« »

Invictus

by nuch

Invictus เป็นภาษาลาติน แปลว่า Unconquered ซึ่งน่าจะแปลไทยได้ว่า ไม่ได้ถูกปกครอง ไม่ได้ถูกครอบงำ และไม่ได้ถูกควบคุม

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Clint Eastwood และนำแสดงโดย Morgan Freeman, Matt Damon,..  เรื่องราวของก้าวแรกของ Nelson Mandela กับการเป็นประธานาธิบดีของ South Africa และนโยบายสร้างความสามัคคีในชาติโดยผ่านกีฬารักบี้..

รู้จักเรื่องนี้ก็เพราะบทความหนึ่งที่ส่งต่อๆ กันมาผ่าน Twitter: Invictus – ประสานรอยร้าวของคนในชาติด้วยเกมรักบี้

ขออนุญาต copy ข้อความบางส่วนจากบทความมาลงที่นี่

แอฟริกาใต้มีโครงสร้างทางสังคมใกล้เคียงกับอาณานิคมอื่นๆ ของอังกฤษในทวีปแอฟริกา นั่นคือคนผิวสีซึ่งเป็นประชากรหมู่มากของประเทศ ถูกปกครองด้วยคนขาวที่มีจำนวนเพียงหยิบมือ เพียงแต่ระดับของการแบ่งสีผิวของแอฟริกาใต้กลับเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะชัยชนะของพรรคชาตินิยมผิวขาวในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่งผลให้เกิดกฎหมายส่งเสริมการเหยียดสีผิวอย่างเข้มข้นเป็นจำนวนมาก

คนผิวสีในแอฟริกาใต้ช่วงนั้น ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง ไม่สามารถใช้สาธารณูปโภค เช่น รถเมล์ โรงเรียน ชายหาด หรือแม้กระทั่งม้านั่งในสวนสาธารณะ ร่วมกับคนผิวขาวได้ คนผิวสีถูกจำกัดเขตที่อยู่อาศัย และถึงขนาดต้องมีสมุดประจำตัวเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ทุกครั้งที่พบหน้า

การกดขี่ทางสีผิวที่ร้ายแรง ส่งผลให้เกิดปฏิกริยาโต้กลับของคนผิวสีเช่นกัน คนผิวสีจำนวนไม่น้อยลุกขึ้นสู้ แต่ก็ไม่สามารถต่อต้านกับอำนาจรัฐของคนขาวได้ และมักลงท้ายด้วยการถูกจับขังคุก โดยเฉพาะนักโทษการเมืองที่มักถูกนำตัวไปไว้บนเกาะร็อบเบน เกาะเรือนจำนอกชายฝั่งเมืองเคปทาวน์ (คล้ายกับนักโทษการเมืองบนเกาะตะรุเตาของบ้านเรา) หนึ่งในนักโทษเหล่านั้นมีเนลสัน แมนเดลา แกนนำคนสำคัญของคนผิวสี ซึ่งถูกขังลืมถึง 27 ปี

อย่างไรก็ตาม ความแตกแยกระหว่างคนในชาติไม่ว่าเรื่องใด ไม่เคยนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรือง ยิ่งกลุ่มผู้ปกครองผิวขาวเพิ่มมาตรการกดขี่มากเท่าไร ชาวผิวสียิ่งตอบโต้รุนแรงเท่านั้น แอฟริกาใต้พบกับปัญหาจราจล นัดหยุดงานทั่วประเทศ การก่อวินาศกรรม ไปจนถึงกลุ่มติดอาวุธและกองโจร เมื่อรวมกับแรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้รัฐบาลผิวขาวต้องยอมผ่อนปรน ปล่อยนักโทษทางการเมือง และยกเลิกมาตรการกดขี่คนผิวสีหลายอย่าง

ในปี 1990 แมนเดลาออกมาจากคุกที่คุมขัง การเจรจาเริ่มขึ้น แม้ว่าจะล้มเหลวหลายครั้งเพราะความโกรธแค้นของคนผิวสีที่สะสมมาตลอด และความกลัวของคนผิวขาวที่กังวลว่าวิถีชีวิต ความสะดวกสบายของพวกตนที่ดำเนินมายาวนาน จะถูกคนผิวสีมาแย่งชิงมันไป แต่สุดท้ายแล้ว ชาวแอฟริกาใต้ก็ร่วมกันประคับประคองประเทศให้รอดพ้นสถานะรัฐล้มเหลว (failed state) มาได้ การเลือกตั้งครั้งแรกที่ประชากรทุกคนมีสิทธิ์ลงคะแนนเกิดขึ้นในปี 1994 โดยเนลสัน แมนเดลา ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี

แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แม้ว่าแมนเดลาจะสามารถชนะการเลือกตั้ง กลายเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรก เขากลับมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่รออยู่ นั่นคือประสานรอยร้าวของคนในชาติ ลดความโกรธแค้นและเกลียดชังของคนผิวสี ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความเชื่อมั่นต่อคนผิวขาว ซึ่งกุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการปกครองประเทศ

แมนเดลาทำงานนี้ได้สำเร็จ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ กุศโลบายที่ใช้ เขาใช้กีฬารักบี้ กีฬายอดนิยมของคนขาว และโอกาสที่แอฟริกาใต้ได้จัดรักบี้ชิงแชมป์โลกปี 1995 เป็นเครื่องมืออันหนึ่งในการสร้างความปรองดองของคนในชาติ

Invictus ฉบับภาพยนตร์เริ่มต้นที่เหตุการณ์การปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง Nelson Mandela .. ระหว่างทางที่อออกจาก Rubben Island นั้น ภาพที่ Nelson Mandela และภาพที่คนดูเห็น คือภาพของการแบ่งชนชั้นทางผิวสี  บนถนนเส้นหนึ่ง ฝั่งหนึ่งของถนนเป็นคนผิวขาวเล่นรักบี้บนสนามหญ้าสีเขียว ที่อาคารก่อสร้างที่สวยงามอยู่พื้นหลัง  แต่ ณ ฝั่งตรงข้าม เป็นภาพของคนผิวสีที่เล่นฟุตบอลอยู่บนลานดิน มีเพิงอาคารชั้นเดียวที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ เป็นพื้นหลัง..

ช่วงต้นของหนังจะมีแต่ภาพความขัดแย้ง ความรังเกียจ และความกลัว..

เมื่อ Nelson Mandela ขึ้นเป็นประธานาธิบดี คนผิวขาวหลายคนเกิดความกลัว  อำนาจที่พวกตนเคยถือครองกำลังจะสูญหาย ความกลัวที่จะต้องประสบเหตุการณ์แก้แค้น.. บางคนชิงลาออกจาก President Office ..

แต่ใครจะคิด ณ เวลานั้นล่ะว่า คนที่ตัวเองจับเขาเข้าคุก จับขังลืม จะกลับมาพร้อมกับการให้อภัย…

ช่วงเวลาที่ Nelson Mandela อยู่ในคุกนั้น เขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง  สิ่งที่สำคัญกว่าการแก้แค้น สิ่งที่สำคัญกว่าการที่จะให้คนผิวสีมีอำนาจ มีบทบาททางสังคม นั่นคือการสร้างความสามัคคีในประเทศชาติ

ณ เวลานั้น บาดแผลที่อยู่ในใจคนผิวสีมันลึกมากๆ  พวกเขาชิงชังคนผิิวขาวมากๆ  ขนาดที่ว่า ที่โบสถ์แห่งหนึ่งในสลัม มีการแจกของให้เด็กๆ ผิวสีที่อยู่ในละแวกนั้น เด็กคนหนึ่งกลับปฎิเสธที่รับเสื้อผ้าที่เป็นสีและสัญลักษณ์ของทีม SpringBok ทีมรักบี้ของชาติตัวเอง เขายอมที่จะหนาวตายดีว่าที่จะต้องใส่เสื้อผ้าที่มีสัญลักษณ์ของคนผิวขาว อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความเลวร้ายที่คนผิวขาวเคยกระทำกับคนผิวสี

และที่ร้ายกว่านั้น ในการแข่งขันรักบี้ระหว่างทีม SpringBok ของ South Africa กับทีมของอังกฤษ ซึ่ง Nelson Mandela ได้ไปชมและให้กำลังใจทีม SpringBok ด้วยตัวเอง  มีคนขว้างถ้วยน้ำใส่เขา (แต่ไม่โดน) ขณะที่เขาจับมือให้กำลังใจนักกีฬาเสร็จแล้ว และเดินกลับไป และเมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น Mandela ก็สังเกตว่า คนผิวขาวจะเชียร์ SpringBok ทีมชาติของ South Africa ขณะที่คนผิวสีจะเชียร์ทีมอังกฤษซึ่งเป็นทีมคู่แข่งของชาติตัวเอง  มันไม่ได้ต่างอะไรกับช่วงที่เขาอยู่ในคุกเลย ที่คนผิวสีจะเชียร์ทุกอย่างที่ตรงข้ามกับคนผิวขาว

เมื่อมีการเสนอให้เปลี่ยนชื่อทีม สัญลักษณ์ของ SpringBok ซึ่งเปรียบเสมือนสมบัติอันล้ำค่าของคนผิวขาว Mandela จึงรีบยับยั้งความคิดนี้ทันที  การทำลายนั้นมีแต่ตอกย้ำบาดแผล เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด Mandela ได้ให้เหตุผลที่จะรักษาสมบัติชิ้นนี้ของคนผิวขาวว่า

“… Our enemy is no longer the Afrikaner.  They are our fellow South Africans, our partners in democracy, and they treasure SpringBok rugby.  If we take that away, we lose them.  We prove that we are what they feared we would be.  We have to better than that.  We have to surprise them with the compassion, with restraint and generosity. I know all of the things they denied us, but this is no time to celebrate petty revenge.  This is the time to build our nation… “

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย One team, One country นโยบายที่สร้างความสามัคคีในชาติผ่านกีฬารักบี้

อีกตอนหนึ่งของ Invictus  ที่เราประทับใจมากๆ ก็คือ ฉากที่ลูกสาวแสดงความไม่พอใจที่เห็นภาพบนหนังสือพิมพ์ เป็นภาพถ่่ายของ Mandela จับมือกับ Pienaar กัปตันทีม SpringBok (แน่นอนว่าเป็นคนผิวขาว)  ลูกสาวให้เหตุผลว่า เพราะหมอนั่นเป็นคนขาวเหมือนพวกตำรวจที่มาไล่เขาออกจากบ้านของเขา เมื่อตอนที่พ่อต้องไปอยู่ในคุก และลูกสาวก็ย้ำด้วยว่า เธอไม่ชอบที่เห็นพ่อไปจับมือกับคนแบบนี้ และเธอก็ไม่ใช่คนเดียวที่ไม่ชอบด้วย..
Mandela ตอบว่า
“You criticize without understanding.  You seek only to address your own personal feelings. That is selfish thinking.

ปัญหาความขัดแย้ง มันไม่ได้อยู่ที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ต้นตอหลักมันอยู่ที่เราไม่เคยพยายามจะทำความเข้าใจกันเลย เราสักแต่แสดงอารมณ์ แสดงความรู้สึกของตัวเราเอง แต่ไม่เคยทำความเข้าใจในเหตุผล เบื้องหลังของอารมณ์ ความรู้สึกของอีกฝ่าย

ตลอดทั้งเรื่อง เราไม่เคยเห็นภาพที่ Nelson Mandela แสดงความเกรี้ยวกราดใดๆ  เขาไม่มีพูดจาด้วยถ้อยคำหยาบคาย  เขาทักทายกับทุกคน ไม่ว่าจะผิวสีอะไร ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอด และพูดจาด้วยคำสุภาพ อ้อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติกับทุกคน  แต่ขณะเดียวกัน เขาก็มีความเด็ดขาดในการตัดสิน..  ความเด็ดขาดที่ไม่ต้องพึ่งคำพูดแรงๆ ที่เต็มไปด้วยคำผรุสวาท  ความเด็ดขาดที่ว่ากันด้วยเหตุผล และคำพูดที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน..  ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งระหว่างคนต่างสีผิวใน South Africa ค่อยๆ ลดเลือนไป

ระหว่างที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ มันก็อดไม่ได้ที่เปรียบเทียบกับเหตุการณ์บ้านเมือง
คนไทยเราไม่ได้มีผิวสีที่แปลกแยกกันอย่างชัดเจน มีเพียงแต่สีสมมติที่สร้างขึ้นมา แบ่งพรรคแบ่งพวก และที่สุดก็ห้ำหั่นกัน ทำร้ายคนในชาติกันเอง และที่สุดก็คือเกือบจะทำลายประเทศชาติของตัวเอง
น่าแปลก ที่เราเคยอยู่ร่วมกัน มีน้ำใจต่อให้กัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมาคลอด มาวันหนึ่งเพียงแค่มีความคิดเห็นที่ต่่างกัน เพียงแค่มีคนไม่กี่คนที่ทะเลาะกัน กลับทำให้คนทั้งชาติแตกแยก

เราไม่อาจแก้ไขอดีตได้ แต่เราทำปัจจุบันให้ดีได้ และมันจะกลายอนาคดที่สดใส

การให้อภัยบางครั้งมันอาจจะทำได้ง่าย และบางครั้งมันอาจจะทำได้ยาก  แต่ถึงมันจะยากแค่ไหน มันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้สังคมสงบ และเป็นก้าวสำคัญ ของการขึ้นสู่อีกขั้นของการเป็นมนุษย์

…I thank whatever gods may be
For my unconquerable soul…
…I am the master of my fate:
I am the captain of my soul.

บางส่วนจากบทกลอน Invictus แต่งโดย William Ernest Henley
เป็นบทกลอนที่ Nelson Mandela ใช้เป็นแรงบันดาลใจให้ยืนหยัดต่อสู้ต่อไปแม้ใจอยากล้มนอน
(“stand when all he wanted to do was lie down”)

ป.ล. ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากหนัังสือที่เขียนจากเรื่องจริง ใช้ชื่อหนังสือว่า Playing the Enemy: Nelson Mandela and the Game That Changed a Nation เขียนโดย John Carlin

3 Responses to “Invictus”

  1. Gig Says:

    อยากดูแบบเต็มๆอ่ะ ถ้าหาได้บอกด้วยนะ :)

  2. noopook Says:

    อ่านนุชเล่าแล้ว อยากดูสุดๆ

  3. noopook Says:

    ตกลงได้ซื้อแผ่นมาดูละ ชอบคำของเมลเดลาทุกตอน ได้ใจไปเลยเต็มๆ จนรักบี้ดูเป็นส่วนที่เราอยากจะรีบข้ามๆไปยังไงไม่รู้ ตรงที่พอประทับใจรักบี้บ้างก็เป็นตรงที่ไปสอนเด็กผิวสีเล่นที่ลานดิน ส่วนที่แข่งในสนามกลับดูแล้วไ่ม่รู้สึกอะไรตามมากนักแฮะ เป็นงั้นไป

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: