« »

The Devil Wears Prada

by nuch

The Devil Wears Prada

หนังที่สร้างจากนิยายของ Lauren Weisberger ในปี 2003  ซึ่งเป็นนิยายเรื่องแรกของเธอ และก็ดังเปรี้ยงปร้างติดอันดับหนังสือขายดีในปีนั้นซะด้วย

เมื่อครั้งได้เห็นหนังสือเล่มนี้ที่ร้านหนังสือ Borders  เห็นชื่อหนังสือ และปกเป็นรูปผู้หญิงในชุดหรูสวมรองเท้าบูทส้นสูงหัวแหลมปี๊ด มันชวนให้น่าอ่านเสียเหลือเกิน  แต่ติดที่ว่า มันมีหนังสืออีกหลายเล่มที่เราต้องอ่าน และหนังสืออีกหลายเล่มที่อยากอ่าน ..  ก็เลยยังไม่ตัดสินใจซื้อ รอให้อ่านหนังสือสำคัญๆ จบก่อน (แอบหวังนิดๆ ว่า เดี๋ยวราคาหนังสือจะลดลงมาด้วย… )
และแล้ว.. จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้อ่านเสียที จนหนังเขาสร้างเสร็จออกจากโรง ออกมาเป็นแผ่นดีวีดีเรียบร้อยแล้ว..  -__-‘

The Devil Wears Prada เล่าเรื่องของ Andrea Sachs (Andy) หญิงสาวที่ท่าทางเหมือนเด็กเรียน และใฝ่ฝันอยากเป็น journalist (นักหนังสือพิมพ์) แต่ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด ที่เธอเป็นที่ต้องใจของฝ่าย HR ของนิตยสาร Runway และส่งเธอมาเป็นหนึ่งในผู้ช่วยของ Miranda บก. ของนิตยสารแฟชั่นอันดับหนึ่ง ที่ทั้งแสบทั้งเฮี้ยบ ทุกสิ่งทุกอย่างต้อง perfect สำหรับเธอ…
วันที่ Andy มาทำงานวันแรก ใครๆ ก็บอกกับ Andy ว่า “Millions of girls would die for this job.” ซึ่ง Andy ก็บอกตัวเองไปว่า ฉันไม่ใช่หนึ่งในล้านนั้น…  Andy บอกว่า เธอจะทำงานที่นี่แค่ปีเดียว เพื่อที่เธอจะได้ connection และประสบการณ์งานไปทำสิ่งที่เธอฝัน..  ดังนั้นเธอก็จะยังเป็นเธอ Andy คนเดิม ที่จะไม่ให้ Runway หรือ Miranda เปลี่ยนแปลงเธอไปได้..    เป็นไปได้จริงหรือ?
ในโลกของแฟชั่นที่ทุกเสี้ยววินาทีพร้อมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา..  มันจะไม่ทำให้ Andy เปลี่ยนไปได้หรือ?

น่าเสียดายที่เรายังไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ก่อนดูหนัง… ใครๆ ก็บอกว่า นี่คือภาพยนตร์ที่เดินเรื่องได้สนุกกว่าหนังสืออีก..  

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ บทภาพยนตร์ .. ขอคารวะ Aline Brosh McKenna ผู้เขียนบทหนังเรื่องนี้  บทและคำพูดแต่ละประโยค มันบ่งบอกบุคลิคของตัวละครและความสัมพันธ์กันได้ชัดเจน ทั้งยังเหน็บวงการแฟชั่น ได้อย่างแสบ… (อ่านต่อได้ในส่วน spoil)
อีกทั้งการแสดงของ Meryl Streep ด้วย..  ฝีมือเธอสุดยอดมากๆ.. เพียงแค่เธอปรายสายตา มันก็สื่ออะไรได้หลายอย่าง… ตั้งแต่เห็น trailers หนังเรื่องนี้แล้ว เราก็คาดการณ์ได้ว่า เธอจะต้องได้เข้าชิงรางวัลสักรางวัลจากหนังเรื่องนี้แน่ๆ  และก็ไม่ผิดจริงๆ เธอได้รางวัล Golden Globe สาขา Best Actress in comedy or musical  และถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oscar ในปี 2007 สาขา Best leading actress ด้วย (แต่ Helen Mirren ได้รางวัลนี้ไปจากเรื่อง The Queen )
อีกจุดหนึ่งที่ชอบคือ การตัดต่อ การเล่าเรื่อง (โดย Mark Livolsi )  ทำส่วนนี้ออกมาได้ดีมากๆ  ดูตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีส่วนไหนที่เรารู้สึกเบื่อเลย  ทั้ง timing จังหวะภาพและมุขต่าง วางได้อย่างลงตัว ดูจบก็ยังเหลือความประทับใจไว้..  จนเรารู้สึกเสียดายหน่อยๆ ที่เราไม่ได้ดูเรื่องนี้ในโรงหนัง และไม่ได้ดูในเวลาไล่เลี่ยกับเพื่อนที่รู้ใจกัน.. ไม่อย่างนั้นก็คงเมาท์กันได้เต็มที่
แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นหนังที่เดินเรื่องตามสูตร 3 acts และจบแบบ Ironic (ตามสูตรหนังรางวัลออสการ์) แต่กลับตีสูตรได้แตก ชนิดไม่ทำให้คนดูอย่างเราที่เกลียดหนังสูตร รู้เหนื่อยหน่าย เซ็ง หรือเหมือนเห็นภาพซ้ำแต่ประการใด  คงต้องเรียกได้ว่า เขาตีสูตรได้แตกล่ะมั้ง..  แตกชนิดที่ว่าเราแทบลืมไปเลยว่ามันเดิน 3 acts ที่ทำให้เราคาดเดาเรื่องราวต่างๆ ได้อยู่นะ..

สรุปแล้ว ประทับใจกับหนังเรื่องนี้มากชนิดที่ว่าดูได้อีกหลายรอบ..   ใครที่ยังไม่ได้ดู ขอแนะนำให้ไปหามาดูสักครั้ง… หนังดี ให้ทั้งความบันเทิง และแง่คิด…  และคิดว่า คงจะมีใครอีกหลายคนที่ได้ดูและรู้สึกโดนใจเหมือนเรา…

เอาล่ะ.. ใครที่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว มาคุยกันในส่วนรายละเอียดกันต่อ… (Spoil)
คำเตือน : เนื้อหาในส่วนนี้จะมีการคุยและเล่าเรื่องราวรายละเอียดของหนัง โดยจะมีพูดถึง climax ของหนังด้วย  หากใครยังไม่ได้ดู กรุณาหยุดอ่านเสียเถิด มิฉะนั้นคุณจะไม่สนุกกับหนังเรื่องนี้ได้เท่าที่ควร
ใครที่ดูหนังแล้วกด ctrl+a จะได้เห็นข้อความได้ชัดขึ้นค่ะ

หลังจากที่ดูหนังจบ เรากลับรู้สึกตะหงิดหน่อยๆ ว่า The devil wears prada เนี่ย หมายถึงใครกันนะ?  ใครกันแน่ที่เป็น devil … 
แม้ว่าในหนังจะทำภาพลักษณ์ของ Miranda ให้เป็นหญิงเหล็ก นางมารร้าย  แต่เรากลับรู้สึกว่า Andy ต่างหากล่ะที่เป็น Devil   แม้ว่าในตอนท้าย Andy จะบอกว่า I have no choice. เป็นข้อแก้ตัวในการที่เธอข้ามหัว Emily ขึ้นมา แต่ Miranda ก็ได้พูดประโยคที่เป็นความจริงว่า You did have choices and you chose to go ahead
ใช่.. Andy เธอมีทางเลือก เธอเลือกได้ว่า เธอจะทำ หรือไม่ทำ…
…ในฉากที่บ้านของ Miranda ที่ Miranda บอก Andy ว่าเขาจะให้ Andy ไปฝรั่งเศสแทน Emily ซึ่งตอนแรก Andy มีท่าทีจะปฎิเสธ  แต่วันรุ่งขึ้น Dragon lady ของเราก็เล่นมุขโหดที่ให้ Andy เป็นคนบอก Emily ด้วยตัวเองว่า Andy จะได้ไปฝรั่งเศสแทน Emily  แม้ว่าตอนที่ Andy โทร Andy จะภาวนาว่าอย่ารับสายนะ อย่ารับสายนะ ดูภายนอกเหมือน Andy จะเป็นคนดีนะ เหมือนจะเป็นคนที่เป็นห่วงเป็นใยเพื่อนนะ..  แต่ ณ เวลาที่เราดูฉากนั้น.. เรากลับเห็นว่า Andy เองเปลี่ยนไป เธอกลายเป็นผู้หญิงที่เห็นแก่ตัว และหลงติดกับภาพลวง และลืมสิ่งที่ตัวเองเคยยึดมั่นไว้..  และตรงนี้เองที่มันโดนใจเราเสียเหลือเกิน..  
หลายคนคงจะบอกว่า ถ้าอยู่ในสถานะเดียวกับ Andy ก็คงไม่พ้นที่จะทำแบบเธอ..
แต่ถ้าเป็นเรา.. เราคงตอบว่าไม่..  เราคงปฎิเสธ Miranda ตั้งแต่ตอนที่อยู่ที่บ้านเธอ แม้ว่าจะเป็นการสร้างความผิดหวังให้กับ Miranda และอาจจะถูกมองว่า เราไม่จริงจังกับงานกับอนาคต…  เรายอมนะ  แม้ถึงที่สุด อาจจะจบลงที่การโดน freeze หรือการไล่ออก  เราก็ยอมที่จะรับสภาพนั้น ดีกว่าความรู้สึกผิดที่ได้ทรยศต่อผู้มีพระคุณ
ตอนที่ดูฉากนี้ก็ลุ้นนะ.. ลุ้นให้นางเอกปฎิเสธซะ แต่แล้วเธอก็ทำให้เราผิดหวัง แม้ว่าเธอจะสำนึกผิดในตอนท้ายและพยายามชดเชยกับความผิด เรากลับรู้สึกว่า มันไม่ได้ชดเชยกันได้สักเท่าไรนัก  แต่กลายเป็นว่าเรากับชอบคุณป้า Miranda ในตอนท้ายมากขึ้น  คนร้ายๆ ที่ไม่สามารถแสดงออกถึงความห่วงใยในแบบคนปกติได้..
..ในตอนท้ายที่ Andy มีสัมภาษณ์งาน และผู้สัมภาษณ์ได้บอกเธอว่า เขาได้โทรไปขอ reference จากนิตยสาร runway และได้รับ fax กลับมาจาก Miranda ว่า… Among all assistants that I got, she’s the biggest disappointment.  และผู้สัมภาษณ์พูดต่อว่า If I didn’t hire you, I’m an idiot. ประโยคนี้เราไม่แน่ใจว่า เป็นประโยคที่อ้างอิงถึงข้อความใน fax ของ Miranda หรือ ความเห็นของผู้สัมภาษณ์กันแน่  แม้ว่าเขาจะพูดต่อมาว่า You must have done the right thing. ไม่ว่าประโยคก่อนหน้านี้จะมาจาก fax หรือเป็นความคิดของผู้สัมภาษณ์เอง เรากลับรู้สึกว่า Miranda เธอก็มีแง่ดีนะ เธอออกจะเอ็นดู Andy ด้วย  อย่างน้อย เธอก็ไม่ทำลาย Andy แม้ว่า Andy จะทิ้งเธอไป..    คำว่า The biggest disappointment..  เราเชื่อว่า Miranda จงใจใช้โดยที่รู้ว่า คนที่รับข้อความเธอนั้นจะตีความยังไง และเป็นประโยชน์ต่อ Andy ยังไง    Miranda เธอน่าจะรู้ตัวเธอดีอยู่ว่าภาพพจน์ของเธอที่มีต่อคนภายนอกโดยเฉพาะคนในวงการหนังสือพิมพ์นั้นเป็นเช่นไร  เธอไม่สามารถที่จะแสดงออกที่ความนิยมชมชอบใดๆ ได้ เพราะนั่นอาจจะหมายถึงการเปิดเผยความอ่อนแอในตัวเอง..  เธอจำเป็นที่ต้องใช้คำพูดที่ทั้งคม ทั้งเจ็บแสบ เพื่อคงไว้ถึงภาพพจน์หญิงเหล็ก หญิงแกร่งของเธอ  เด็กผู้หญิงนับล้านฝันจะเป็นแบบ Miranda เห็นแต่ภาพเปลือกนอกที่สวยหรู แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ถึงภายในที่แท้จริงของหญิงเหล็กที่ทุ่มทั้งชีวิตให้กับ Runway คนนี้
งั้นใครกันแน่ที่เป็น devil ล่ะ?
เราว่า ใครก็ตามที่ใส่ prada (หรือจะอะไรก็ตามที่สร้างภาพความหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ และอำนาจ) และหลงใหลเพลิดเพลินกับมันมากเกินไป..  คนนั้นแหละได้กลายเป็น devil ไปแล้ว

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากหนัง

– มีตอนหนึ่งที่ Andy พูดว่า “ผู้หญิงแถวนี้ไม่ค่อยกินอะไรเลยหรือ” แล้ว Nigel ก็ตอบว่า “not since size 4 became new two, and two became new zero.” แล้ว Andy ก็บอกว่า “I’m size 6.”  Nigel ก็ตอบว่า “Then you’re in new 14.”
ขออธิบายให้เพื่อนๆ ที่ไม่ค่อยสนใจแฟชั่นเข้าใจหน่อยว่า.. size เสื้อผ้าผู้หญิง มันไม่ได้มีแบ่งแค่ s, m, L เท่านั้น มันมีแบ่งเป็นตัวเลขโดยที่เลขยิ่งมากเสื้อยิ่งใหญ่ขึ้น  แต่ก่อน size เล็กสุดคือ 0  แต่เดี๋ยวนี้มี 00 ออกมาแล้ว  ส่วน size ใหญ่สุดนั้น อันนี้ไม่รู้จริงๆ ว่ามีเลขถึงเท่าไร..  แต่เคยเห็นกระทั่งเลข 20 น่ะ..   อ้อ ส่วนใหญ่เขาจะไม่ได้ทำเสื้อผ้าครบทุกตัวเลขนะ  เขาจะทำแต่เลขคู่เท่านั้น และทำเฉพาะช่วง size หนึ่งเท่านั้น ไม่ค่อยมีแบบเสื้อผ้าไหนที่ทำตั้งแต่ size 00 ถึง 20 เลยนะ 
สำหรับ size 6 นี่น่าจะเป็น size มาตรฐานสำหรับผู้หญิงทั่วไปที่ไม่ใช่หุ่นนางแบบน่ะ  เรียกว่าอยู่ในระยะอวบ..  (แต่ถ้าเป็น 8-10 อาจจะเป็นอวบระยะสุดท้ายก็ได้นะ)…  ประโยคที่ Nigel พูดและตอบนี่ กัดวงการแฟชั่นได้เจ็บและแสบมาก…  แหม มันจะผอมกันไปถึงไหนนะ..   ว่าแล้วก็นึกถึง project runway ตอนหนึ่ง ที่ทำ fashion designers หลายคนตกม้าตายเมื่อครั้งให้ออกแบบเสื้อผ้าสำหรับ Ordinary girl ที่ไม่ใช่หุ่นนางแบบ  (อ่านได้ที่นี่ แต่สำหรับคนที่มีชื่ออยู่ใน msn เราเท่านั้นนะที่จะกดอ่านได้น่ะ)

– แม้ว่า Lauren Weisberger จะออกมายืนยันว่า เธอไม่ได้วางบุคลิคของ Miranda โดยมีต้นแบบเป็น  Anna Wintour อดีตบก. นิตยสาร Vogue แต่หลายคนก็ไม่เชื่อ เพราะ Lauren เคยฝึกงานที่ Vogue มาก่อน และอีกทั้งบุคลิกของ Miranda และ Anna ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน .. ที่ฮาก็คือ.. ในการฉายรอบสื่อมวลชนที่ New York … Anna Wintour ได้เข้าไปชมโดยที่เธอแต่ง prada ไปตั้งแต่หัวจรดเท้า!! 

– บทของ Miranda ตอนแรกถูกวางให้ Helen Mirren มารับบทนี้ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็น Meryl Streep มาเล่น (คาดว่า เพราะ Helen ติดถ่ายเรื่อง The Queen) และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์พร้อมกับ Helen Mirren ในปี 2007

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: