« »

Trip ไวไฟ เที่ยวใจง่าย (Day 1 in L.A.)

by nuch

อย่างที่เกริ่นไว้ใน prologue ว่า เราโดนตรวจละเอียดยิบเลยในการเดินทางเที่ยวนี้

วันแรกของการเดินทาง พวกเราไปขึ้นเครื่องที่ SFO (San Francisco International airport) เครื่องออกตอนเที่ยงกว่าๆ ก็ไปถึงตอน 10 โมงกว่าๆ เผื่อเวลา check in 

ตั๋วเดินทางที่ซื้อเป็น e-ticket ซื้อผ่านอินเตอร์เนต ซึ่งที่จริง ถ้าไม่มีกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องบินจะทำ self-check in และพิมพ์ boarding pass จากที่บ้านเองได้เลย  แต่ว่า.. ถึงจะไปแค่ 4 คืน แต่เราก็กะว่าจะโหลดกระเป๋าเดินทางเข้าใต้ท้องเครื่อง 1 ใบ โดยในใบนี้จะใส่พวกของเหลว สบู่ ยาสีฟัน แชมพู อะไรต่างๆ ที่เขาจำกัดปริมาณในการขึ้น carry-on  พวกของเหลวไม่ว่าอะไรก็ตาม เขาจำกัดให้แค่ 3 oz. ต่อ 1 คน..  ซึ่งจะมีถุง ziplock ขนาดเล็กเท่ากับถุงใส่ sandwich เป็นตัวควบคุม .. พวกเราขี้เกียจวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้ อีกทั้งเราขี้เกียจที่จะหิ้วกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่อง .. ก็เลยสรุปว่าโหลดใต้ท้องเครื่องไปเถอะ

หลังจาก Check in กระเป๋าและได้รับ boarding pass … พอเราเห็น code ที่ตั๋ว เราก็ว่า.. โดนซะแล้ว..   น้องเรากับเพื่อนก็ถามว่า อะไรหรือ?  เราบอกไปว่า เดี๋ยวพวกเราจะต้องโดน Special security check .. น้องก็ถามว่า เรารู้ได้ไง  เราเลยชี้ให้ดู code ที่ตั๋ว ซึ่งเราจำได้ว่าเพื่อนเราเคยได้ code นี้แล้วก็โดนมาแล้ว.. แล้วมันก็ใช่จริงๆ ด้วย… 

พอเข้าจุดเอ็กซเรย์กระเป๋า พนักงานที่จัดคิวและเช็ค boarding pass ก็บอกเลยว่า “You’re randomly selected for special security check(น้องเราก็สงสัยว่ามัน randomly ตรงไหนเนี่ย โดยทุกคนในกลุ่มเราเลย) แล้วก็ให้เราไปยืนรอหน้า “ตู้” ที่เราเรียกมันเล่นๆ ว่าห้องรมลม… (ถ้าใน wikipedia จะเรียกมันว่า puffer explosive detectors)
เจ้าห้องรมลมที่ว่าเนี่ย มันเป็นตู้ใหญ่ประมาณคนเข้าไปได้หนึ่งคน มีประตู 2 ด้าน ให้เดินเข้าทางหนึ่ง ออกอีกทางหนึ่ง  โดยประตูจะเปิดทีละด้าน  เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีพูดอะไรเลยนะ บอกแค่ว่า ให้เข้าไปแล้วยืนเฉยๆ รอจนกว่าสัญญาณไฟเขียวขึ้นแล้วถึงเดินออกทางด้านหน้าคุณได้..
พอเดินเข้าไป สักพักประตูที่เราเดินเข้ามาก็จะปิด แล้วก็ขึ้นสัญญาณไฟแดงรูปคนยืนตัวตรง จากนั้นก็จะมีลมพุ่งใส่เรารอบด้านเลย (เราถึงเรียกมันว่าห้องรมลมไงล่ะ) คาดลมพวกนี้คงมีเคมีที่ใช้ทดสอบว่ามีสารจำพวกวัตถุระเบิดอยู่หรือเปล่า แต่ไม่แน่ใจว่า เขามีปล่อยคลื่นความถี่ด้วยหรือเปล่า เพราะเหมือนจะได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ หน่อยๆ .. หลังจากรมลมไปแล้ว รอไม่ถึง 15 วินาที ก็ขึ้นไฟเขียว แล้วประตูด้านหน้าเราก็เปิดออก  จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้เราไปนั่งรอที่เก้าอี้ที่หันหน้าตรงกับกระเป๋า carry-on ของเรา (ห่างกันราวๆ 2 เมตรได้)  แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะทำการค้นกระเป๋า  พวกอุปกรณ์อิเลคโทรนิคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกล้อง มือถือ pda ก็จะถูกส่งเข้าไปในเครื่อง x-ray กระเป๋า จากนั้นเขาก็จะเอากระดาษแผ่นกลมๆ มาลูบตามส่วนต่างๆ ของกระเป๋าและพวกอุปกรณ์อิเลคโทรนิคทั้งหมด หนึ่งแผ่นต่อหนึ่งชิ้นต่อหนึ่งช่องกระเป๋า  แล้วก็เอาเจ้ากระดาษกลมที่ลูบไปทั่วเนี่ย ไปใส่ในเครื่องตรวจ  เราเดาว่า เจ้ากระดาษกลมเนี่ยมันคงอาบด้วยพวกเคมีสำหรับตัวสอบสารระเบิดทั้งหลายล่ะมั้ง   หลังจากจากตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็จะอนุญาตให้เราเข้าไปเก็บข้าวเก็บของ และเดินไปที่ gate ได้

ก็งงๆ นะ ว่าโดนได้ไง  เดาว่า เราอาจจะจองตั๋วรวดเร็วมากเกินไปจนเข้าข่ายเป็นผู้ต้องสงสัยได้ล่ะมั้ง   ก็ดีนะที่เจ้าหน้าที่ไม่ดุ ยังยิ้มพูดคุยอธิบายตอนตรวจค้นกระเป๋า  แต่รอบกลับเนี่ยสิ.. เราน่ะตัวเกร็งเลย (ไว้เดี๋ยวเล่าอีกที)

เนื่องจากคืนก่อนเดินทางไม่ได้นอน เพราะรีบสะสางงานและเตรียมกล้องด้วย พอขึ้นเครื่องก็หลับปุ๋ยเลย… หลับก่อนเครื่องบิน ตื่นหลังเครื่องจอด  เรียกว่าโชคดีเลยล่ะ เพราะเราเป็นคนที่หูอื้อง่ายมาก และก็ไม่เคยดำนำ เคลียร์หูไม่เป็น เพื่อนที่เคยดำน้ำเคยสอนนะ แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จ  โชคดีที่หลับตลอดทาง ไม่งั้นหูอื้อทรมานแน่ๆ  (จำได้ปะที่เคยเล่าให้ฟังน่ะ ที่บินมาอเมริกาครั้งแรกน่ะ  ตอนนั้นหูอื้อแบบทรมานมาก ชนิดน้ำตาตกบนเครื่องเลย  และทำให้เรารักสายการบิน JAL ไปเลย เพราะแอร์คนไทยบนนั้นใจดีมากๆ)

ลงจากเครื่องราวๆ บ่าย 2 กว่าๆ ก็ไปรับรถเช่า และไป check in โรงแรมเพื่อเก็บข้าวเก็บของ และวางแผนกันว่าจะไปไหนกันดี..
อย่างแรกเลยคือ.. หิว…  ไม่รู้จะกินอะไร..  ใน L.A. ที่เรานึกออกก็มีแต่ Thaitown …  แย่หน่อยตรงที่ใน GPS มันไม่มีย่าน Thaitown แต่ดันมีร้านชื่อ Thaitown ที่อยู่ใน Downtown.. (คนละทิศกันเลยนะนั่น  -__-‘ ) และตอนแรกก็ไม่รู้ ก็ขับรถตาม GPS ไป แต่.. เอ…บรรยากาศมันไม่ใช่ที่เราคุ้นเคยนะ ก็เลยลองดูเลขที่อยู่กับถนน  และเช็คในหน้าแผนที่.. สงสัยคงจะไม่ใช่ (ณ ตอนนั้น ขับไปใกล้ถึงแล้วด้วย)  ก็เลยเอาใหม่ คีย์ใหม่ .. แต่. .ไม่รู้จะคีย์อะไรดี  ให้คีย์ร้านอาหารไทยก็คงขึ้นมาเพียบ แต่คงมาทุกเขตทุกย่านเลย…  แอลเอก็ใหญ่ซะด้วย (บางคนว่าใหญ่เท่ากับประเทศไทยทั้งประเทศ … จริงหรือ?) น้องก็บอกว่ามีร้านอะไรเด่นๆ ในย่านนั้นไหม…  555 คงเดากันได้แล้วสิว่า หนอนอย่างเราจะนึกถึงร้านอะไรก่อน…  

ร้านหนังสือดอกหญ้า…

อืม.. มีร้านหนังสือดอกหญ้า สาขาลอสแองเจลลิส ด้วย  ใช้บัตรสมาชิกดอกหญ้าได้ (แต่เราไม่มี 555)  แต่ราคาหนังสือที่ร้านนี้แพงกว่าที่ไทยแน่ๆ (บวกค่าเครื่องบินให้มันด้วย) 

ไหนๆ ก็แวะดอกหญ้าแล้ว ก็เลยลองหาดูว่าหนังสือของหนูดีมาขายที่นี่หรือยัง  แต่เหมือนจะยัง (ไม่กล้าถามพนักงาน… เพราะอะไรหลังไมค์มาแล้วกัน…)  แต่ก็ได้หนังสืออื่นมา หนังสือของพี่จิกเล่มใหม่ออกมาพอดี…  จากนั้นก็แวะไปกินข้าวที่สยามแสควร์.. (มันมีเวิ้งหนึ่งใช้ชื่อนี้จริงๆ นะ  เวิ้งดอกหญ้าใช้ชื่อว่า สีลม) แล้วก็แวะร้านการ์ตูนในนั้นด้วย… 

ท้องอื่ม เสบียงมี ก็เริ่มมีแรงแล้ว จากเดิมที่ว่า เจี๊ยะป้า แล้วจะกลับไปนอน ก็เริ่มอยากจะไปตะแร้ดแต๊ดแต๊ดแล้ว..  เอ.. ไปไหนดีล่ะ?  แล้วเราก็นึกถึงที่ที่เราอยากไปมากสุด เมื่อครั้งที่รู้ว่าเพื่อนเราได้ไปอเมริกา…  Chinese Theater สถานที่ที่มีการปั้มรอยมือรอยเท้าคนดัง…  แล้ว GPS ก็นำทางเราไปทันที…

เพื่อนที่เคยอยู่แอลเอ เคยให้คำแนะนำตอนหาที่พักว่า ย่าน Chinese Theater จริงๆ ไม่ใช่ย่านที่ปลอดภัยนะ  ให้ระวังอย่าเดินคนเดียว..  อืม เคยผ่าน และเคยพักกับเพื่อนๆ ตอนไป Siggraph ที่จัดที่แอลเอนะ..  ก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ปลอดภัยจริงๆ น่ะแหละ แต่..ยกเว้น block ที่มี Chinese Theater กับ Kodak theater นะ…   2 ที่นี้อยู่ติดกันเลยล่ะ

Kodak Theater   Kodak Theater (interior)  Kodak Theater

Kodak Theater ชื่อคุ้นๆ กันไหม?   มันคือสถานที่จัดงานประกาศผลรางวัล Academy Award (Oscar)!!  และที่นี่แหละที่ทำเราบ้าไปแล้ว..  (กลมส้มกับอลิสคงรู้ล่ะนะว่าเราคิดอะไรอยู่) นักท่องเที่ยวเพียบเลย ที่เสาของ Kadak Theater จะทำเป็นช่องๆ คล้ายกับช่องของแถบฟิล์ม โดยที่แต่ละช่องจะมีเลขปีค.ศ. และชื่อภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล Best picture ของปีนั้น  ออกมาข้างหน้า ก็จะเจอคนแต่งตัวเป็น Characters ต่างๆ อย่างกับ Cosplay เลย เจอทั้ง Simpson, Wonder woman, Batman, Texas Chainsaw,… เจอ Professor Snape ด้วย อย่างเหมือน  ถ่ายรูปทันบ้างไม่ทันบ้าง คนเดินกันขวักไขว่ แถมถ่ายกลางคืนด้วย รอโหลดแฟลชนาน…

 Simpson  Professor Snape with Xbox360

Professor Snape นี่แอบขำนิดๆ  ตอนแรกเห็นยืนหน้าดุๆ ไม่กล้าถ่าย.. แต่พอเข้าร้าน Virgin (ร้านประเภท megastore ต้นตำรับจากประเทศอังกฤษ) ก็จ๊ะเอ๋เขาอีกที ยืนเล่นเกมบน Xbox360 อยู่  ตลกดีแฮะ…

อย่างที่บอกว่า Kodak Theater อยู่ติดกับ Chinese Theater…  และความที่เคยอ่านการ์ตูนเรื่อง The Star มีหรือที่เราจะไม่แวะไป..  คนเยอะ.. เดินตามหารอยเท้ารอยมือคนดังกัน..  ไม่รู้ว่าเขามีแผนที่หรือแผนผังรอยเท้าหรือเปล่า หาไม่เจอ.. 
เมื่อครั้งที่เพื่อนสมัยมัธยมมาอเมริกา.. ตอนนั้นเราก็ขอเขาให้ถ่ายรูปรอยมือของ Speilberg มาให้.. เขาก็บอกว่าหายากมาก และได้เป็นรอยเท้ามา.. มาวันนี้เราลองหาเองบ้าง เออ หายากจริงๆ…

Chinese Theater  “May the force be with you”  Following the footprint!

แต่ก็เจอจนได้…  และก็ได้เดินตามรอยเท้า และประสานรอยมือกับ Speilberg!  ^__^
วันนั้นคาดว่าน้องกับเพื่อนเราคงส่ายหัวระอาใจกับความบ้าของเราไปแล้ว…

คืนนั้นหลับอย่างเป็นสุขเลย… สักวันนะ.. ถ้าเวลาเราไม่หมดก่อนล่ะก็.. หุ หุ…  :D

2 Responses to “Trip ไวไฟ เที่ยวใจง่าย (Day 1 in L.A.)”

  1. dee Says:

    เราเดาว่าบิน AA แน่ๆๆ โอ้โห สายการบินนี้สุดยอด
    ฝึกนักบินให้ขับเครื่องบินให้คนนั่งได้อ้วกสมใจ (กลัวเดี๋ยวไม่รู้ว่าเมาเครื่อง)
    เรานี่สถิติดีมาก บิน AA มาหลายครั้ง อ้วกทุกครั้งเลย
    จริงๆ ควรจะมี reward สะสมแต้มด้วยนะนี่

    อ๋อ จะบอกว่ายังอยู่ใน LA อย่าลืมไปกินก๋วยเตี๋ยวห้อยขานะ
    อยู่แถวๆ ดอกหญ้านั่นล่ะ
    คิดถึงรสก๋วยเตี๋ยวไทยๆ จัง
    แล้วถ้าอยากกินป็อกกี้
    อย่าซื้อที่บ้านขนมไทย ขายกล่องละ 1.20 เหรียญแหนะ
    ให้ซื้อที่ตลาดบางรัก (อยู่แถวๆๆ นั้น ติดๆ กับร้านอาหารไทยชื่อ “สนามหลวง”
    ป้อกกี้กล่องละ 55 cents เอง
    ซื้อกลับมากินที่ Dallas หลายกล่องเลยเรา

    อย่างไงก็ขอให้เที่ยวให้สนุกๆๆ นะ

  2. tone Says:

    Looks like you have a lot of interesting experiences from this(emergency)trip.

    I heard that the celebrities on the star walk actually had to pay a fee for their spaces once they’re chosen. I think I heard that from a travel show or something but my memory is awful.

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: