« »

การคอร์รับชันทางปัญญา

by nuch

ปุจฉา

การจ้างทำวิทยานิพนธ์ถือว่าเป็นการผิดศีลธรรม จริยธรรมหรือไม่ กิเลสตัวไหนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังคนที่นิยมจ้างทำวิทยานิพนธ์

นักศึกษาปริญญาโท/มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิสัชชนา

การจ้างทำวิทยานิพนธ์ถือว่า ผิดศีลธรรม คือ ผิดศีลข้อที่ ๒ ที่ว่าด้วย การขโมยสิ่งของซึ่ง ไม่สมควรเป็นของตนนำมาเป็นของตน (ข้ออทินนาทาน) ซึ่งในกรณีนี้ คือ การขโมยสิทธิแห่งความเป็นมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัย หรือ สถาบันทางวิชาการชั้นสูง ซึ่งตนไม่มีสิทธิอันชอบธรรมท่จะได้ครอบครองมาแต่ต้น นำมาแอบอ้างว่าเป็นของตน หรือนำมาอวดอ้างต่อสังคมว่า ตนมีความเป็นมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต จริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้นตนก็รู้อยู่แก่ใจว่า สถานภาพทางวิชาการเช่นนี้ตนใช้วิธีขโมยเขามา

และผิดศีลข้อที่ ๔ (ข้อมุสาวาท) ที่ว่าด้วยการโกหกหลอกหลวงผู้อื่นด้วยความเท็จ หลอกลวงสังคมหรือลวงโลกว่าตนมีคุณสมบัติอย่างดี มหาวิทยาลัยหรือสถาบันทางวิชาการชั้นสูงรับรอง ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง ตนมีเพียง “ปริญญา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคุณสมบัติทางวิชาการอันจอมปลอมใบหนึ่งเท่านั้น หาได้มีคุณสมบัติแท้จริงอย่างที่เที่ยวอวดอ้างกับใครต่อใครแต่อย่างใดไม่

ผิดจริยธรรมตรงที่ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อธรรมะ ต่อคณาจารย์ ต่อสถาบันทางวิชาการที่ตนสังกัด และต่อสังคม หรือ ต่อโลก ซึ่งตนแสดงตัวให้เขาเห็นว่า ฉันสำเร็จการศึกษาด้านนี้มา หรือ มีคุณสมบัติอย่างที่ใบปริญญารับรอง

การจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็เป็นการคอร์รัปชันทางปัญญา หรือการคอร์รัปชันทางวิชาการ เป็นการผิดศีลข้อที่ ๔ ในระดับที่เรียกได้ว่าเป็น “มหามุสาวาท” หรือ การ “โกหกคำโตระดับชาติ”

เหตุปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้นมีหลายประการ ลองวิเคราะห์หยาบ ๆ ดูก็น่าจะได้แก่

    ๑. ความยากของการทำวิจัย ซึ่งนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท-เอก) ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดี
    ๒. ความด้อยความสามารถในด้านการสืบค้นข้อมูล การเขียน การวิเคราะห์ ไม่รู้จะค้นอย่างไร จะเขียน จะวิเคราะห์อย่างไร มองทางไหนก็มืดไปหมด
    ๓. ความไม่มีเวลา เพราะมีภารกิจมากมายให้รับผิดชอบ
    ๔. ความท้อแท้ที่เกิดจากความยุ่งยากของกระบวนการทำวิจัย
    ๕. ความไม่พร้อมของอาจารย์ที่ปรึกษา ของแหล่งข้อมูล / ประชากร / ตัวแปรต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ในงานวิจัย
    ๖. ความไม่มีเงินค่าหน่วยกิตหรือค่าเทอมซึ่งแพงมาก จึงต้องรีบจบให้เร็วที่สุด
    ๗. ความมีบาปมิตร คือ มีคนชักจูงในทางที่เลวคอยเป็นที่ปรึกษาในลักษณะ “รุ่นพี่” ก็ใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น
    ๘. ความตั้งใจที่จะโกงมาแต่ต้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความเลวโดยสันดาน สามารถทำผิดได้โดยที่ตนไม่รู้สึกผิด
    ๙. การได้รับข้อเสนอจากคณาจารย์ (หัวหมอ – บางคน – บางกลุ่ม) หรือจากมือปืนที่รับจ้างทำวิทยานิพนธ์เป็นอาชีพ
    ๑๐. สถานการณ์บีบบังคับ เช่น สร้างภาพใหญ่และใหม่ให้ตัวเองด้วยการคุยไว้ก่อนว่าจะจบ แต่เมื่อเรียนไป ๆ แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบอย่างที่เคยคุยไว้ จึงต้องหาวิธีจบทางลัดให้ได้ เพื่อรักษา “หน้า/อัตตา” ของตัวเองไว้ไม่ให้มัวหมอง
    ๑๑. ความเหลวแหลกของกระบวนการบริหารจัดการการศึกษาของชาติ ที่ปล่อยให้มีหลักสูตรพิเศษสำหรับ “หาเงิน” โดยเฉพาะผุดพรายมากมายยิ่งกว่าดอกเห็ด และจบง่ายได้เป็นมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิตเร็วเหมือนลวกก๋วยเตี๋ยวขาย มหาบัณฑิตถั่วงอกจึงมากมายทั่วไปหมด อันเป็นเหตุให้เดี๋ยวนี้มีคนได้ปริญญาเอกมาก ทว่าคนมีปัญญากลับน้อยลง

ส่วนกิเลสที่เป็น “คลื่นใต้น้ำ” ซึ่งคอยปั่นหัวให้คนต้องจ้างทำวิทยานิพนธ์นั้นน่าจะได้แก่

๑. อวิชชา ความเขลา ความโง่ ความไม่รู้อย่างถ่องแท้ว่า สิ่งที่ตนกำลังทำอยู่นั้นเป็นความผิดบาปอย่างมหันต์ทั้งต่อตนเองและต่อสังคม หรือความไม่มีวิจารณญาณเป็นของตนเอง ถึงรู้ว่าผิด ก็เป็นความรู้ในระดับ “สัญญา” (ความจำ) พื้น ๆ แต่ไม่ได้เกิดจากความรอบรู้ด้วยปัญญา เมื่อไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังทำนั้นเป็นความผิดบาปด้วยปัญญาจากภายในของตน อย่างถ่องแท้ ก็เลยยินดีที่จะทำผิด (ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิด) นั้นต่อไปโดยไม่มีความละอายใจแก่ใจแต่อย่างใดทั้งสิ้น

พึงสังเกตว่า คนที่จ้างเขาทำวิทยานิพนธ์โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนฝืนทำนั้นไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้องนั้นคงไม่มี คนที่ทำอย่างนี้ได้ หากมองอย่างผิวเผิน คนเหล่านี้เป็นคนฉลาดทั้งนั้น แต่เป็นความฉลาดที่ยังขาด “เฉลียว” คือขาดปัญญาที่ไร้สติควบคุม สังคมของเรากำลังมากไปคนประเภทนี้ คือทำอย่างไรก็ได้ให้ตนประสบความสำเร็จ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความชอบธรรมคือความสง่างาม

๒. ตัณหา ความอยากได้ (ปริญญา) อยากมี (เงิน + สถานภาพในทางสังคม) และอยากเป็น (คนดัง อยากได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชนคนแถวหน้า รวมทั้งอยากนำมาต่อยอดไปสู่การเป็น ดร. ผศ. รศ. หรือ ศ. ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างหนึ่ง แต่ถ้าใช้วิธีการที่ไม่ชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น ก็ต้องถือว่า เป็นความก้าวหน้าที่ยังล้าหลังอยู่นั่นเอง

๓. โลภะ ความโลภมาก อยากมีเงิน จึงทำให้เกิดอาชีพมือปืนรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย คนที่ทำอาชีพอันเป็นมิจฉาอาชีวะเช่นนี้ได้ นอกจากเห็นแก่เงินแก่อามิสเป็นพื้นฐานแล้ว ยังขาดธรรมะที่สำคัญอีกคือ ขาด “หิริ – โอตัปปะ” ความไม่รู้จักละอายชั่วกลัวบาปอีกด้วย

๔. มานะ ความอยากเด่น อยากได้ชื่อว่าเป็นชนชั้นปัญญาชนหรืออยากลบปมด้อยในทางกำพืดหรือในทางสังคม เพราะการมีปริญญาหลายใบย่อมหมายถึงโอกาสในการเลื่อนสถานภาพทางสังคมได้อย่าง รวดเร็วและอย่างได้ผลชะงัด ด้วยเหตุนี้จึงมีคนเรียกใบปริญญาด้วยน้ำเสียงประชดประเทียดว่า “ปริญญาคือไม้กันหมา” หรือ “ปริญญาคือวีซ่าแห่งโอกาส”

๕. ทิฐิ คือ ความเชื่ออย่างผิด ๆ โดยเฉพาะในสังคมไทยซึ่งถูกฝังหัวมานานว่า การมีใบปริญญาหรือการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก คือ เครื่องหมายของการมีปัญญา หรือสัญลักษณ์ของการมีสถานภาพอันสูงส่งในทางสังคม ความเชื่อเช่นนี้พลอยทำให้คนไทยที่ไม่ได้รับการศึกษาสูงจากสถาบันหรือจากใน ระบบรู้สึกดูถูกตนเอง และทำให้เกิดค่านิยมวัดคุณค่าของคนกันด้วยการประเมินจากปริญญาหรือจาก วิทยฐานะ ซึ่งท่าทีเช่นนี้นับว่า ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ดังจะเห็นว่า ผู้คนจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในการครองชีพ ในหน้าที่การงาน ถึงขั้นที่สามารถอยู่ในสังคมไทยได้อย่างสุขสบายและมีเกียรติโดยไม่มีใบ ปริญญาเลยมีอยู่ทั่วไป แต่เพราะถูกฝังหัวมาตลอดว่า การมีใบปริญญาต่อท้ายชื่อ นั่นคือความประเสริฐ หรือคือคุณค่าของความเป็นคนในสังคมไทย บุคคลเหล่านี้ ซึ่งตามความจริงแล้วมีความรู้ มีปัญญาสูงส่งกว่าใบปริญญาหลายเท่าตัว จึงต้องพยายามขวนขวายหาที่เรียนหนังสือเพิ่มเติมกันอีกไม่ได้หยุดหย่อน

สิ่งที่คนเหล่านี้หวังไม่ใช่ปัญญาจากการศึกษา  หากแต่คือ “หน้าตา / อัตตา” หรือที่อยู่ที่ยืนที่โดดเด่นทางสังคมต่างหาก

ก็ในเมื่อเราเริ่มต้นกระบวนการทางการศึกษา กันด้วยอวิชชาเสียอย่างนี้แล้ว ปริญญาที่ได้มาจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงได้อย่างไร ปริญญาที่มีที่มาจากพฤติกรรมอันสกปรกนั้น ทำได้อย่างดีก็แค่หลอกคนสายตาสั้นที่ชอบวัดคุณค่าของคนกันจากภายนอกเท่านั้น แต่จะไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับปัญญาชนที่แท้ ซึ่งรู้ดีว่า คุณค่าของคนเป็นคนกับใบปริญญานั้น บางทีแทบไม่เกี่ยวกันเลยด้วยซ้ำ

ที่ พูดนี้ว่าเฉพาะบางคนเท่านั้น ส่วนคนที่ตั้งใจศึกษาเพื่อแสวงหาปัญญาจริง ๆ ด้วยความใฝ่รู้จริง ๆ ก็มีอยู่ และมีอยู่เป็นจำนวนมากด้วย ใครก็ตามที่สนใจใฝ่รู้ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นคนที่ควรได้รับคำสรรเสริญ ควรยกให้เป็นบุคคลตัวอย่าง เพราะการศึกษาเพื่อการมีปัญญา เพื่อใช้เป็นคู่มือในการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างรู้เท่าทันนั้น เป็นกิจกรรมอันประเสริฐยิ่งของมนุษยชาติอยู่แล้วด้วยตัวของมันเอง เพราะหากปราศจากการศึกษา มนุษย์ก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์ดิรัจฉานสักเท่าไรนัก

ที่มา: หนังสือ “ธรรมะทำไม” โดยท่าน ว. วชิรเมธี
คัดลอกจาก: http://gotoknow.org/blog/university-of-foothills/257988

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: