« »

จบแบบนี้.. ดีกว่าไหม

by nuch

โดย หนูดี – วนิษา เรซ
ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ ฉบับวันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

ปิดภาคเรียนแล้วค่ะ รถเริ่มหายติดไปบ้าง และลูกๆ จำนวนเป็นร้อยของหนูดีก็หายไปหมดจนโรงเรียนเงียบอย่างผิดปกติ

เด็กๆ เริ่มกระจายอยู่ตามต่างจังหวัดบ้าง ออกไปเที่ยวนอกประเทศบ้าง อยู่บ้านบ้าง ตามพ่อแม่ไปที่ทำงานบ้าง แต่คนที่ยิ้มกว้างที่สุดช่วงนี้เห็นจะเป็นปู่ย่าตายายที่ได้หลานๆ ไปเล่นด้วยที่บ้านแบบเต็มเวลา

วันก่อนปิดเทอมเรามีห้องเรียนพ่อแม่เช่นเคย และหนูดีก็ชวนพ่อแม่คิดเรื่องมาหลอกล่อลูกเล่นช่วงปิดเทอมยาวหนึ่งเดือนนี้ เพราะบางทีพ่อแม่เลี้ยงลูกไปมา เหนื่อยเข้าก็หมดมุขเอาง่ายๆ คิดอะไรไม่ออกแถมหมดแรงก็เลยจัดการ…เปิดโทรทัศน์เลี้ยงลูกเสียเลย

ซึ่งสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีแล้ว หนูดีจะไม่แนะนำให้ดูโทรทัศน์ในทุกกรณี ไม่ว่ารายการนั้นจะดีขนาดไหน ได้รางวัลอะไรมา เทียบกันแล้วก็ยังไม่ดีเท่าสิ่งที่เด็กจะทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น เล่นกระโดดหนังยางกับเพื่อนบ้าน พากันไปตีแบด เล่นหมากล้อม อ่านหนังสือ ทำอาหาร ปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ แม้หนูดีไม่ได้ต่อต้านวงการทีวี เพราะตัวหนูดีเองก็เป็นพิธีกรรายการเองด้วย และคิดเสมอว่าสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการส่งข้อมูลดีๆ ให้คน แต่ขอให้โลกของโทรทัศน์เป็นโลกของผู้ใหญ่เถิดค่ะ แต่สำหรับเด็กให้เขาได้มีโลกแห่งจินตนาการใสๆ ไปก่อนอย่างน้อยก็ 12 ปีแรกในชีวิตของเขา และผลกระทบอันเป็นบวกนี้ จะส่งผลดีกับสมองของเขาตลอดชีวิตที่เหลือเลยทีเดียว

ถ้าไม่ดูโทรทัศน์แล้วปิดเทอมนี้จะให้ลูกทำอะไรดีหนอ พ่อแม่คงถาม หนูดีมีกิจกรรมแนะนำมากมาย ตั้งแต่เล่นกีฬา เข้าแคมป์ พากันไปต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งส่งไปฝากญาติที่ต่างจังหวัดเสียเลย แล้วให้ช่วยทำงานพิเศษ ถ้าหนูดีมีลูก ช่วงเวลาปิดเทอมแบบนี้ จะให้ฝึกงานหารายได้พิเศษกันตั้งแต่ชั้นประถมนี่ล่ะค่ะ ให้เสิร์ฟอาหารในร้าน เพราะเห็นเด็กฝรั่งก็ตั้งโต๊ะขายน้ำมะนาวทำเองกันที่หน้าบ้านตั้งแต่หัวยัง แทบไม่พ้นขอบโต๊ะ ฝึกความเป็นเอสเอ็มอี เถ้าแก่น้อยกันตั้งแต่เล็ก แม้กระทั่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าพ่อนักลงทุน ก็ยังรับของมาขายเก็บเงินได้ตั้งแต่ประถม นิสัยอย่างนี้ฝึกกันตอนปิดเทอมนี่ล่ะค่ะ ดีที่สุด เด็กปัจจุบันเรียนพิเศษกันเยอะเกินไป กลายเป็น “เสพติด” การศึกษาเชิงการค้ากันมากไปหน่อยทั้งพ่อแม่ลูก ลองเปลี่ยนมาเป็น “หาเงิน” แทน “เสียเงิน” ในช่วงหนึ่งเดือนต.ค.นี้ ก็คงเป็นตัวเลือกที่สร้างสรรค์ดีนะคะ เก็บเงินได้เท่าไร ก็ให้ลูกเปิดบัญชีเลย นอกจากเป็นสิริมงคลแล้วยังเป็นความภูมิใจของลูก หนูดีเห็นพี่ประถมของหนูดีที่พ่อแม่เปิดบัญชีให้ในชื่อเขาด้วยเงินที่เขาหา มาได้เอง โอ้โฮ เด็กๆ ถือสมุดบัญชีนั้นราวกับของมีค่า จนหนูดีอายว่า ที่มีอยู่เกือบสิบบัญชี เรายังเห็นค่าได้ไม่เท่าหนึ่งบัญชีที่มีเงินพันบาทของเด็กเลย จริงๆ มองโลกแบบเด็กก็ดีนะคะ ทุกสิ่งช่างสดใหม่และมีค่าสำหรับเขาเหลือเกิน ลูกศิษย์หนูดีสอนอะไรหนูดีทุกวัน

มีกิจกรรมหนึ่งที่หนูดีแนะนำพ่อแม่เสมอ คือ ให้ลูกอ่าน แต่ให้อ่านอย่างเดียว ก็ดูจะสร้างสรรค์น้อยไปหน่อย หนูดีก็เลยมีทริกสำหรับพ่อแม่แนวๆ ที่นำมาเล่นกับลูกแล้วคิดต่อยอด แตกขยายไปได้อีกไกล โดยใช้นิยายเรื่องหนึ่งเป็นสะพาน วิธีนี้เราเรียกกันว่า “จบแบบนี้…ดีกว่าไหม”

เคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่งไหมคะ อ่านจนจบแล้วหงุดหงิดใจ ทำไมจบแบบนี้ ไม่ชอบเลย แหม ถ้าจบอีกแบบนะ จะถูกใจกว่านี้มาก เช่น ทำไมพระเอกต้องตาย ทำไมนางเอกตัดสินใจแบบนี้ ทำไมและทำไม

เคยลองคิดตอนจบใหม่เล่นๆ ไหมคะ หนูดีเองเคยทำตอนอ่าน “คู่กรรม” เพราะชอบทุกอย่างจน…พระเอกตาย เสียดายมาก คนน่ารักๆ ดีๆ ทำไมตายง่ายจัง ก็เลยไปคุยกับเพื่อนที่อ่านแล้ว และบอกว่าถ้าเป็นหนูดีนะ จะให้โกโบริเกือบตายแต่ไม่ตาย แล้วก็อยู่เมืองไทยจนอายุ 80 ปีเลย เพื่อนก็เลยบอกว่าหนูดีเพี้ยนแล้ว เพราะคู่กรรมคลาสสิกได้แบบนี้ เพราะช่างจบได้กระชากใจ

จนกระทั่งไปเรียนที่อเมริกาหนูดีก็เลือกลงเรียนวิชา “Creative Writing” หรือการเขียนสร้างสรรค์ คราวนี้ถูกใจเลยค่ะ เพราะครูเลือกหนังสืออ่านประจำวิชาคือ In the lake of the woods ซึ่งเป็นหนังสือที่มีตอนจบให้เลือกตั้งสองสามแบบ ใครชอบแบบไหนก็ถือว่านิยายจบในแบบนั้น บางตอนก็บอกว่าพระเอกหายตัวไป อีกตอนบอกพระเอกตาย อีกตอนบอกหนีไปพร้อมนางเอก ในเมื่อนักเขียนไม่เลือกให้ คนอ่านเลยต้องคิดเองเลือกเอง

ถ้าปิดเทอมนี้ เราเลือกหนังสือนิยายให้ลูกอ่านเล่นสักเล่ม พอลูกอ่านไปแล้ว เราอาจจะชวนลูกมาเขียนตอนต่อกันเองแบบโฮมเมด ให้จบอีกแบบที่โดนใจกว่า ตอนหนูดีอายุ 10 ขวบ แม่ยื่นหนังสือให้เล่มหนึ่งโดยไม่พูดอะไร ชื่อ “วิมานมะพร้าว” เขียนโดย ว.วินิจฉัยกุล จากนาทีนั้น หนูดีก็หายเข้าไปในโลกของนิยาย และพบสถานที่มหัศจรรย์ ทำให้หนูดีรักการอ่านมาตั้งแต่วันนั้น เป็นของขวัญที่มีค่ามาก…แทบจะมากที่สุดสิ่งหนึ่งที่แม่เคยหยิบยื่นให้

หนูดีมีหนังสือของ ว.วินิจฉัยกุล ทุกเล่ม และเล่มล่าสุดนี้ จะไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะเป็นเล่มโปรดเล่มใหม่ที่มีตอนจบให้คุณผู้อ่านเลือกถึงสองตอนเต็มๆ ใครชอบแบบไหน ตัดสินใจกันเอง เรื่องนี้มีชื่อว่า “ลมพัดผ่านดาว” ที่แม่ น้องสาว ตัวหนูดี และเพื่อนๆ ติดกันงอมแงม และเป็นต้นตอแห่งการถกเถียงกันแบบออกรสว่า “หนูดาวคิดถูกหรือเปล่า” หรือ “ใครรักวายุบ้าง ยกมือขึ้นสิ”

นิยายเรื่องนี้จริงๆ แล้วก็จบเหมือนเรื่องอื่นๆ ล่ะค่ะ คือ นางเอกเลือกแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งในสองคนที่พัวพันกับชีวิตของเธอ บังเอิญว่าคนที่เธอเลือกไม่ถูกใจคุณผู้อ่านบางคน เขาก็เลยบอกกับนักเขียนว่า เขาไม่เห็นด้วย และในเมื่อนิยายเล่มนี้ลงเป็นตอนๆ ใน “สกุลไทย” นักเขียนก็เลยลองเขียนตอนจบเพิ่มให้อีกตอน เป็นว่า หากนางเอกเลือกอีกคนล่ะ แล้วชีวิตเธอจะเปลี่ยนไปแค่ไหน คราวนี้ แฟนนิยายที่อิน ก็เลยนัดกันไปที่หอประชุมแห่งหนึ่ง พร้อมนักเขียน และมีการเสวนากันในหัวข้อที่ว่านิยายเรื่องนี้ควรจบแบบไหน ใครที่เชียร์พระเอกคนไหนก็ให้ใส่เสื้อสีนั้นไป เห็นว่ามีมือตบด้วย หนูดีเองมาทราบภายหลัง ไม่เช่นนั้นคงร่วมขบวนเสื้อสีไปกับเขาด้วยแน่ๆ เพราะหนูดีไม่ชอบ “วายุ” เอาจริงๆ ในขณะที่แม่และน้องเอ็นดูวายุเอามากๆ

ไม่จบเท่านั้นน่ะสิคะ หลังการประชุมที่เฮฮากันไม่น้อย หนังสือก็รวมเล่มออกมา มีตอนจบแยกเป็นสองทางรวมทั้งมีเมโมการประชุมให้อ่านกันด้วย แต่นักเขียนคงสนุกค่ะ ก็เลยเขียนเป็นนิยายต่อมาอีกสองเล่ม ลงเป็นตอนๆ ในสกุลไทยเช่นเคย เล่มแรกให้นางเอกแต่งงานกับพระเอกคนหนึ่ง มีลูกชายหนึ่งคนชื่อน้องพรีเมียร์ มีชีวิตหรูหราไฮโซไม่เบา บ้านหนูดีติดกันเหมือนยาเสพติด เล่มนั้นเพิ่งจบไป ก็มีอีกเล่มต่อทันทีชื่อ “หน้าต่างสายลม” เป็นตอนที่หากนางเอกเลือกแต่งงานกับ “วายุ” แล้วชีวิตเธอจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เธออยู่ปาย เป็นเจ้าของเกสต์เฮาส์เล็กๆ ชื่อ “ปายดาว” มีลูกชื่อ น้องเพลงฝน

หนูดีอยากให้เด็กของเราคิดได้อย่างนี้จังค่ะ คิดต่อเนื่อง ขยายความ ไม่สรุป มีตัวเลือกหลากหลาย ได้กับทุกๆ เรื่องของชีวิต เพราะจริงๆ แล้วความสุขในชีวิตไม่ได้มีได้แบบเดียวเสียหน่อย และตอนจบของชีวิตก็มีได้ตั้งหลายแบบ การฝึกวิธีการคิดยืดหยุ่นแบบนี้ได้ตั้งแต่เด็กน่าจะช่วยลูกเราในอนาคตได้ เป็นอย่างดี

นึกถึงที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เคยพูดว่า เด็กเดี๋ยวนี้ฆ่าตัวตายเพราะคิดว่า ความสุขมีได้แบบเดียว และถ้าความสุขแบบนั้น เช่น สอบเข้าโรงเรียนนี้ หรือมีแฟนคนนี้ หมดไป เขาก็คิดว่าชีวิตนี้หมดความหมาย…กิจกรรมเล็กๆ แบบ “จบแบบนี้…ดีกว่าไหม” อาจจะดูเป็นเทคนิคคิดสร้างสรรค์ที่ทำไม่ยาก แต่หากเราฝึกคิดตอนจบได้หลายๆ แบบแล้ว หนูดีว่า เมื่อโยงมาถึงชีวิตจริง หากความสุขแบบหนึ่งหมดไป เราก็รู้ว่าชีวิตยังไม่จบ และเราเลือกทางจบอีกแบบหนึ่งได้ไม่ยากเกินไป

ปิดเทอมนี้หากไม่มีอะไรเล่นกับลูก หรือแม้เราไม่มีลูก แต่เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ ลองหยิบนิยายมาสักเล่มแล้วคิดตอนจบที่แปลกออกไปไหมคะ แล้วจะพบว่า ชีวิตนี้ทางออกไม่ได้มีแค่ทางเดียว

ที่มา: http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=69003

……………………………..

เป็นอีกหนึ่งบทความที่อยากให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้อ่านกัน..

:alien:

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: