« »

Art of Life

by nuch


Art of Life – X-Japan
(เนื้อเพลงภาษาอังกฤษ)

เป็นอีกเพลงหนึ่ง ที่ทั้งแปลก ทั้งผูกพัน

ตอนที่ได้ยินเพลงนี้ครั้งแรก เราเพิ่งฟังเพลงของ X-Japan ได้แค่ 2 เพลง คือ Tear กับ Silent Jealousy  และเคยได้ยินเพื่อนเล่าถีงเพลงหนึ่งของ X-Japan ที่ยาวถึง 30 นาที…
เราเปิดวิทยุมาตอนช่วงกลางๆ ของเพลงได้มั้ง ได้ยินเสียงเปียโนที่ทั้งประหลาด เหมือนเปียโนที่ถูกกระแทกคีย์ด้วยความโกรธ ความอึดอัด ความเครียดที่เก็บแน่นจนแทบอยากจะระบายออกมารวดเดียว.. แต่มันยังคงความเป็นดนตรี ความเป็นเพลง เป็นทำนองอยู่ได้..  และรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนั้น..  แวบแรกเรานึกในใจว่า นี่ใช่เพลงของ Yoshiki หรือเปล่านะ…   ฟังไปได้สักพักก่อนจะเข้าท่อนร็อคที่สาดเสียงกีตาร์ เราก็คิดต่อว่า.. เอ.. หรือนี่จะเป็นเพลง Art of life ที่เพื่อนเราเคยพูดถึง.. 
และเมื่อได้ยินเสียงนักร้อง เสียงกลอง เสียงกีตาร์ เราก็มั่นใจแล้วว่า นี่แหละเพลง Art of life..
และเราก็ไปตามหาซีดีเพลงนี้มาฟังเต็มๆ จนได้

เมื่อได้ฟังฉบับเต็มๆ และได้อ่านเนื้อเพลง..  มันเหมือนสิ่งที่แทบจะแทนคำพูดทุกอย่างที่มีอยู่ในใจเรา ณ เวลานั้น..  ช่วงเวลาที่เรามีปัญหาชีวิตหลายเรื่องเข้ามารุม…

คนหนึ่งอาจจะมองปัญหาของอีกคนหนึ่งเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยที่เหมือนมดกัด  คนนั้นอาจจะเห็นมดตัวเล็กๆ กัดอยู่ต่อหน้าเขาแค่เพียงตัวสองตัว และก็คงคิดว่า มดมันเรียงแถวเข้ามากัดแล้วก็จากไปกระมัง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ปัญหาของอีกคนหนึ่ง ที่แต่ละปัญหาอาจจะดูเล็กน้อย แต่เมื่อมันรุมเข้ามา มันเหมือนมดทั้งรังที่ตกใส่ตัว และรุมกันแบบจิกไม่หยุด…

เมื่อคุณถูกหักหลังโดยคนที่คุณไว้ใจที่สุด  ถูกเหยียดหยามโดยคนที่คุณนับถือมากที่สุด  ถูกเมินเฉยโดยคนที่คุณคิดว่าเขารักคุณมากที่สุด…   คุณคิดว่าคุณจะเชื่อใจใครได้อีกไหม?

หากจมดิ่งไปกับความคิดที่ว่า ไม่เหลือใครอีกแล้ว ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม…  คัตเตอร์ก็วางจ่ออยู่ที่ข้อมือ
สภาวะอารมณ์ส่งผลต่อการทำงานของสมอง…  เมื่อถอยห่างออกจากภาวะอารมณ์นั้น มองย้อนกลับไปด้วยสายตาของคนที่อยู่ในสภาวะปกติ..  การกระทำครั้งนั้นคงเป็นการกระทำที่โง่มากๆ  มันคงเป็นสื่งที่เขาเรียกว่าการขาดสติสัมปัชชัญญะล่ะมั้ง  หากจะให้ชัดก็คงเหมือนในหนังสือหลายเล่มของดังตฤณที่เล่าถึงภาวะมืดมนของจิตว่า เปรียบเสมือนเดินอยู่ท่ามกลางหมอกหนาเมฆครึ้มฟ้าปิด ดูช่างมืดมิดไม่เห็นอะไรเลย ..
คนบางคนโชคดีที่ได้กัลยาณมิตรที่ดี ในภาวะที่เขาตาบอด เขากลับรู้สึกถึงมืออุ่นๆ ที่มาสัมผัสและส่งสัญญาณให้เขารู้ว่าทางออกของเขาอยู่ที่ไหน…

บางคนกลับไม่เลือกในทางจมดิ่งกับความเศร้าซะทีเดียว  กลับปล่อยให้กลไกป้องกันตัวเอง สร้างกำแพงที่หนาทึบปิดกั้นตัวเอง กลัวความผูกพัน กลัวความผิดหวัง  เลือกที่จะอยู่โดดเดี่ยวด้วยตัวเอง..   แต่ที่สุดแล้ว ก็หนึไม่พ้นการดิ่งสู่ความเศร้าหมอง….  และบางคนก็โชคดีที่มีอะไรสักอย่างมาฉุดรั้ง ให้เขาคิดอีกทาง มองอีกทาง และทำลายกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้นมา…


นั่นคือสิ่งเราคิด เรารู้สึก จากเพลง Art of life

เราฟังเพลงนี้แบบเต็มๆ ในช่วงเวลาที่เรากำลังสร้างกำแพงที่ทั้งหนาทั้งสูง  เราโชคดีที่มีคนมาช่วยเปิดทางออกจากกำแพงนี้ โดยไม่ใช้ความรุนแรงเข้าทำลาย…
หลังจากนั้นมา..  เราคิดว่า ไม่ว่าเราจะเจอใครที่กั้นกำแพงจะสูงจะหนาขนาดไหน เราจะไม่หนี ไม่ทิ้งเขา เราจะพยายามที่จะเปิดทางที่จะเข้าถึงเขาให้ได้…
ใครที่เคยอ่าน blog เก่าเรา (ที่ไม่ใช่ bloggang) ก็คงจำได้ว่า ครั้งหนึ่ง เราเคยเหนื่อยกับการพยายามเปิดทางสร้างประตูที่จะเข้าถึงเพื่อนคนหนึ่ง  แต่.. เราก็บอกไปว่า.. แม้ว่าเขาจะไม่ยอมเปิดประตูออกมา  เราก็จะอยู่ข้างนอก คอย support เขา รอว่าสักวันหนึ่ง เขาจะเปิดออกมาด้วยตัวเองและเจอเรารออยู่..  เราไม่อยากให้คนที่ปิดตัวเองมานาน เมื่อเขาเปิดประตูออกมาแล้วไม่เจอใครเลย เขาจะรีบปิดและขังตัวเองให้ลึกกว่าเดิม.. เพราะเรารู้ว่า การเปิดประตูออกมาเผชิญกับสิ่งนอกกำแพงนั้น มันต้องใช้ความกล้า และข่มความกลัวที่มีอยู่มากแค่ไหน…
…. มาวันนี้..  วันที่เหนื่อย และท้อ…
ประตูที่เคยเปิด อยู่ๆ ก็กลับปิดตาย… เคาะก็ไม่มีเสียงตอบ .. จะเปิดมาที ก็เพื่อใช้เราเป็นที่ระบาย เสร็จธุระ ก็กลับเข้าไปอยู่เหมือนเดิม…
เราไม่เคยรู้เลยว่า ขณะที่เราอยู่ข้างหน้าประตูเขา.. เราก็เผลอสร้างกำแพงกั้นเรากับคนอื่นๆ ขึ้นมา…
เราเคยคิดว่า เราได้รับสิ่งดีๆ จากเพื่อนซี้เรามา เราก็อยากจะทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี ทั้งต่อเพื่อนซี้เราเอง และเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย..
… การทุ่มเทให้กับคนที่ไม่เห็นคุณค่า ทำให้เราไม่สามารถตอบแทนเพื่อนซี้และผู้มีพระคุณของเราได้เต็มที่..
…เราอาจจะไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นเพื่อนที่ดีให้กับคนนั้น ในแบบที่เพื่อนซี้เราเป็นให้กับเราได้…
ถ้าเราจะละเลยกำแพงสูงนี้.. เราคงไม่ผิดใช่ไหม?

เปิดฟัง Art of life อีกที คิดถึงเพื่อนซี้ที่เปิดทางให้เราออกจากกำแพงที่เราสร้างขึ้น…   สักวันเราคงจะแข็งแรงพอที่ออกมาเจอเพื่อนซี้ได้ด้วยตัวเราเอง และไม่ต้องสร้างความกังวลให้กับคนรอบข้างเราอีกต่อไป..

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: