« »

“อี้ แทนคุณ” ผู้กล้าชนม็อบเสื้อแดง

by nuch

ชื่อของ “อี้ เอกชัย บูรณผานิต” เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนในฐานะนักแสดงดาวรุ่ง ก่อนจะห่างหายไปจากวงการและโผล่มาอีกครั้งกับชื่อใหม่ “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” ในฐานะพิธีกรรายการของเวิร์คพอยท์หลายรายการ อาชีพพิธีกรของอี้กำลังก้าวหน้าไปด้วยดี ถึงขั้นมีการวางตัวจะให้เป็นตัวตายตัวแทนของ “ปัญญา นิรันดร์กุล” เจ้าพ่อเวิร์คพอยท์เลยด้วยซ้ำ

แต่เหตุการณ์ที่อี้นำ 84 องค์กรเครือข่ายต้านคอรัปชั่นไปยื่นถวายฎีกาไม่เอา “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกเมื่อปี 2551 ก็ทำให้ชีวิตในการทำงานของอี้พลิกผันอีกครั้งตามสไตล์ดาราที่เข้าไปยุ่ง เกี่ยวกับเมือง ที่มักจะถูกนายทุนติดเบรก เป็นเหตุให้ไม่มีดาราคนไหนกล้าแสดงจุดยืนเรื่องการเมืองสักเท่าไหร่

หลังจากสร้างประวัติศาสตร์คนบันเทิงโดยการยื่นถวายฎีกาแล้ว อี้ แทนคุณ ก็หายไปจากวงการกลับไปทำงานภาคพลเมืองให้กับองค์กรต่างๆ เหมือนที่เคยทำมา ก่อนจะมาปรากฏเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวโผล่มาเป็นนักวิเคราะห์ข่าวและทำหน้าที่สัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ในรายการ “ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า” ช่อง 11 สทท. ซึ่งเป็นรายการเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ “ม็อบเสื้อแดง” ประกาศรวมพลใหญ่ เพื่ออธิบาย คลี่คลาย สถานการณ์บ้านเมืองให้ประชาชนเข้าใจ

กับการทำหน้าที่ครั้งนี้ อี้ได้สร้างความตกตะลึงในวงการข่าวฟรีทีวี ด้วยการกล้าพูด กล้าถาม กล้าอธิบาย ในสิ่งที่ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าวช่องต่างๆ ไม่กล้าทำ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย จนเป็นเหตุให้ม็อบเสื้อแดงถึงกับขึ้นบัญชีดำ อะไรที่ทำให้เขากล้า และต้องใช้ความบ้าซักเท่าไหร่ ไปทำความรู้จักตัวตนของ อี้ แทนคุณ กัน

“จริงๆ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ผมสนใจมานานแล้ว และผมก็ทำงานภาคพลเมืองมานานตั้งแต่สมัยผู้ว่าอภิรักษ์ตอนนั้นรณรงค์เรื่อง การไปเลือกตั้งใช้ชื่อว่า บิ๊กแบงบางกอก แล้วก็ไปทำกับกลุ่มเยาวชนต่างๆ กลุ่มคนพิการ กลุ่มระมัดระวังตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น และก็ร่วมกับอีกหลายๆ กลุ่มในการรณรงค์เรื่องต่างๆ และก็มีกลุ่มสื่อของตัวเอง ชื่อกลุ่มสื่อธรรมะเพื่อเยาวชน แต่ไม่เคยไปปรากฏตัว ผมคิดว่าภาคพลเมืองเราควรจะทำให้มันดีไม่ต้องเด่น”

“แต่ภาพมันพึ่งจะชัดเจนเมื่อตอนที่ไปยื่นฎีกา ครั้งนั้นที่ตัดสินใจไปยื่นเพราะมีความรู้สึกว่า มันแย่ พรรคการเมืองพึ่งพาไม่ได้แล้ว ขณะนั้นผลการตัดสินของศาลก็ออกมาแล้วทุกคนก็ควรที่จะเคารพ ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ เพราะมันเป็นขบวนการยุติ ยุติโดยธรรม ความถูกต้องมันต้องมาก่อน”

“แต่ที่สุดแล้วนักการเมืองก็ไม่จบ เขาไม่สนใจ เขารู้สึกว่าอยากจะทำอะไรก็ได้ มันคือกลียุคแห่งความคิด คิดว่าพวกพ้องของตัวเองเป็นใหญ่ เห็นแก่ตัวตามประสานักการเมือง ซึ่งความคิดเหล่านี้มันปรากฏชัดเจนตอนยุคของคุณทักษิณ ที่คิดรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เลยทำให้พรรคพวกกลุ่มผลประโยชน์ใช้วิธีคิดแบบเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่ามันน่ากลัวมาก ขอเพียงให้เขาได้อำนาจฐานจากเสียงจากประชาชน แล้วเขาจะทำอะไรยังไงก็ได้ ซึ่งเบื้องหลังก็รู้กันอยู่ ว่ามันได้มาโดยใสสะอาดบริสุทธิ์มากนัก การที่เขาถูกยุบพรรคอะไรต่างๆ มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว”

“เพราะฉะนั้นผมก็มีความรู้สึกว่า มันต้องช่วยทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้อำนาจมันไหลเลื่อนไปทางนักการเมืองและก็ปกครองแบบนี้ ประชาธิปไตยมันไม่ใช่คนที่ต้องอยู่ใต้ปกครอง มันต้องร่วมปกครอง และคนที่เป็นนักการเมืองก็ต้องรู้สึกตระหนักว่า พลังของประชาชนมันไม่ได้จบที่การให้อำนาจเป็นตัวแทนประชาชน แล้วคุณจะไปทำอะไรยังไงก็ได้ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความดีงามที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าพวกฉันใหญ่พวกฉันมาก จนเกิดวาทกรรมประมาณว่า โกงแล้วได้ แต่แบ่งกูด้วย” (ยิ้ม)

คือโกงก็ได้ แล้วก็แบ่งเศษเงินเศษทองให้กับประชาชน คือแทนที่ประชาชนจะได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เขาแบ่งสรรให้พวกเราเพียงน้อยนิด (กำลังจะหมายถึงนโยบายประชานิยมหรือเปล่า) คืออันนี้น่ากลัวที่สุด เมื่อนักธุรกิจมาทำการเมือง เขาก็เลยใช้ระบบมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งมันไม่ยั่งยืน คำนึงถึงผลกำไรเป็นตัวตั้ง และมีการสร้างภาพว่ามันเป็นผลสำเร็จ ความสวยงามดูดี ทำให้ภาพความเป็นจริงไม่ถูกแสดงออกมา งบประมาณบางส่วนก็ถูกนำมาใช้เพื่อการโปรโมทตัวเอง มีผลงานอะไรก็แถลงข่าวใหญ่โต ด้านมืดด้านลบอะไรก็ไม่บอก”

“ลึกๆ ผมมีความเจ็บปวดกับรัฐบาลของคุณทักษิณมาก ทั้งๆ ที่เดิมทีผมรู้สึกศรัทธาคุณทักษิณในระดับหนึ่ง เขาเป็นคนเก่ง ยุคควบคุมสื่อเริ่มจากยุคเขาเป็นยุคแรก ตอนแรกๆ ผมทำรายการของหลวงปู่พุทธอิสระ ช่อง 9 รายการออกทุกวัน หลวงปู่ท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ ซึ่งตอนนั้นท่านไม่ได้โฟกัสหรอกว่าเป็นคุณทักษิณ แต่ท่านพูดถึงนักการเมืองที่โกงกิน ตอนหลังรายการก็เลยถูกยุบ ถามจากวงในทำให้ทราบว่า เราวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกินไป”

“อย่างไรก็ตาม อันนี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุที่อคติต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลคุณสมัคร แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่ง ขนาดเราคิดว่า เราไม่ได้ทำร้ายใคร พูดอะไรเขายังไม่ฟังเลย แล้วคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ต้องถูกครอบงำความคิดถูกเปลี่ยนแปลงทัศนะคติ ถูกครอบงำหรือถูกหลอกใช้หลอกลวงมากขึ้น การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงก็เป็นปรากฏการณ์ที่มันสะสมมาทีละนิดๆ ใส่ข้อมูลว่าเขาดีๆ มากขึ้นๆ จนคนมองไม่เห็นความชั่วของเขา นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ให้คิดว่า เราต้องรวมตัวกัน”

“ซึ่งหลังจากยื่นไปแล้วก็มีผู้ใหญ่มาบอกว่า ผมขึ้นแบล็คลิสต์ ของกลุ่มเสื้อแดง ทำอะไรก็ต้องระวังตัวหน่อย เพราะเป็นศัตรูเขา ถามว่ากลัวไหม ก็กลัว ทำไมต้องคุกคาม แต่โดยส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่าเขาเป็นศัตรูนะ ผมแค่รู้สึกว่า ทำไมไม่ทำให้ถูกต้อง หาคนอื่นมาเป็นนายกไม่ได้เหรอ ทำไมจะต้องเอาคุณสมัครซึ่งถูกตัดสินแล้ว การที่คนในพรรคยังเลือกคุณสมัครมาเป็น ทั้งๆ ที่ถูกตัดสินแล้ว ก็แปลว่าเขาไม่เห็นหัวประชาชนเลย”

“หลังจากที่ผมออกมาครั้งนั้น ก็มีหลายคนมาเตือน เพราะผมค่อนข้างออกหน้ามาก จากนั้นผมก็หายไป แต่ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ ผมเองก็ยังทำหน้าที่ภาคพลเมืองอยู่ อย่างไรก็ตามช่วงนั้นมันก็ยังไม่ชัดเท่าช่วงนี้”

“ม็อบอยู่…ผมอยู่ เพื่อคลี่คลายความจริง”
“จริงๆ แล้วต้องบอกว่าผมไม่ใช่นักข่าวมืออาชีพ แต่จุดเริ่มต้นมาจากตอนที่ผมทำเครือข่ายศึกษาและพัฒนาสันติวิธีของ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นที่ปรึกษาของกลุ่มเยาวชน และวันนั้นก็ไปจัดกิจกรรมกันที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ก็มีท่านว.วชิรเมธีโฟนอินเข้ามา และก็มีพระพยอม ผมก็พูดเรื่องธรรมะศาสนาและก็เรื่องการเมือง การเมืองจะต้องเสียสละเอาธรรมะเป็นที่ตั้ง”

“จากนั้นทางช่อง 11 ก็ติดต่อเข้ามาว่า อยากใช้แนวทางสันติวิธีแบบนี้ช่วยมาเป็นพิธีกรให้หน่อย ผมก็เลยบอกว่า ผมมีจุดยืนของตัวเองคือ ไม่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล จะให้มานั่งบอกว่ารัฐบาลดีอย่างโน้นอย่างนี้ไม่เอา สอง ผมจะเชื่อในสิ่งที่ผมคิดว่าใช่ ถ้าผมตรวจสอบแล้วว่ามันถูกต้อง ผมจะช่วยเต็มที่ อันไหนผิดถูกผมจะบอกเต็มที่”

“ผมเริ่มทำรายการตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม คือพอเขาชุมนุมผมก็เริ่มทำเลย เป็นรายการเฉพาะกิจ(เหมือนเขาปั้นเราขึ้นมาต่อสู้กับเสื้อแดง) มันก็คล้ายๆ อย่างนั้นครับ(หัวเราะ) แต่อย่างว่าใจผมมันมาเกินร้อย วันแรกผมสัมภาษณ์ท่านไพศาล วิสาโล ทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น”

เข้าใจอย่างแรกก็คือ เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากคุณทักษิณจริงๆ เขาเป็นคนที่ไม่ยอมรับกติกาเพราะอุปนิสัย ใครที่ทำให้เขาผิดเป้าหมาย เขาจะมองเป็นศัตรูหมด ใครที่เป็นคู่แข่งกับเขาจะเป็นคู่แค้นด้วย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ขัดขวางผลประโยชน์ของเขา เขาจะทำร้ายล้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วไอ้ความคิดแบบนี้มันได้เข้าไปครอบคลุมกลุ่มพรรคการเมืองเพื่อไทย”

“อย่างที่สอง คนเสื้อแดงถูกบิดเบือนข้อมูลเยอะมาก ถูกบิดเบือนว่ารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลที่เกิดจากทหาร และการยุบพรรคก็เกิดจากอำมาตย์ เขามองว่ามันเชื่อมโยงกันหมด การตัดสินของศาลไม่ยุติธรรม เขามองว่าเป็นการใช้อำนาจครอบงำศาล ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือเขาไม่ดูที่เหตุ แต่เขาดูที่ผล ถ้าผลออกมาไม่ถูกใจเขาก็จะบอกว่าไม่ถูกต้อง”

“หลังจากสัมภาษณ์เทปแรกเสร็จ ผู้ใหญ่ทางช่องก็บอกว่า ผมมีเซ้นส์ทางการเมือง ผมก็บอกว่า ถ้ามันผิดผมก็จะบอกว่าผิด ถ้าถูกก็จะบอกว่าถูก ซึ่งผมเองก็มองว่าคุณทักษิณคือต้นเหตุทั้งหมด ผู้ใหญ่ทางช่องก็ถามว่า พร้อมจะช่วยไหม เพราะไม่ค่อยมีผู้ประกาศคนไหนที่กล้าจะพูดแบบนี้ ผมก็บอกว่า ไม่มีปัญหา ถ้าการที่ผมออกมาแล้ว มันทำให้บ้านเมืองสงบได้และคลี่คลายได้”

“คือตอนนี้สถานการณ์มันค่อนข้างวิกฤติมาก ข้อมูลทุกอย่างถูกบิดเบือน และมันก็ลุกลามไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด ผู้ใหญ่ก็บอกว่า มันเสี่ยงนะ มันอาจจะมีผลตามมา ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก คือถ้าเรามีส่วนเล็กๆ น้อยๆ ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ มันสื่อออกไปทั่วประเทศและทำให้มีคนเข้าใจอะไรมากขึ้นได้ผมก็ยินดี”

“การทำงานเวลาไม่แน่นอน ช่วงที่เกิดสถานการณ์ใหม่ๆ ผมจะรายงานทั้งวันเลยตั้งแต่บ่ายไปจนดึก ก็จะสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือม็อบอยู่ผมอยู่ แต่เป้าหมายของผมเนี่ย ไม่ใช่ต้องการจะโจมตีคุณทักษิณตามล่าตามล้าง แต่อยากจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทุกคนเข้าใจ เราก็ไม่ได้คิดถึงขั้นคุกคาม ไม่งั้นเราจะไม่แตกต่างกับคนที่คิดคุกคามคนอื่น”

“กับการที่ผมพยายามอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ ผมก็โดนแบล็คลิสต์เลย หาว่ารับใช้พวกอำมาตย์ เลวชั่วต่ำช้า ก็โอเคไม่เป็นไร(ยิ้ม) ทุกคนก็โทร.มาเตือนผม ไม่ว่าจะเพื่อนๆ หรืออาจารย์ ทุกคนก็ให้กำลังใจ ให้ระวังตัว เขาบอกว่า ผมพูดอะไรตรงเกินไป แต่ผมว่าทุกวันนี้มันเห็นชัดนะครับ ว่าคุณทักษิณคือคนที่เป็นต้นเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวลในสังคมไทย การที่เขาไม่ได้ผลประโยชน์ ทำให้เขาต้องปลุกระดม พยายามล้างสมอง กระตุ้นเร้าอารมณ์คนให้คล้อยตามเขา ม็อบนี่เป็นม็อบของเขาพรรคของเขาที่ได้เงินเขามา และรับใช้เขา”

“ถึงผมจะไม่ใช่สื่อมวลชนที่เป็นนักข่าว แต่ผมก็เป็นคนทำงานด้านสื่อในเรื่องการสัมภาษณ์ เวลาที่เกิดปัญหาในเรื่องการบิดเบือนข้อมูล สิ่งหนึ่งที่เราควรจะต้องทำคือไม่หลบหนีความจริง เช่น วาทกรรมเรื่องอำมาตย์ ไพร่ ผมก็ได้มีการหยิบยกขึ้นมาถามอาจารย์ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ปราโมทย์ นาครรทรรพ ผมก็ถามตรงๆ ว่า ชนชั้นพระมหากษัตริย์ทำให้ไม่เกิดความเป็นประชาธิปไตยจริงไหม ที่ต้องถามเพราะว่ามีคนอีกเยอะมาก ที่พร้อมจะเอนเอียงไปทางเขา ถ้าเราไม่เปิดใจกว้างพูดคุยเรื่องนี้ในอนาคตก็อาจจะมีปัญหา”

“ท่านอาจารย์ปราโมทย์ก็ได้ตอบว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด คำนึงที่ผมยิ่งสะเทือนใจและตอกย้ำว่า เราจะต้องทำหน้าที่ตรงนี้ เราจะต้องทำนะ เราจะต้องสู้ และถ้าจะเอาชีวิตเข้าแลกก็ต้องทำก็คือ ท่านอาจารย์บอกว่า ในหลวงทรงรู้ว่ามีคนที่ ไม่อยากให้มีสถาบัน ท่านก็พยายามบอกผ่านคนทำงานของท่านว่า ขอให้บอกเรานะ อยากให้เราปรับตัวอะไรบ้าง ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ ให้โอกาสในการที่เราจะปรับตัวด้วย นี่คือสิ่งที่เรา สัมภาษณ์ออกโทรทัศน์กันสดๆ เลย”

“ผมฟังแล้วแบบ….รู้สึกว่าท่านโดดเดี่ยว และก็รู้สึกว่า ถ้าประชาชนไม่ช่วยกันปกป้องท่าน ท่านก็ไม่มีพระราชอำนาจอะไรที่จะบังคับความรักความศรัทธาของผู้คน ให้รักเรานะ จงรักภักดีกับเรา แต่ตรงกันข้าม พระองค์กลับพยายามบอกว่า มีอะไรให้ปรับตัว ยินดีที่จะช่วยเหลือประชาชนทุกคน ท่านเป็นในหลวงที่เหนื่อยที่สุดในโลก ทรงงานหนักมาขนาดนี้ แต่กลับถูกคนที่เห็นแก่ตัวไม่กี่คนปลุกระดมคน ฉะนั้นถ้าผมจะทำอะไรได้ จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม

“นอกจากนั้นแล้ว อาจารย์ก็ยังเชื่อมโยงให้เห็นว่า ที่ประเทศอื่นๆ เขามีสำนักพระราชวัง สำนักราชเลขานุการคอยตอบโต้เวลาที่มีใครโจมตี แต่ในหลวงไม่มี คือในหลวงทรงเสียเปรียบเวลาที่ถูกพาดพิง คนที่ไม่เคยศึกษาไม่เคยรู้ว่าท่านทรงงานทำอะไร ก็จะคล้อยตามสิ่งที่โจมตีท่าน สังคมไทยถ้าเป็นแบบนี้มันน่ากลัว เพราะคำว่าผลประโยชน์ และความไม่รู้”

“ศัตรูของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่ทักษิณ แต่มันคือความไม่รู้ ทุกวันนี้เรามีสื่อที่ทันสมัยมากมาย แต่วิธีคิดของสื่อที่เจริญแล้วเนี่ยมันแฝงไว้ด้วยอำนาจ ความชิงชัง ความเกลียด อคติ ผลประโยชน์ ผมเรียกว่าเป็นยุค ไอซีทีกาลียุค กาลิกาลี แปลว่า เหลือ 1 ส่วน 4 ความจริงเหลือน้อยลง ก็กลายเป็นว่าความจริงถูกบิดเบือนไป”

“ตอนนี้มี 3 กลุ่มที่เป็นปัญหา คุณทักษิณ ,พรรคการเมืองสส.เพื่อไทย ที่ถวายตัวรับใช้ และก็แกนนำเพราะเขาได้ผลประโยชน์ อย่างวันนั้นที่เจรจาก็เกิดศัพท์แสลงคำว่าเหวง เพราะชวนเสียเรื่อง แต่พอเจรจาเสร็จกลับมาเวทีก็ประกาศเลยว่า พี่น้องของเราจะต้องไม่ตายฟรี อันนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลอย่างร้ายกาจ เป็นการหลอกลวงและการหลอกใช้”

“พอเรานั่งดูแล้วแบบ….ทำไมถึงมีคนที่ทำอะไรได้เลวขนาดนี้ เลวชนิดที่ว่าไม่ต้องอธิบายกันแล้ว สังคมมีคนที่เลวและดี เราก็ไม่ใช่ว่าดีเลิศ ทุกคนมันต้องมีบาดแผลแต่ก็ไม่ควรทำให้คนอื่นติดเชื้อไปด้วย ทุกวัน นี้มันเป็นการเมืองแบบหมาหางด้วน คือหมาตัวหนึ่งมันหางด้วน และมันก็กลัวว่ามันจะถูกด่า มันก็เลยเที่ยวไปโฆษณาว่า หางด้วนสิดี เธอหางยาวไม่ดีนะ มาตัดหางด้วนอย่างฉัน”

คุณทักษิณกำลังสร้างประชาธิปไตย หรือการเมืองแบบหมาหางด้วน เขากำลังสร้างค่านิยมแบบผิดๆ คือตัวเองหางด้วนแล้ว ตัวเองโกงแล้ว ก็เลยมองว่า คนโกงถ้าทำประโยชน์ให้คนพอใจ ก็จะได้คะแนนเสียง เลือกตั้งใหม่ก็จะได้อีก เขาก็จะพยายามเรียกร้องให้ยุบสภาๆ เพราะเขาก็จะมีกลโกงอีก”

“เมื่อก่อนเรารู้ว่าเขาโกงอะไรบ้าง แต่ก็ยังพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำ แต่พอคำตัดสินมันออกมา ทุกอย่างมันชัดเจนมาก กับการทำหน้าที่สื่อหลายๆ คนต้องบอกว่า เป็นกลางๆ แต่ผมบอกตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานที่ช่อง 11 เลยว่า ความเป็นกลางก็คือความเป็นธรรม ความถูกต้อง หน้าที่เราก็คือการอธิบายให้ทุกคนทราบข้อเท็จจริง”

“เรื่องการเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทุกคนต้องมีส่วนร่วม อย่ามาบอกว่าฉันเป็นกลาง กลางผมมองว่าการเลือกข้าง หรือการทำตัวเป็นกลางมันก็คือการแบ่งแยกเหมือนกันนะ กลางมีสองอย่าง กลางคลี่คลายช่วยเหลือแก้ไข กับกลางแบบเอาให้ทะเลาะกันไปแล้วค่อยออกมาแสดงว่าฉันเป็นกลาง เราควรจะเป็นกลางแบบเข้าไปคลี่คลายอาจจะเจ็บตัวหน่อย แต่ว่ามันก็ทำให้ประเทศดีขึ้น คือมันไม่ได้ทำเพื่อตัวเองนะ(ยิ้ม) ก็ไม่รู้จะเชื่อหรือเปล่า คือถ้าทำด้วยตัวเองนะ อยู่เฉยๆ สบายกว่าเยอะ ไม่ต้องเดือดร้อนขนาดนี้”

“มีวันหนึ่ง ผู้ใหญ่ที่เป็นตำรวจโทร.มาบอกว่า ตอนนี้สถานการณ์ผมค่อนข้างจะน่าเป็นห่วง เขาก็ถามว่าอยากให้ช่วยอะไรไหม ผมก็บอกว่า ถ้าช่วยก็ขอให้มีรถตำรวจมาดูแลบ้านผมหน่อย ผมยืนยันนะครับ ว่าไม่ได้เกลียดคนเสื้อแดงเพราะเขาก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ผมขอแค่อย่าคุกคาม เจอกันไม่ชอบหน้าผม ก็ด่าบ้างก็ไม่เป็นไร แต่จะเอาชีวิตกันจะเข่นฆ่ากันมันก็…..”

“อย่างวันนั้นผมสัมภาษณ์อดีตแม่ทัพภาค 4 ก็มีระเบิดที่ช่อง 11 ตอนนั้นเลย แว๊บแรกที่ผมคิดก็คือจะมีคนตายไหม จะมีลูกสองลูกสามตามมาไหมเพราะเสียงมันดังมาก แต่ผมก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด(คิดว่าเขาจงใจหรือเปล่าต้องยิงช่วงที่อี้ ออกอากาศ) ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมแค่พยายามชี้แจงให้ทุกคนได้รู้ความจริง ผมไม่ใช่นักข่าวที่จะต้องมานั่งรายงาน ผมต้องวิเคราะห์วิพากษ์ให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งหลายคนบอกว่ามันแรงดีนะ มันกล้าดีนะ แต่ผมก็ต้องทำ และอีกอย่างที่ผมทำไปพร้อมๆ กันในเชิงคู่ขนานก็คือ กระบวนการหาทางออก”

“ผมอยากเห็นคนไทยเถียงกันได้ เห็นต่างกันได้ นั่งเถียงกันเสร็จ ได้แสดงได้โชว์แลกเปลี่ยนจบเป็นจบ อย่าแค้นอย่าฝังใจอย่ามาขู่ว่า เฮ้ย…เห็นต่างเดี๋ยวมึงตาย แล้วก็อยากให้สังคมไทยหมดจากเรื่องโกงซักที เคยฟังทางเสื้อแดงพูดรัฐบาลอำมาตย์ รัฐบาลทหาร ซึ่งผมว่าการปฏิวัติโดยที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ กับการโกงกินสูบเลือดสูบเนื้อ สิ่งหลังมันเลวร้ายกว่า การสูบเลือดสูบเนื้อแม้แต่คนที่ลำบากยากจนไม่มีหนทางทำมาหากิน คนรากหญ้าก็ยังถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่โกงกิน เพื่อให้ได้มาซึ่งขั้วอำนาจของตัวเอง

นักวิชาการหัวหด ไม่กล้าแสดงความเห็น
“อีกอย่างที่น่ากลัวก็คือ คนที่รู้แต่ไม่กล้าออกมาพูด หรือแสดงออกให้สังคมได้รับรู้ ที่ผ่านมาผมพยายามเชิญกลุ่มอาจารย์มาในรายการ ให้ช่วยมาพูด ให้ช่วยมาบอกความจริงกับสังคม เพราะผมคนเดียวคงไม่มีปัญญาทำอะไรได้มาก ท่านก็บอกว่าได้สิ แต่พอถึงเวลาออกรายการท่านก็เปลี่ยน ไม่กล้าพูด ผมขอไม่แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ เราก็เข้าใจว่าต่างคนต่างต้องการอยากจะปกป้องตัวเอง “

“นักวิชาการบางคนที่มีความคิด มีความเข้าใจแต่ไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการออกมาแสดงออก และวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดกว้าง เพื่อหาทางออกให้กับสังคมจริงๆ ผม เชื่อในสันตินะ แต่ผมไม่เชื่อว่าสันติมันจะเกิดขึ้นเองโดยลอยๆ สันติเถอะๆ สมานฉันท์เถอะ แค่ออกมาเดินๆ รณรงค์แล้วพูดแบบนี้มันเป็นเรื่องปลายเหตุ มันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มันเหมือนฝุ่นใต้พรมที่ถูกหมักหมมเอาไว้ไม่มีใครไปกวาดให้คลี่คลาย”

“รัฐบาลต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่การแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคม อย่างน้อยต้องมีคณะกรรมปฏิรูปประเทศไทยที่หมอประเวส วะสี ทำ เอาคนกลางที่น่าเชื่อถือหลายๆ ฝ่ายหลายๆ ภาคส่วน มาร่วมกันใช้เวลา 3 – 4 เดือน ทำเลยทั่วประเทศ ผ่านอบต.อบจ. กระจายอำนาจไปเพื่อให้มันมีทางแก้ไขอย่างตกผลึก ดีกว่ามานั่งประชาพิจารณ์ มานั่งถาม ลงมือทำเลยดีกว่า มีปัญหาอะไรจะได้แก้ไข”

“ปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน ถ้ามองว่าทางองคมนตรี พล.อ.เปรม ผิด ก็แยกออกมาเป็นตัวบุคคล ไม่ใช่เหมารวมสถาบันองคมนตรี และไม่ควรจะเหมาสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด แล้วคนที่อยู่ในกลุ่มเสื้อแดง ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงต้องถอยออกมาแล้วก็บอกว่า ถ้าโจมตีพระมหากษัตริย์ไม่เอาด้วยนะ

“ยุทธศาสตร์การชูประเด็นของเสื้อแดงตอนนี้มันไม่ชัด อำมาตย์ ไพร่ สองมาตรฐาน ยุบสภา มันคนละเรื่องกัน คือเขามองแค่วันนี้จะต้องดิสเครดิตรัฐบาลให้ได้ โจมตีทุกวิถีทางเพราะเขาคิดว่า ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่เขาจะได้เสียงข้างมาก เพราะเขาจะใช้เงินซื้อพรรคเหมือนที่เขาเคยทำ แล้วเขาจะกลับ และเขาก็จะเรียกมันว่านี่คือประชาธิปไตย อันนี้น่ากลัวที่สุด เพราะคนจะคิดว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง”

รัฐบาลสองสมัยที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลคุณสมัครและคุณสมชาย ก็มาจากรัฐธรรมนูญชุดเดียว ส.ส.ชุดเดียวกันกับของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งถ้าจะพูดว่าไม่ยอมรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ มันก็ควรจะมีการพูดถึงการมาของคุณสมัครและคุณสมชายด้วย แต่ทุกอย่างมันไม่ใช่มันเกิดจากการปลุกระดมปลุกเร้า มันเป็นการครอบงำทางความคิด เหมือนยาพิษที่ค่อยๆ ซึมเข้าไป จนคนที่ป่วยเป็นโรคก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรค และกำลังแพร่เชื้อต่อไป แต่ด้วยความเคารพนะครับตอนนี้นอกจากหากระบวนการเพื่อดึงมวลชนไปรักษาเยียวยา บำบัดแล้ว การกระจายรายได้ การกระจายเศรษฐกิจให้กับพวกเขาก็เป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาจะได้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องคิดจะพึ่งพานักการเมือง”

“รัฐบาลของคุณทักษิณ ได้สร้างร่องรอยของการครอบงำด้วยระบบนายทุน ทำให้เกิดระบบประชานิยม ทำให้คนที่มาเป็นรัฐบาลต่อไปก็ต้องใช้ระบบนี้ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อที่จะได้ใจประชาชน เป็นการกระตุ้นและทำลายเศรษฐกิจพอเพียง คุณทักษิณหรือพรรคเพื่อไทยบอกว่า รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์พยายามก็อบปี้นโยบายของเขา แต่จริงๆ แล้ว คุณทักษิณนั่นแหละเป็นนักก็อบปี้ตัวพ่อเลย(ยิ้ม) เพราะนโยบาย 30 บาท เป็นความคิดของหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งท่านบอกว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม ต้องรออีก 8 ปีถึงจะพร้อม แต่เขาก็ไม่เชื่อก็เอามาใช้ แล้วมันก็ขาดๆ แหว่งๆ หมอสงวนเจ็บปวด มากที่ความคิดของท่านถูกเอาไปใช้เป็นผลประโยชน์ของนักการเมือง เอาไปบอกว่า เป็นความคิดของตัวเอง หลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่มันต้องมีเมื่อถึงเวลาที่สมควร”

กล้าหยิบคำว่า อำมาตย์ กับ ไพร่ ขึ้นมาพูดในฟรีทีวีครั้งแรก

“คือถ้าเราไม่กล้า ทุกคนก็ไม่มีใครกล้าหมด มันก็ไม่มีความจริงให้ปรากฏขึ้นมา ผมรับไม่ได้กับสิ่งที่เขาบอกว่า ความจริงวันนี้เพราะมันคือความเท็จทั้งนั้น ผมมีความรู้สึกอึดอัดใจมาก หลายๆ คนเตือนว่าระวังนะเว้ย ซึ่งเราก็ไม่ได้เจ๋งไม่ได้เก่งอะไร แต่ในเมื่อโอกาสมันมาแล้ว จังหวะมันมาแล้ว และถ้าเราไม่ช่วย เราไม่สู้เราก็จะเสียใจไปตลอดชีวิต เราจะต้องละอายใจไปตลอดชีวิต ถ้ามัวแต่คิดถึงตัวเอง ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ”

“ผมทำเพราะอยากช่วยประเทศ ไม่ได้อยากเด่นอยากดัง อย่างครั้งที่ยื่นถวายฎีกาไม่เอาคุณสมัครเสร็จ ผมก็ไม่ได้มานั่งแถลงข่าวหรือมานั่งเปิดตัวเป็นผลงานของเรา เพราะจริงๆ ผมก็เห็นว่า เราไม่ควรจะทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นมันไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ผมกลัวว่ามันจะเกิดการนองเลือด ถ้าคุณสมัครกลับมาเป็นนายกอีก”

“ผมไม่คิดว่า คุณทักษิณจะหยิบเอาประเด็นพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นประเด็นการเมืองอย่างล่อ แหลมรุนแรงขนาดนี้ มันน่ากลัวมาก ตอนนี้อาจจะมีแค่คนกลุ่มน้อยที่คิดล้มเจ้า แต่มันถูกพ่วงไปกับกระบวนการปลุกเร้าต่างๆ พูดทุกวันย้ำทุกวันจนเขาเชื่อว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีปัญหา”

“ผมบอกตรงๆ ว่า ที่ออกมาครั้งนี้เพราะในหลวง ผมอยากจะช่วยท่านจริงๆ แต่ไม่ได้อยากหยิบยกเอามาเป็นประเด็นคุณงามความดี แต่อยากช่วยท่านบ้าง อยากช่วยอธิบายให้คนได้ฟังได้คิด จะให้ทำยังไงก็ได้ ให้ทุกคนได้กลับจิตกลับใจและถอยออกมา ผมไม่อยากให้ดึงประเด็น เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นการเมือง เรื่องไพร่เรื่องอำมาย์อย่าเอามาพูด คุณทักษิณจะพูดบ่อยมาก อำมาตย์ กับ ประชาชน”

อำมาตย์ กับ ประชาชน เรารู้กันดีว่าเขาหมายถึงใคร คุณทักษิณนี่หลุดออกมาหลายครั้ง เขาพยายามปลุกสงครามชนชั้นขึ้นมา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมันไม่เคยมี พระมหากษัตริย์ทรงมีคุณูปการในการเปลี่ยนผ่านการแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมืองมามากมาย แล้วตอนนี้เราจะปล่อยให้คนแค่บางคนบางกลุ่ม ซึ่งมีไม่เกิน 0.01 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไปพูดเป็นแกนนำ ที่มีสื่อ มีเงิน มีทุน ขยายกระจายเสียงออกไป แล้วสื่อหลักๆ ก็ไม่กล้าที่จะอธิบายทั้งที่รู้ว่าควรทำยังไง ไม่ต้องตำหนิ ไม่ต้องด่าคุณทักษิณเลยก็ได้ แต่ช่วยอธิบายหน่อยว่า วาทกรรมที่เขาพูดนี่มันเป็นยังไง”

“ซึ่งเวลาที่ผมสัมภาษณ์ ผมก็จะถามตรงๆ และให้อธิบาย ซึ่งในเว็บไซต์แห่งหนึ่งก็จะมีการขึ้นแบล็คลิสต์ผม มีการด่า หาว่าผมรถชนแล้วสมองเสื่อม พาดพิงมั่วไปหมด ขอให้ลูกขอให้ครอบครัวมีอันเป็นไปเยอะไปหมด ก็รู้สึกว่าลึกๆ แล้วมันก็มีความเศร้าสลด แต่ถ้าเรามัวแต่คิดว่า เรารอดเว้ย เซฟตัวเองดีกว่า พูดอย่างนี้ดีกว่า มันไม่ได้”

อาจารย์หลายคนก็เตือนว่า ทำไมเราจะต้องไปพูด ทำไมไม่ให้วิทยากรเขาพูดเอง ผมก็จะอธิบายให้ฟังว่า ผมทำรายการนี้ด้วยจิตสำนึก ถ้าผมเอาแต่โยนให้แขกรับเชิญพูด แล้วผมนั่งยิ้ม พูดแล้วเว้ย เข้าทางกูแล้วเว้ย ผมเท่ากับโยนบาปให้เขา ฉะนั้นไหนๆ ผมเชิญเขามา ถ้าจะมีการแสดงความคิดเห็นผมจะต้องพูดก่อน ผมต้องแสดงความจริงใจก่อนว่า ผมกล้าพูดนะ

“ซึ่งบางคนก่อนเข้ารายการก็คุยกันแล้วว่ากล้าพูด แต่พอเราถามปุ๊บไม่กล้าพูด ตรงนี้เราก็ต้องเคารพและฝึกความเป็นประชาธิปไตย เพราะเราทำรายการที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย เราต้องเคารพ แต่บางทีมันก็จี๊ดเหมือนกันนะ ตอนแรกคุยกันแบบนี้ พอเอาเข้าจริงๆ บอกต้องรักษาความเป็นกลาง คนก็เลยเข้าใจว่า เอออย่าไปแตะนั่นมาก อย่าไปลงลึก อย่าไปจี้”

“แต่จริงๆ แล้ว เราต้องลงรายละเอียดลึกๆ เพราะตอนนี้ประเทศเหมือนคนที่ป่วยหนักมากๆ ถ้าไม่ให้ยาแรงๆ มันไม่หาย มันต้องชัดเจนกล้าพูด แล้วเดี๋ยวนี้มันเลยไปถึงพระสงฆ์แล้ว มีพระสงฆ์เข้าร่วมม็อบด้วย ในภาคประชาชนตอนนี้มันได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว วิถี ชีวิตระบบอุปถัมภ์ที่พ่อแม่ช่วยเหลือลูก คนในสังคมเกื้อกูลกัน มันกำลังเปลี่ยนเป็นเสรีทุนประชาธิปไตย ลูกไม่ต้องกตัญญูพ่อแม่ ทำไมต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ พ่อแม่ก็เลี้ยงดูตัวเองได้ มันถึงได้มีคำถามว่า ทำไมเราถึงจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ วิถีอุปถัมภ์ตอนนี้มันหายไปแล้ว เพราะเราไม่ได้รับการปลูกฝัง”

“ปรากฏการณ์เสื้อแดงมันซ้อนทับกันหลายเรื่อง เรื่องการศึกษาที่ไม่สอนความจงรักภักดี ครูบางโรงเรียนก็เปลี่ยนรูปในหลวงออก ก็กลายเป็นไม่ได้ปลูกฝัง ในขณะเดียวกันก็ยังถูกบิดเบือนไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ผมคิดว่าภาครัฐจะต้องรีบดำเนินการอะไรบางอย่างกับสื่อที่ปลุกเร้า ถ้ามันไม่เข้าข่ายสันติวิธีหรืออารยะขัดขืนก็ต้องจัดการ“

“ต่อไปนี้ประเทศไทยเราจะน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ คนมันจะเข่นฆ่ากันได้เพราะไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ในหลวงที่ดีที่สุดในโลก ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้เลียนแบบ แต่เยาวชนกลับไม่ได้รับการปลูกฝัง จะหาใครที่ดีอย่างในหลวงของเรา สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ก็คือ เวลาที่ท่านเสด็จไปไหนเห็นประชาชนนั่งอยู่ท่านก็จะคุกเข่าราบกับพื้น แล้วก็ถามประชาชน ภาพนั้นคือภาพที่ผมจดจำมาตลอดชีวิต นี่เหรอคือสิ่งที่คุณมองว่าเป็นชนชั้น

“60 ปีที่ท่านครองราชย์ ท่านพยายามมากๆ ในการที่จะลดช่องว่าง ท่านทรงตรัสว่า เสรีที่แท้จริงจะยังไม่เกิดขึ้น ถ้าประชาชนเรายากจน ท่านก็พยายามช่วยประชาชน แต่ความยากจนมันไม่ใช่ปุบปับจะเปลี่ยนแปลงได้ มันต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่คุณทักษิณกลับพูดว่า จะไม่ยอมให้ประชาชนยากจนอย่างพอเพียง วิธีคิดนี้เป็นวิธีคิดแบบผูกขาดทุนนิยม”

ทางออกประเทศไทย

“สำหรับทางออกผมคิดว่า ท่านนายกจะต้องอดทนและเฉียบขาด ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก อะไรต่างๆ ที่เคยเป็นข้อผิดพลาด คนรอบตัวท่าน ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ท่านต้องดำเนินการให้เฉียบขาด และต้องปรามการใช้ความรุนแรง ระเบิดเอ็ม 79 ต่างๆ ท่านต้องหยุดให้ได้ จับให้ได้ และควบคุมการปลุกระดมการชุมนุมที่ไม่สันติ”

“รวมไปถึงด้านสื่อด้วย ต้องใช้สื่อให้เป็น ปัจจุบันสื่อก็เป็นอาวุธนะ น่ากลัวกว่าระเบิดด้วยซ้ำไป เพราะสื่อทำให้เกิดระเบิดได้ สื่อสามารถทำให้เกิดความเครียดแค้นชิงชังได้ แต่รัฐบาลชุดนี้ใช้สื่อน้อยเพราะขี้เกรงใจ เพราะมีข้อครหาที่ดักทางไว้ว่า ครอบงำแทรกแซงสื่อ ท่านนายกใช้วิธีคิดแบบอ๊อกซฟอร์ด คือเป็นวิธีคิดที่ให้เกียรติคน ให้ความเชื่อมั่นใจวิถีประชาธิปไตย ตราบใดที่ยังอยู่ในกฏหมาย ซึ่งมันก็เป็นมาตรฐานที่ดี ถ้าสันติจริงๆ”

“ท่านนายกเป็นคนที่ใจกว้างมาก ยอมแม้กระทั่งลงมาคุยกับแกนนำ ซึ่งหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะ เหมือนแกนนำมีเครดิต เป็นรัฐหนึ่งที่นายกต้องมาเจรจา แต่ก็มีคนให้ทัศนะว่า ยอดคนก็เหมือนกับยอดข้าวที่น้อมผ่อนลงมาหาคนที่ลำบาก ซึ่งท่านก็พูดชัดตั้งแต่แรกว่า ท่านรับฟังทุกเสียงถึงแม้จะเป็นเสียงที่ไม่ได้เลือกท่าน คนที่ไม่ชอบท่านก็ต้องช่วย ผมว่านี่คือสปิริตของผู้นำ ผมไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากการมาชื่นชม แต่ผมคิดว่าท่านเป็นต้นแบบนักการเมืองที่ดี และก็ดีใจที่เรามีนายกแบบนี้”

“อีกอย่างที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ การหยิบยกสถาบันมาเป็นข้ออ้าง ฝั่งนี้รักมาก ฝั่งนี้ไม่รักมาก แล้วฝั่งไม่รักมากจะต้องไม่ใช่คนไทย คือเขาแค่หลง เราต้องให้ความรู้ความจริงกับคนที่โดนกรอกข้อมูล ซึ่งผมกำลังทำตรงนั้นอยู่ และก็อยากให้ทุกคนร่วมกันเผยแพร่ความจริง”

ผมยืนยันจะทำหน้าที่ของผมให้ดี ที่สุด ถามว่ากลัวตายไหม ก็กลัวเหมือนกัน ผมรู้ว่าเราทำแล้วมันน่ากลัว แต่ผมไม่รู้จะทำยังไง เราก็ต้องสู้ และก็ทำแบบหมดใจ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นห่วงเหมือนกัน เพราะทุกวันนี้เวลาที่มีให้กับครอบครัวก็น้อยลง เหนื่อยก็เหนื่อยมาก กว่าจะได้นอน ก็ต้องตื่นแต่เช้ามาเล่นกับลูกเพราะผมอยากใช้เวลากับเขาให้ได้มากที่สุด และบ้านผมก็มีผมเป็นเสาหลักคนเดียว แต่ผมบอกได้เลยว่า ผมไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าตรงนี้จบ ผมก็จะถอยไปทำงานภาคพลเมืองต่อ แต่วันนี้มันวิกฤติจริงๆ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนกล้า แต่มันอาจจะไม่มีคนบ้าพอ”

“ถ้าผมไม่มีโอกาสได้พูดอีก ก็อยากจะพูดเลยว่า ผมจะให้อภัยคนที่ทำกับผม เพราะผมรู้สึกว่า มันเป็นบุญสุดท้ายที่ผมจะทำได้ ที่ผ่านมาก็มีสิ่งเป็นสัญญาณเตือนบางอย่าง ก็อยากจะบอกว่า ผมให้อภัยคนที่ทำ และก็อยากฝากให้ช่วยดูแลครอบครัวผมหน่อย เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ผมยังห่วงอยู่”

ที่มา: http://manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000052655

คงไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเติม เพราะคุณอี้พูดแทนเราไปหมดแล้ว.. :love:

One Response to ““อี้ แทนคุณ” ผู้กล้าชนม็อบเสื้อแดง”

  1. เอกเอง Says:

    ไม่ต่อความดีกว่า เดี๋ยวคุณไม่สบายเพิ่มขึ้นอีก

    เอาแค่สั้นๆ ว่า ถ้าอี้พูดเป็นความจริงทั้งหมด อี้ก็ยังอ่อนหัดทางการเมืองมากๆ

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: