม่ติด ไม่ได้มีอาการเศร้าซึม หรืออะไรเลย  และก็ไปเล่นกับน้อง หัวเราะต่อไปได้…  แต่พอแม่มาเห็นเราหัวเราะ..  เราก็โดนดุว่า “สอบไม่ติดยังมีหน้ามาหัวเราะอีกนะ“…

อึ้งสิ…  เราก็หงอยไปเลย… 
(จริงๆ ก่อนหน้านั้นมีไปสอบที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาให้สอบวันที่สมัครเลย และก็สัมภาษณ์ผู้ปกครองระหว่างที่เด็กสอบ..  เราได้ยินแม่คุยกับเพื่อนในเย็นวันที่สอบว่า..  ตอนสัมภาษณ์ผู้ปกครอง เขามีเอกสารให้กรอก และถามว่าจะสามารถบริจาคเงินให้โรงเรียนได้เท่าไร  แม่เราเขียนตัวเลขที่ไม่ถึงหลักหมื่นไป แล้วเพื่อนแม่ก็บอกว่านั่นน่ะน้อยเกินไป…  และรุ่งขึ้น โรงเรียนก็บอกว่าเราสอบไม่ผ่าน..)

พอวันจับฉลาก แม่ก็พาไปจับสลากที่ศึกษานารี…  ยุคนั้น การจับฉลาก จะแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มๆ ให้ไปอยู่ตามแต่ละห้อง ห้องหนึ่งน่าจะมีประมาณ 30-40 คน แล้วแต่ละห้องก็จะจับสลากโดยอาจารย์จะเป็นผู้จับ..  จับมาแค่ 2 ชื่อเท่านั้น…  และแน่นอนว่าไม่มีชื่อเราใน 2 ชื่อนั้น… และเราก็ไม่ได้ร้องไห้ด้วย และที่จำได้ ก็คือ ไม่มีใครร้องไห้ที่ไม่ได้ด้วย!  เราออกจะดีใจที่ไม่ได้ เพราะว่าอาจารย์ที่คุมห้องเราตอนจับสลากดุมากๆ ดุแบบไม่มีเหตุผล…  หลังจากออกมาห้องจับสลาก เราบอกแม่ว่า เราไม่อยากสอบเข้าโรงเรียนนี้แล้ว เพราะอาจารย์ดุน่ากลัว.. แม่ก็ว่าเราไร้เหตุผล ไม่ควรเอาเรื่องอย่างนี้มาตัดสิน ..แต่.. พอออกจากโรงเรียน พ่อมารับ.. แล้วพ่อก็ขับรถพลาด ไปทับเส้นทึบขาว ผิดกฎจราจร โดนเรียกไป 200 บาท .. แม่ก็บอกว่า วันสอบให้เราไปสอบสตรีวิทยาแล้วกันนะ  สงสัยเราคงไม่ถูกโฉลกกับโรงเรียนนี้
=__=’

หลังจากที่ผลสอบเข้าที่สตรีวิทย์ออก…  และผ่านวันมอบตัวไปได้ 1 วัน  แม่เราได้รับโทรศัพท์จากโรงเรียนที่เราเคยไปสอบเข้า 2 โรงเรียน เป็นโรงเรียนรัฐหนึ่ง เอกชนหนึ่ง บอกว่ามีเด็กสละสิทธิ์ ให้เราไปมอบตัวเพราะเราติดตัวสำรอง..   แม่เราก็ตอบไปว่า “ลูกมอบตัวที่สตรีวิทย์แล้วค่ะ
.. พ่อกับแม่ดีใจมากๆ ที่เราได้เรียนที่สตรีวิทย์  เราเองก็ดีใจไปด้วย…  และรู้สึกว่า โชคดีจริงๆ ที่จับสลากที่ศึกษานารีไม่ได้

..
ที่จริง.. ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เราไม่ค่อยมีดวงกับการเสี่ยงโชคเท่าไร  ไม่ว่าจะเล่นสอยดาว จับสลากปีใหม่ หรือสลากอะไรก็แล้วแต่ เราไม่เคยได้ของที่เราอยากได้เลย…  การที่จับสลากไม่ได้ เราก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาเท่าไรกับมันนัก  ..  ก็เลยไม่ค่อยเข้าใจ คนที่จับสลากเข้าม. 1 ไม่ได้แล้วร้องไห้.. 

ทำไมต้องร้องไห้ด้วย?

จับสลากไม่ได้ ก็สอบเข้าเอาสิ ใช้ความพยายามของตัวเองให้ถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยร้องไห้สิ…  ถ้าเราพยายามเต็มที่แล้ว ยังถูกโชคชะตาแกล้งให้พลาดให้ผิดหวัง จะเสียใจ จะร้องไห้ ก็ไม่ว่ากัน  แต่.. ถ้าเราร้องไห้ให้กับโชคชะตา โดยที่เราไม่ได้พยายามทำอะไรขึ้นมาเลย..   แย่นะ  จะแขวนชีวิตไว้ที่ดวงอย่างเดียวเลยหรือ?

สำหรับเหตุผลในการมีระบบจับสลากเข้าเรียน..   เท่าที่จำได้มี
– ลดปัญหาจรารจร  เพราะต้องการให้เด็กได้เรียนในโรงเรียนที่ใกล้บ้านตัวเองมากกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทาง และลดการใช้รถยนต์
– ลดความเครียดของเด็ก  อย่างน้อยเด็กที่บ้านใกล้โรงเรียน ก็มีโอกาสสูงที่จะมีที่เรียน
– เปิดโอกาสให้เด็กที่ฐานะไม่ดีได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนของรัฐที่อยู่ใกล้บ้าน
– ลดเรื่องของการเรียกแป๊ะเจี้ยะ

เราเห็นด้วยแค่เรื่องของการเปิดโอกาสให้เด็กที่ฐานะไม่ดีเท่านั้น..  แต่ว่า.. เดี๋ยวนี้การจับสลากเหมือนจะไม่ช่วยข้อนี้เท่าไรนัก เพราะมีการย้ายทะเบียนบ้านเตรียมการให้ลูกตัวเองได้มีสิทธิเข้าจับสลากกันสารพัด..  แม้ว่ากฎจะระบุว่าต้องอยู่มาไม่ต่ำกี่ปี..  เขาก็ย้ายเตรียมให้ลูกตั้งแต่แรกเกิดก็มี…  ทำให้เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่อยู่ใกล้โรงเรียนจริงๆ มีน้อย และต้องไปเพิ่มอัตราการแข่งขันในการจับสลากอีก…

ใจเราอยากให้ยกเลิกระบบจับสลาก..  เพราะเราไม่เห็นข้อดีของระบบนี้เท่าไร…  และก็คิดว่า การจับสลากเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุในการลดความเครียดของเด็กที่จะต้องสอบเข่งขันเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง… 
เราไม่เข้าใจว่า เพราะอะไร มาตรฐานของสถาบันศึกษาของรัฐในระดับมัธยมของแต่ละที่ถึงได้ต่างกันมากนัก  และทำไมเรื่องนี้ถึงยังแก้ไม่ได้สักที?  และก็ยังคงปล่อยให้อนาคตของเยาชนไทยขึ้นอยู่กับดวง…

เฮ้อ..  นี่ถ้าบ่อนเสรีเปิดได้เนี่ย.. ชีวิตคนไทยขึ้นอยู่กับดวงหมดเลยสินะ ทั้งการเรียน การงานหาเลี้ยงชีพ…

ป.ล.
ข้องใจอีกอย่างคือ สื่อ..  ทำไมทุกปีจะเห็นแต่ข่าวจับสลากเข้าเรียน แต่ไม่ค่อยเห็นมีข่าวประกาศผลสอบเข้า… แปลกแท้.. น่าจะให้ความสำคัญกับเด็กที่ใช้ความพยายามมากกว่าเด็กที่มากับดวงนี่นา..   เอ.. หรือว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่มีให้สอบเข้าแล้วหรือ?  ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ก็เศร้าใจกับการศึกษาไทยเลย…