« »

The devil’s backbone…(เขาหาว่า “เด็กหอ” copy เรื่องนี้)

by nuch

The Devil’s Backbone

หนังสยองขวัญของผู้กำกับ Guillermo del Toro ที่มีผลงานอย่าง Hellboy, Pan’s labyrinth

เห็นจากกระทู้ในห้องเฉลิมไทย ขึ้นเป็นกระทู้แนะนำด้วยนะว่า “เด็กหอ หนังไทยที่สมควรประนาม”…  เราก็งงว่า อะไรหว่า?  ผู้กำกับย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ไปทำอะไรไว้หรือ?  อ่านไปอ่านมาก็.. อ๋อ… มีคนตั้งข้อสังเกตว่า “เด็กหอ” กับ “The Devil’s Backbone” มันเหมือนกันทั้งในเรื่อง Plot และมุมกล้อง…  
แต่…
คุณคนที่ตั้งกระทู้น่ะ ยังไม่เคยดู “The Devil’s Backbone” .. หรือ อาจจะเคยดูแค่ trailer ของเรื่องนี้ แต่เคยดู “เด็กหอ” และเห็นมีคนบอกว่า plot ใกล้เคียงกัน ก็ออกมาโวยวายประนามซะ…  -__-‘

เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และความที่เรารู้จักเรื่องราวในเด็กหอเป็นอย่างดี  ก็เลยไปหาเช่า DVD เรื่อง “The Devil’s Backbone” มาดูซะ…

The Devil’s Backbone เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1939 ช่วงเวลาแห่งสงครามกลางเมือง Spanish Civil War  เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ Carlos ต้องเสียพ่อแม่ไปในสงคราม และถูกส่งมา (โดยไม่เต็มใจและไม่รู้ล่วงหน้า) ให้มาอยู่บ้านเด็กกำพร้าที่ห่างไกลจากตัวเมือง  เมื่อมีเด็กใหม่เข้ามา ก็เป็นธรรมดาที่จะมีเรื่องของการกลั่นแกล้งรังแกโดยก๊วนเด็กแสบ, ผู้ดูแลสุดเฮี๊ยบ และเรื่องผีๆ
ที่บ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้มีระเบิดปักอยู่กลางลานบ้าน เป็นระเบิดที่ถูกทิ้งจากการปูพรมระเบิดเมื่อ 3 ปีก่อน  แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน แต่ก็ไม่มีใครสามารถเคลื่อนย้ายมันออกไปได้  มันก็เลยเป็นเสมือนรูปปั้นที่ตั้งกลางลานบ้าน พร้อมกับเสียงร่ำลือว่า ระเบิดลูกนี้ยังไม่ตาย มันพร้อมที่จะตูมได้ตลอดเวลา ไม่เชื่อลองเอาหูแนบดูสิ จะได้ยินเสียงติ๊กๆ

หากมองว่า “เด็กหอ” คือหนังผีอบอุ่น… “The Devil’s Backbone” ก็คงเป็นด้านมืดของเด็กหอ

“The Devil’s Backbone” ไม่ได้นำเสนอความโหดร้ายของสงครามกลางเมือง Spanish Civil War …หากแต่ใช้ความวุ่นวาย และเรื่องราวของสงครามเป็นตัวโยงเรื่องโยงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเด็กกำพร้า…

หลังดูหนังเรื่องนี้จบ..  เราไม่แน่ใจว่าผู้กำกับ Guillermo del Toro ต้องการบอกอะไรเรานะ?  เขาอาจจะอยากบอกว่า สงครามเกิดขึ้นเพราะความโลภของคน?  ความบ้าอำนาจมาพร้อมกับความโหดร้าย? … ชักอยากรู้พื้นฐานทางจิตใจของผู้กำกับ Guillermo del Toro แล้วว่าเป็นยังไง?  เดาว่า เขาคงเกลียด Fascism อย่างมาก และเขาคงมีปมในเรื่องของของมีคม และการใช้ความรุนแรง…

ส่วนตัวแล้ว.. ไม่ค่อยชอบหนังที่นำเสนอภาพความรุนแรงแบบเห็นชัดๆ จะๆ เช่น เลื่อยที่กดผ่านเนื้อโดยเห็นชัดว่าใบเลื่อยผ่านเนื้อยังไง เศษเนื้อเศษเลือดกระเด็นยังไง .. แต่อย่างใน Pan’s labyrinth เรากลับยอมรับตรงนี้ได้นะ เพราะมันเหมือนกับว่าความตั้งใจของผู้กำกับนั้นไม่ใช่ต้องการใช้ภาพความรุนแรงเพื่อความสะใจแต่ประการใด หากแต่ใช้เพื่อแสดงออกถึงความโหดร้ายและให้ขัดแย้งกับภาพจินตนาการของเด็กที่สร้างขึ้นเพื่อหาที่พักใจในยามสงคราม …
ใน “The Devil’s Backbone” ก็เช่นกัน… ภาพความรุนแรงที่เกิด  กระชากใจและชวนให้เรารู้สึกตกใจ และรังเกียจความรุนแรงแบบนั้น  ที่แย่หน่อยก็คือว่า เราเป็นที่ความจำแม่นในเวลาตกใจเสียด้วย  ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นเลยกลายเป็นภาพฝังตาที่ทำเอานอนไม่หลับไปเลย

ในส่วนของการเล่าเรื่อง, มุมกล้อง, ลำดับภาพ… “The Devil’s Backbone” ทำส่วนนี้ได้ดีมากๆ ภาพทุกภาพที่เล่าเหตุการณ์มาดูไหลลื่น ไม่รู้สึกสะดุดหรือรำคาญสายตาตรงไหนเลย  สมแล้วที่คว้ารางวัลมามากมาย…  หากใครกำลังศึกษาเรื่องมุมกล้องเพื่อทำ storyboard… เรื่องนี้คงเป็นหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่เราอยากแนะนำ

มาถึงประเด็นที่ว่าเด็กหอก็อปเรื่องนี้กันบ้าง

เนื่องจากว่า เราชอบเรื่อง “เด็กหอ” มาก  เหตุผลหนึ่งก็คือ เนื้อเรื่องมันโดนเข้ากับชีวิตจริง และสถานที่ถ่ายทำ หรือที่มาของเรื่อง ก็เป็นที่ที่เราค่อนข้างคุ้นเคยดี  “เด็กหอ” จึงเป็นหนังที่เราดูไม่ต่ำกว่า 3 รอบ พร้อมทั้งแนะนำ รวมถึงให้เพื่อนๆ หลายคนได้ยืมไปดู…
แต่…
เมื่อได้ดู “The Devil’s Backbone” จบ  เรากลับรู้สึกว่า ประเด็นที่ว่า “เด็กหอ” ก็อป “The Devil’s Backbone” นั้นไม่จริงเลย  ไม่จริงกระทั่งคำกล่าวหาที่ว่า “The Devil’s Backbone” เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเด็กหอ…   เหตุผลที่สั้นและชัดสุดคือ… เมื่อเราได้ดู “The Devil’s Backbone” ตั้งแต่ต้นจนจบ.. เราไม่รู้สึกเลยว่าเราเห็นภาพซ้ำ… และไม่มีลักษณะของ de javu ใดๆ ทั้งสิ้น

ลองพิจารณาทีละประเด็นกัน…

คำเตือน :  ในส่วนนี้จะมีการเล่าถึงเนื้อเรื่องของ “The Devil’s Backbone” และ “เด็กหอ”  พูดง่ายๆว่ามีการ spoil หนังเกิดขึ้น  หากใครยังไม่ได้ดูกรุณาไปหาดูมาก่อนที่จะอ่านต่อไปค่ะ

|

|

| spoil ล่ะนะ…

|

|

เตือนแล้วนะว่าจะเล่าเนื้อเรื่อง รวมถึง plot หนังและจุดไคลแมกซ์ และเฉลยของเนื้อเรื่อง…

|

|

(Spoil !!)

ในแง่เนื้อเรื่อง

“The Devil’s Backbone” เล่าเรื่องของปัญหาและความวุ่นวายภายใจบ้านเด็กกำพร้า โดยเล่าผ่านเด็กชาย Carlos ที่เพิ่งสูญเสียพ่อแม่ไปในสงคราม และถูกส่งมาอยู่บ้านเด็กกำพร้าโดยที่ไม่รู้ตัวและไม่เต็มใจ  ซึ่งในบ้านเด็กกำพร้าก็จะมีกลุ่มเด็กที่ทำตัวเป็นหัวโจกคอยกลั่นแกล้งรังแกคนที่อ่อนแอกว่า   ครูใหญ่เจ้าของบ้านสุดเฮี้ยบ  ครูวิทยาศาสตร์ที่แสนฉลาด และรู้ทันเด็ก ขณะเดียวกันก็พยายามเปิดใจเด็กจนเป็นที่รักใคร่ของเด็กหลายคน  พี่สาวใจดีที่คอยดูแลโรงเรียนและเด็กแต่ละคน  พี่ชายโหดดุที่ทำตัวเสมือนยามและภารโรงของโรงเรียน… เรื่องราวลึกลับของโรงเรียนที่เมื่อ 3 ปีก่อน รอดจากการปูพรมทิ้งระเบิดในช่วงต้นสงคราม  โดยหลงเหลือระเบิดด้านที่ปักที่กลางโรงเรียน พร้อมกับเรื่องเล่าของเด็กนักเรียนที่หายสาปสูญไปในวันนั้น…
“เด็กหอ” เล่าถึงความสัมพันธ์ ความผุกพัน และการปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ของเด็กชายชาตรี ที่ถูกส่งเข้าเรียนโรงเรียนประจำด้วยความไม่เต็มใจ และคิดว่าตัวเองถูกพ่อลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม….  ชาตรีมาอยู่ที่โรงเรียนประจำพร้อมกับความโกรธพ่อที่แสนเข้มงวด (แต่ดันไปมีสัมพันธ์กับคนรับใช้ในบ้าน) ทั้งโกรธทั้งงอน ไม่ยอมพูดด้วยกับพ่อ..  ขณะที่สิ่งที่ชาตรีเผชิญที่โรงเรียนประจำ คือ คุณครูสุดเฮี้ยบ แสนเข้มงวด และมีปมฝังใจเรื่องลูกศิษย์ที่เสียชีวิต  ก๊วนเด็กแสบที่ทั้งแกล้งทั้งหลอก ทั้งเล่าเรื่องผี  เพื่อนคน(?)แรกที่แนะนำและให้ความช่วยเหลือในการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่  สระว่ายน้ำปิดตายที่เล่าลือเรื่องผี…
…ในส่วนของเนื้อเรื่อง แม้ว่าจะมีองค์ประกอบบางอย่างที่ดูคล้ายกัน แต่เมื่อถูกนำมาเล่ากลับให้อารมณ์ ความรู้สึกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง  “เด็กหอ” เหมือนจะเล่าเรื่องผีในคิดเชิงบวก ไม่ใช่ผีสยองขวัญน่ากลัวแต่ประการใด  หากแต่เหมือนผีน้อย Casper ในดี เป็นมิตร  ขณะที่ “The Devil’s Backbone” กลับเล่าเรื่องได้โหดร้าย หุดหู่ การปรากฎตัวของผี กลับไม่สามารถบอกได้ชัดว่ามาแบบเป็นมิตรหรือมาร้าย…  และเอาเข้าจริงๆ แล้ว ผี Santi (เด็กที่หายสาปสูญเมื่อ 3 ปีก่อน) กลับไม่ใช่ตัวละครเดินเรื่องหลักสักเท่าไรนัก  และไม่ค่อยชัดเจนในเรื่องความสัมพันธ์กับตัวละครเดินเรื่อง (Carlos) มากสักเท่าไร…

 

ประเด็นที่ว่า.. ซ้ำกันในเรื่องของการให้เด็กมาใหม่นอนเตียงเดียวกับเด็กที่ตายไปแล้ว….

อันนี้เรากลับรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่ซ้ำกันได้… เหมือนมุขตลาด มุขสำเร็จรูปตามสูตรหนัง โดยเฉพาะหนังผี หนังสยองขวัญ…  การที่ให้ตัวละครเอกมีส่วนร่วมกับเครื่องใช้ หรือของใช้ที่คนตาย หรือผีเคยใช้ เป็นการเพิ่มเติมรสชาติความน่ากลัวตามสูตรหนังสยองขวัญทั้งหลาย… (เข้าไปในบ้านที่มีคนตาย… นอนบนเตียงเดียวกับคนตาย.. ใส่เสื้อผ้า, อ่านหนังสือ, ส่องกระจก.. อันเดียวกับที่คนตายใช้…)
แต่ว่า..
การซ้ำกันของหนัง 2 เรื่องนี้ กลับมีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของการนำเสนอ
ใน “The Devil’s Backbone” ..Carlos ไม่รู้ว่าเตียงที่นอนนั้นเป็นเตียงของเด็กที่ตาย  จนกระทั่งเห็นชื่อ Santi แต่ก็รับรู้ในตอนแรกว่า เป็นเด็กที่หายสาปสูญไปเมื่อ 3 ปีก่อน
ขณะที่ “เด็กหอ”.. ชาตรีรับรู้ว่า เตียงที่ตัวเองนอนนั้น เคยเป็นของคนตายมาก่อน รู้จากการเล่าเรื่องผีของก๊วนเด็กแสบ ซึ่งตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริงซะทีเดียว  จนกระทั่งเห็นชื่อวิเชียรที่เตียง
2 วีธีที่ต่างกันนี้ ให้ความรู้สึกว่า Carlos ไม่ได้กลัวเตียงที่ตัวเองนอน  ขณะที่ชาตรีกลับทั้งกลัว ทั้งขนลุก

 

ประเด็นเรื่อง.. เครื่องเล่นแผ่นเสียง

“The Devil’s Backbone” ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากที่แสดงถึงความชอบขอบครูวิทยาศาสตร์ และเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงถึงการมีชีวิตและอารมณ์ของครูวิทยาศาสตร์
ขณะที่.. “เด็กหอ” ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงปมปัญหาของเรื่อง และการคลี่คลายของปัญหา..  เป็นเสมือนตัวเล่าเรื่องตัวหนึ่งเลยล่ะ

 

ประเด็นเรื่อง.. การมีชู้

ตัวละครที่มีชู้ของทั้ง 2 เรื่องนี้น่ะ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องของที่มาที่ไป และบทบาทที่มีผลต่อเรื่อง
“The Devil’s Backbone”… ครูใหญ่สุดเฮี้ยบ มีสัมพันธ์กับพี่ภารโรงสุดโหด (ขณะที่พี่ภารโรงสุดโหดก็มีสัมพันธ์กับพี่สาวใจดี)  ครูใหญ่ทำไปเพราะความใคร่ และความต้องการลืมอดีตที่เจ็บปวด ขณะที่พี่ชายสุดโหดทำเพื่อหวังขโมยทองคำ…เรื่องของการเป็นชู้ใน “The Devil’s Backbone” เป็นปมหนึ่งในการเล่าถึงความผูกพันของตัวละคร และพัฒนาการที่เปลี่ยนไป
แต่… ใน “เด็กหอ”.. พ่อมีสัมพันธ์กับคนรับใช้ด้วยความใคร่ และลูกชายดันมารู้ความลับก่อนที่พ่อจะบอกว่าจะส่งเขาไปอยู่โรงเรียนประจำ ทำให้ลูกชายเข้าใจผิด คิดว่า พ่อต้องการขับไล่เขาไปไกลๆ เพื่อปกปิดความลับ…

 

ประเด็นเรื่องของบ่อน้ำ และเด็กตายในบ่อ

ใน “The Devil’s Backbone”  Santi ตายเพราะถูกฆ่าและซ่อนศพด้วยการถ่วงน้ำ  ส่วนใน “เด็กหอ” วิเชียรตายเพราะอุบัติเหตุ (ขาเป็นตะคริว) 
Santi ต้องการการแก้แค้น ขณะที่วิเชียรต้องการการปลดปล่อย…

|

|

(จบ spoil…)

 

“งั้นทำไมไม่บอกล่ะว่า ได้แรงบันดาลใจจาก “The Devil’s Backbone” ล่ะ?”

หลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ผู้กำกับทรงยศ ในรายการ The shock.. เรารู้สึกว่า ผู้กำกับทรงยศตอบค่อนข้างเคลียร์และแฟร์ในประเด็นนี้นะ

“เด็กหอ” คือการเล่าประสบการณ์การอยู่โรงเรียนประจำของผู้กำกับทรงยศ บวกกับการโยงเข้ากับเรื่องผีประจำโรงเรียน (บ่อวิเชียร) ซึ่งมีการดัดแปลงปรุงแต่งเพื่ออรรถรสในการชม… นี่คือที่มาที่ไปของเรื่อง ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ “The Devil’s Backbone” ที่เล่าถึงความโหดร้ายของมนุษย์…

บางคนอาจจะรู้อยู่แล้วว่า เรื่องเล่าเดิมของบ่อวิเชียร.. เกิดขึ้นที่บ่อดิน ไม่ใช่สระว่ายน้ำ…  เราเข้าใจว่า การเปลี่ยนรูปแบบเป็นสระว่ายน้ำเนี่ย เพื่อสื่อความเข้าใจให้ผู้ชมได้ง่ายขึ้น  หลายคนคงคุ้นเคยกับการมีสระว่ายน้ำในโรงเรียนประจำมากกว่าการมีบ่อดินซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในสมัยที่เป็น “โรงเรียนกลางป่า”  อีกทั้งเป็นการปรับเวลา ยุคสมัย ไม่ให้มีความเลื่อมล้ำมากนักระหว่างผีกับคน…

ส่วนเรื่องที่ว่าลอกกระทั่งมุมกล้องนั้น…  อย่างที่บอกแต่ต้นว่า .. เราไม่รู้สึกว่าเห็นภาพซ้ำ…  แต่ภาพที่ถูก capture มาปรียบเทียบกันนั้น….

“The Devil’s Backbone”  “The Devil’s Backbone”

… เรามองว่า.. เป็นการจัดองค์ประกอบภาพตามสูตร..
กับอีกเหตุผลหนึ่งคือ.. หลายครั้งที่เราเห็นภาพเห็นงานดีๆ จนเรารู้สึกประทับใจ.. เป็นไปได้ว่าภายหลังจากนั้นเราอาจจะเผลอทำภาพทำงานออกมาใกล้เคียงกับงานนั้นโดยไม่รู้ตัว…  เราไม่อยากเรียกลักษณะนี้ว่า “copy” เพราะผลงานที่ออกมา มันมีเพียงแค่องค์ประกอบที่คล้ายกัน  และเป็นอะไรที่เกิดขึ้นกับคนทั่วๆ ไปได้… แต่.. ถ้าจะเรียกว่าแรงบันดาลใจ.. มันก็คงไม่ถูกต้องซะทีเดียว  เพราะบางที ตอนที่เราทำ เราไม่ได้คิดถึงภาพหรือสื่งที่เราเคยเห็นมาก่อนเลย.. มันเหมือนกับว่า มาด้วยความรู้สึก ไม่ก็เป็นไปเพราะบังเอิญมาจากสูตรสำเร็จรูปที่ร่ำเรียนกันมา…  เราถึงบอกว่า ผู้กำกับทรงยศแฟร์ดีที่กล้ายอมรับว่า ได้เคยดูหนังเรื่อง The Devil’s Backbone มาก่อน…

ด้วยเหตุที่ว่ามาทั้งหมดนี้… ความเห็นเราในประเด็นก็อปไม่ก็อปคือ.. “ไม่ก็อปค่ะ”  แถมให้ด้วยว่า ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยด้วยซ้ำ 
ส่วนใครที่บอกว่าก็อปน่ะ… ขอถามหน่อยเถอะค่ะว่า ดูทั้งสองเรื่องแล้วหรือยัง?  และถ้าดูแล้ว… ขอเหตุผลที่ชัดเจน และมองหนังอย่างลึกๆ … ไม่ใช่แค่ฉาบฉวยว่า.. ตัวละครเดินเรื่องเป็นเด็กในหอพัก ก็คือ ก็อปแล้ว..  -__-‘

 

ป.ล.  มีคนบอกว่า Pan’s labyrinth เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องจาก The devil’s backbone … มีตัวละคร 2 คนใน The devil’s backbone ที่ไปอยู่ในเรื่อง Pan’s labyrinth ด้วย

ป.ล. 2 .. ยังดีนะที่วิเชียรไม่ได้ชื่อ “สันติ”  ไม่งั้นคงโดนข้อหาก็อปเต็มดุ้นแน่ๆ เลย..

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: