« »

เสียเจ้า ราวร้าวมณีรุ้ง

by nuch

ปุจฉา

ผมเพิ่งเลิกกับแฟนที่คบกันมา ๓ ปี ทำอย่างไรก็ยังไม่วายเจ็บ ร่ำๆ จะคิดสั้นก็หลายครั้ง เพื่อนแนะนำให้มาบวช แต่ผมคิดว่าใจผมยังไม่พร้อม เกรงว่าเข้ามาสู่ร่มกาสาวพัตรแล้วจะทำให้สถาบันสงฆ์เสื่อมเสีย พอดีได้อ่านพบข้อเขียนของท่าน เรื่อง “ชีวิตก็เป็นอย่างนี้” (ที่บอกว่า คนเราต้องพลัดพรากจากของรัก/คนรัก ไม่มีใครหนีพ้นสัจธรรมข้อนี้) แล้ว ทำให้ผมหูตาสว่างขึ้นมาทันที ผมจึงคิดว่าถ้าเขียนมาถามวิธีรับมือกับอาการอกหักจากท่านบ้าง ก็คงจะดี ขอบพระคุณล่างหน้ามากครับ

ต้น/นิวยอร์ก/สหรัฐอเมริกา

วิสัชนา

ตอนที่ลงทะเบียนเรียนวิชา “การประพันธ์ไทยสำหรับครู” ทำให้ได้อ่านกวีนิพนธ์ของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ อยู่หลายบท มีอยู่บทหนึ่งซึ่งอ่านแล้วซาบซึ้งถึงจิดวิญญาณมาจนถึงวันนี้ ก็เลยอยากให้ลองอ่านกวีนิพนธ์บทนี้ดู อ่านแล้วลองเปรียบเทียบดูซิว่า อาการเหมือนหรือแตกต่างกันกับอาการอกหักของกวีใหญ่อย่างไร หนักหนาสาหัสสู้กันได้หรือไม่

เสียเจ้า

เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง
มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า
ซบหน้าติดดินกินทราย
จะเจ็บจำไปถึงปรโลก
ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย
อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ
ถ้าเจ้าอุบัติบนสรวงสวรรค์
ข้าขอลงโลกันต์หม่นไหม้
สูเป็นไฟเราเป็นไม้
ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ
แม้แต่ธุลีมิอาลัย
ลืมเจ้าไซร้ชั่วกัลปาวสาน
ถ้าชาติไหนเกิดไปพบพาน
จะทรมานควักทั้งทั้งแก้วตา
ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า
ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า
เพื่อจดจำพิษช้ำนานา
ไปชั่วฟ้าชั่วดินสิ้นเอย

ถ้าอกหักแล้วทุรนทุรายได้อย่างกวีนิพนธ์ข้างต้นนี้จึงค่อยบวช แต่ถ้าอกหักแล้วยังใช้ชีวิตทำงานตามปกติดได้อยู่ ก็ให้ถึือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่หนักหนาสาหัสปางตายอะไร ปลอบใจตัวเองว่า “ชีวิตก็เป็นอย่างนี้” ผิดหวัง สมหวัง สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันผ่านเข้ามา “ไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง ไม่มีใครผิดหวังทุกอย่างไป” ผู้รู้บางท่านว่าไว้อย่างนั้น ส่วนพระพุทธเจ้าตรัสลึกซึ้งไปกว่านั้นอีกว่า “ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์” หรือบางทีก็ตรัสว่า

“ที่ใดมีสิ่งที่รัก ที่นั่นมีโศก
ที่ใดมีสิ่งที่รัก ที่นั่นมีภัย
เมื่อไม่มีสิ่งที่รักเสียแล้ว
โศกและภัยก็ไม่มี”

คนไทยนำมาดัดแปลงให้จำง่ายขึ้นว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์​”

ยอดคนของโลกอย่างพระพุทธเจ้าทรงเตือนเราไว้แต่ต้นแล้วว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” คุณอาจลืมสัจธรรมขอนี้ไปแล้วละกระมัง แต่ถ้ายังไม่ลืม คุณจะสามารถบอกตัวเองได้ว่า “อ๋อ นี่มันเรื่องธรรมดาของชีวิตนี่นา พระพุทธเจ้าทรงเตือนเราไว้แล้วว่า มีรักก็ต้องมีทุกข์” นี่ละคือสัจธรรมพื้นฐานของชีวิตอีกข้อหนึ่ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเรียนรู้เอาไว้แต่เนิ่นๆ เพราะถ้าไม่ยอมเรียนรู้ บางคนอาจเสียค่าโง่ให้กับอาการอกหักรักคุดของตัวเองด้วยการจบชีวิตก็เป็นได้ (มีคนตายเพราะอกหักมาไม่รู้กี่คนต่อกี่คนแล้ว)

ส่วนคนที่รู้สัจธรรมพื้นฐนของชีวิตข้อนี้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะทุกข์ตรมขมไหม้แค่ไหน ไม่ยอมทำร้ายตัวเอง เวลารักใครก็จะไม่รักจนโง่ ไม่รักจนงมงาย ไม่รักด้วยหัวใจอย่างเดียว แต่ยังใช้สมองคอยกลั่นกรองความรักของตนเองอย่างมีสติอีกด้วย

ด้วยมุมมองเดียวกัน หากเราทอดตามองกว้างออกไปถึคนทั่วโลก เราก็จะพบความจริงที่หนักแน่นอีกอย่างหนึ่งว่า ในเมื่อ “ความพลัดพรากจากคนรัก/ของรัก” เป็นสัจธรรมสามัญของชีวิต ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าไม่ได้มีแต่เราคนเดียวเท่านั้นที่ต้องมาทุกข์เพราะอกหัก หากแต่ยังมีคนอีกครึ่งค่อนโลกที่เคยเป็นเช่นเดียวกับเรานี้ และที่กำลังจะเป็นอีกก็มากมายนับไม่ถ้วน ด้วยวิธีคิดชนิดรู้ทันธรรมดาของชีวิตอย่างนี้ เราจะเห็นว่า เราเองก็มี “เพื่อนทุกข์” อยู่มากมายกระจายอยู่ทุกมุมโลก

ใครๆ ก็เคยอกหักกันมาแล้วทั้งนั้น
เราจะอกหักอีกสักคนหนึ่งจะแปลกอะไร

ถ้าคิดได้อย่างนี้ ทุกข์เพราะอกหักก็เบาบางไปตั้งครึ่งค่อนแล้ว

มีคนอีกจำพวกหนึ่งมักจะคิดว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา ทำไมถึงทำกับฉันได้ ฉันผิดอะไร” แล้วก็เสียใจ จมจ่อมอยู่กับการตอบคำถามตื้นๆ ของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ที่จะน้อมใจเข้าหาสัจธรรมนั้นน้อยนัก

บางคนแม้จะรู้ดีว่านี่เป็นสัจะรรมของชีวิต แต่กระนั้นก็ยังตัดใจไม่ได้ ขอแนะนำว่า ในระหว่างที่กำลังกลัดหนองอยู่นั้น ควรหลีกเลี่ยงวิธีที่จะเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมตัวเองดังต่อไปนี้

๑. ไม่ควรเก็บตัวอยู่คนเดียวในห้องนานเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการหมกมุ่น ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น ซึ่งจะนำไปสู่การทำร้ายตัวเองถึงแก่ชีวิตได้ แต่ควรหาช่องทาง “ระบายควันเสีย” ออกมาจากใจให้ได้มากที่สุดด้วยการปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่ กับพ่อแม่ หรือกับเพื่อนสนิท ถ้าเราเก็บอาการไว้คนเดียวก็เหมือนกับเรา “เลี้ยงไข้” ตัวเองไว้ข้างใน ยิ่งนานยิ่งอันตราย พยายามระบายความทุกข์ออกมา ทุกข์หนักนั้นจะเจือจางลงไปในที่สุด

๒. ไม่ควรหมกตัวฟังเพลงเศร้า ประเภท “ผู้หญิงลืมยาก” หรือ “ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ” เพราะเพลงเหล่านี้จะชักพาให้เกิด “จินตนาการเชิงลบ” ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพจิตของตัวเอง อาการอกหักนั้นเป็นเหมือนตะปูที่ตอกลงไปบนเนื้อหัวใจอ่อนๆ ของเราให้เจ็บช้ำหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ถ้าเรายังคงจใจ่อมอยู่กับเพลงเศร้าเคล้าน้ำตา ก็เหมือนกับเราเอาค้อนมาตอกหัวตะปูให้ฝังแน่นลงไปอีก คิดดูว่าจะทุรนทุรายขนาดไหน ภาษาพระเรียกคนที่ไม่ยอมพาตนเดินออกจากความทุกข์อย่างนี้ว่า “ตกเป็นทาสของเวทนา (เวทนาคือความรู้สึก – feeling)” ทางแก้คือ ควรออกมาจากเวทนาเชิงลบเช่นนี้ให้เร็วที่สุด เพราะถ้าเราออกจากเวทนาไม่เป็น เจ้าเวทนานี่แหละจะหลอกพาให้เราทำอะไรบ้าๆ บอๆ ได้ร้อยแปดพันเก้า ซึ่งหากเรามีชีวิตอยู่ต่อมาจนเป็นปกติดีแล้ว บางทีอาจต้องกลับมานั่งขำหรือสมเพชตัวเองที่เผลอทำอะไรปัญญาอ่อนอย่างนั้นก็เป็นได้

๓. ควรหางานทำให้ยุ่งเข้าไว้ อย่าปล่อยให้ใจสับสน วุ่นวาย ว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน พล่านไปตามความคิดเด็ดขาด การปล่อยตัวเอง “เดินเข้าไปในความคิด” ในระหว่างที่กำลังอกหักนี้เสี่ยงอันตรายมาก อาจถูกความคิดทำร้ายเอาได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก บางทีในสภาพทุกข์ซ้ำซากอย่างนี้ หากลองตวงน้ำตาที่เกิดจาการย้ำคิดย้ำแค้นของตัวเองดูก็อาจตวงได้เป็นถังๆ ดังนั้นถ้าอกหักสาหัสสากรรจ์ควรหางานทำให้หนักให้จิตไม่ว่างได้จะดีที่สุด เพราะถ้าปล่อยจิตว่าง ไม่มีอะไรให้จิตเกาะเสียเลย เจ้าความทุกข์ก็จะย่องเข้ามาทำร้ายซ้ำอีก อย่าปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงเดินเข้าไปในกับดักของความคิดเป็นอันขาด เมื่อทำงานจนเพลินจนลืมได้แล้ว เราจะพบว่า “คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ” งานดีๆ ของศิลปินเอกของโลกหลายคนเกิดขึ้นตอนเขาเหล่านั้นทุกข์แทบล้มประดาตายเพราะอกหัก แต่เขารู้จักพลิกอาการอกหักเป็นการสร้างสรรค์นฤมิตกรรมชิ้นเอกแทนการฝังตัวอยู่กับความทุกข์

๔. ข้าวของ รูปภาพ เสื้อผ้า อะไรทั้งหลายทั้งปวงที่เคยให้กันไว้เป็น “สื่อรักแทนใจ” ควรเก็บไว้ให้ห่างหูห่างตา เพราะยิ่งเห็นจะยิ่งพาให้เจ็บลึกหนักกว่าเดิม ควรพาตัวเองออกมาเสียให้ห่างจากใจกลางของพายุอกหัก ด้วยการไปพักผ่อนต่างที่ ต่างถิ่น ต่างบ้านต่างเมืองเสียบ้าง เมื่อมีสติดีพอแล้วค่อยคืนมายังบ้านเคยอยู่อู่เคยนอนก็ได้

๕. วิธีสุดท้าย ถ้าเข็ดขามกับความรักอย่างกวีนิพนธ์ของท่านอังคารถึงขั้นอยากสาปส่งความรักละก็ ขอแนะนำให้ หาหน้งสือธรรมะดีๆ มาอ่านเรียกสติ หรือไม่ก็ไปฝึก “วิปัสสนากรรมฐาน” ขอรับประกันว่า ถ้าถึงขั้นฝึกวิปัสสนากรรมฐาน อาการอกหักจะหายภายในสามวันเจ็ดวัน หลังจากนั้นจะสามารถเหยียบโลกเล่นได้อย่างสบาย อะไรๆ ผ่านเข้ามาก็ “รู้เท่า – รู้ทัน” หรือมองเห็นว่ามันเป็นของมัน “อย่างนั้นเอง”

ที่มา: หนังสือ “ธรรมะทำไม” โดยท่าน ว. วชิรเมธี

2 Responses to “เสียเจ้า ราวร้าวมณีรุ้ง”

  1. กี้ Says:

    โหย ถูกทุกข้อเลยค่ะ

  2. เอกเอง Says:

    เชื่อมั้ยขนาดยังไม่เคยอกหักก็ยังอาลัยหา

    คนเรามันรู้ทั้งรู้นั่นแหละ แต่ทำได้หรือเปล่ามันอีกเรื่องนึง

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: