« »

อาลัย อ.ปยุต เงากระจ่าง

by nuch

ย้อนรอยการ์ตูน ผ่านชีวิตและหัวใจ…
‘ปยุต เงากระจ่าง’

คัดลอกจากบทความ ย้อนรอยการ์ตูน ผ่านชีวิตและหัวใจ… ‘ปยุต เงากระจ่าง’ โดย มังกรคาบกล้วย
นิตยสารPLAY ON ฉบับที่5 กันยายน 2548 หน้า28-31

ย้อนรอยการ์ตูน ผ่านชีวิตและหัวใจ… ‘ปยุต เงากระจ่าง’

ผมรู้จัก ‘โดราเอมอน’ ตั้งแต่เมื่อไหร่จำไม่ได้ แต่มีเพื่อนชื่อ ‘อาราเร่’ กับ ‘เซนต์เซย่า’ และ ‘ดราก้อนบอล’ มาตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก ซึ่งอาจจะรู้จักมากกว่า ลุงโกร่ง, หนูหิ่น หรือ ปังปอนด์ ซึ่งเป็นการ์ตูนไทยด้วยซ้ำ ที่กล่าวมานี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ ‘การ์ตูน’ เท่านั้นนะครับ เพราะในโลกของ ‘การ์ตูน’ ยังมีตัวละครอีกนับไม่ถ้วน

ผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตมาท่ามกลางจินตนาการ และแนวคิดที่ปล่อยพลังแสง หายตัวได้ เก่งเกินคน พอๆกับมีรักหวานแหวว ย้อนอดีต เดินหาอนาคตเป็นว่าเล่น อย่างที่ถูกเรียกว่า ‘การ์ตูน’ เพียงแต่มันเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่พูดไทยได้ จนบ่อยครั้งทำให้ผมเผลอลืมสัญชาติตัวเองไปเหมือนกัน

…เมืองไทยก็มีการ์ตูน และยังมีคนทำหนังการ์ตูนได้ก่อนญี่ปุ่นด้วยซ้ำ เขาคือ ‘ปยุต เงากระจ่าง’ …มีคนบอกผมในวันหนึ่ง และผมก็รู้สึกคุ้นหูกับชื่อๆนี้มานาน แต่มันผ่านไปเหมือนสายลมบางเบา พอๆกับกระแสการ์ตูนไทยที่อ่อนเบาลง

เด็กชาย ‘ปยุต เงากระจ่าง’ เกิดเมื่อ พ.ศ.2472 ที่ตำบลหว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์ ความฝันเริ่มทำการ์ตูนของเขามาจาก ชายผู้รักงานศิลป์ชื่อ ‘เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน’ และแม้โชคชะตาจะทำให้การพบกันอีกครั้งของเขาที่กรุงเทพฯ จะเป็นที่เชิงตะกอนของ ‘เสน่ห์’ แต่นั่นยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ ‘ปยุต’ สานฝันการทำการ์ตูนให้จงได้ กระทั่งความสำเร็จในการสร้าง ‘เหตุมหัศจรรย์’ ภาพยนต์การ์ตูนไทยเรื่องแรกยาว 12 นาทีก็เป็นจริงในปี 2498 และในอีกสองปีต่อมาภาพยนต์การ์ตูนชิ้นที่สอง ‘หนุมานเผชิญภัย (ครั้งใหม่)’ ต่อด้วยเรื่องที่สาม ‘เด็กกับหมี’ ในปี 2503 ก็ถือกำเนิดขึ้น

และ ‘สุดสาคร’ ภาพยนต์การ์ตูนขนาดยาวเรื่องแรกและเรื่องเดียวของไทย ที่ประกาศตัวในปี 2522 ทำให้ ‘ปยุต’ ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการ์ตูนแอนิเมชั่นเมืองไทย พร้อมๆกับการสูญเสียดวงตาข้างซ้ายเนื่องจากการตรากตรำทำงานอย่างหนัก และขาดแรงสนับสนุนที่ดี แต่ในวันนี้ ‘ปยุต เงากระจ่าง’ หรือ ‘อาจารย์ปยุต’ ของลูกศิษย์รั้วเพาะช่าง และมหาวิทยาลัยต่างๆในวัย 76 ปี กำลังระลึกความหลัง เล่าถึงปัจจุบัน ถามหาอนาคตให้กับการ์ตูนไทย…

“ผมรู้จักการ์ตูนครั้งแรกจากหนังสือพิมพ์รายวันของไทยอย่างสังข์ทอง, ขุนหมื่น, พระอภัยมณี และแมวเฟลิกซ์ ส่วนซูเปอร์แมน, สไปเดอร์แมน, สนูปปี้ เนี่ยเริ่มอ่านจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเก่าๆที่เรือจากสิงคโปร์เอาขายต่อให้ชาว บ้านใช้พับถุง ห่อของ แต่ในบรรดาการ์ตูนทั้งหมด ผมติดใจเรื่องพระอภัยมณีของ ‘คุณสวัสดิ์ จุฑะรพ’ มากที่สุดจนต้องตามไปดูในหนังสือพิมพ์ของร้านกาแฟเป็นประจำ ผมผูกพันกับเรื่องนี้มากจนอยากทำเป็นหนังการ์ตูนให้ได้สักวันหนึ่ง ผมจึงเลือกเอา ‘สุดสาคร’ ขึ้นมาทำเป็นหนังการ์ตูนยาว

ตัวการ์ตูนที่ผมประทับใจมากที่สุดคือ ‘ขุนหมื่น’ ตัวการ์ตูนที่หน้าตาเหมือนป๊อบอาย แต่แต่งตัวแบบทหารไทยโบราณ เป็นตัวการ์ตูนแนวฝรั่งที่คุณสวัสดิ์ทำไว้ นับแต่โผล่มาในการ์ตูนเรื่อง ‘สังข์ทอง’ ตอนท้าวสามนใช้ให้ไปล่อเจ้าเงาะ ขุนหมื่นเลยใช้ดอกชบาล่อ คนก็ติดใจในความทะเล้นทะลึ่ง ช่างคิด ยิ่งมีบทบรรยายตลกสองแง่สองง่ามตามสมัยนิยมที่ช่วงนั้นเขานิยมเล่นกันในละคร ชาตรี ตัวละครตามพระอย่างขุนหมื่นก็ยิ่งเป็นที่ชื่นชอบจนได้มีบทบาทต่อมาอีกหลาย เรื่องไม่ว่าจะเป็น พระอภัยมณี ประวัติพระยอดเมืองขวาง ฯลฯ”

การ์ตูน ในความหมายของ ‘อ.ปยุต’ คืออะไร?

“การ์ตูนคือภาพขบขันอันสนุกสนาน มี Sense คือสื่อได้ง่าย ทั่วโลกใช้ภาพการ์ตูนเป็นสื่อการสอนมานานแล้ว ส่วนที่มาของคำว่าการ์ตูน มาจากภาษาละติน แปลว่ากระดาษแข็ง ฝรั่งเศสอ่านว่าการ์ตุน(Cartune) อังกฤษอ่านว่าการ์ตูน ออกเสียงคล้ายฝรั่งเศส แต่ด้วยความที่กลัวภาษาตัวเองจะเสียจึงเขียนต่างออกมาเป็น Cartoon ซึ่งความจริง ภาพตลกขบขัน ภาพล้อต่างๆ เขาจะเรียกว่า Comic มากกว่า ขณะที่ปีะเทศไทยเรียกว่าภาพล่องถุน หรือภาพล้อ ภาพตลก จนกระทั่ง ‘นายเปล่ง ไตรปิ่น’ นำคำว่า Cartoon มาใช้ในประเทศไทย

โดยทั่วไปการ์ตูนมี 5 ประเภท หนึ่งคือ ‘การ์ตูนการเมือง’ หรือการ์ตูนบทบรรณาธิการ ที่เราเห็นในหนังสือพิมพ์รายวันกันบ่อยๆ สองคือ ‘การ์ตูนขำขัน’ เป็นการ์ตูนแบบ 3-4 ช่องจบ เน้นตลกขบขัน อย่างในขายหัวเราะ สาม ‘การ์ตูน Illustration’ ใช้ทำภาพประกอบ ห่อขนม งานดีไซน์ ทำสื่อการสอนต่างๆ สี่คือ ‘การ์ตูนคอมมิค(Comic)’ หรือการ์ตูนเรื่องยาวที่เราอ่านกัน และห้า ‘การ์ตูน Animation’ หนังการ์ตูนเรื่องอย่างสุดสาครที่ผมทำ”

จุด ประกายความฝันเรื่องการ์ตูนของ ‘อ.ปยุต’ มีที่มาอย่างไร?

“ตอนผมอายุ 11-12 ปี กำลังเรียนม.1 เมื่อพ.ศ.2484 ผมไปเดินดูภาพที่เขาวาดลงสีตามซุ้มร้านต่างๆหน้าศาลากลาง ในงานออกร้านประจำปี ผมไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง นุ่งกางเกงขาว สูบซิการ์ ใส่เสื้อกล้าม ผอมเพรียว ผมกระเซิง กำลังปีนบันไดไปตอกโปสเตอร์ผ้าผืนใหญ่ ภาพหน้าผู้หญิงยิ้ม มีตัวหนังสือเขียนว่า แป้งน้ำบาหยันกลิ่นเสน่ห์รัญจวนใจ ผมเห็นก็เผลอชมว่า สวยจังเลย ยังกะภาพวาดของเสน่ห์ ผู้ชายคนนั้นถามว่ารู้จักเสน่ห์เหรอ ผมว่าไม่รู้จัก แต่จำได้ว่าเสน่ห์วาดรูปแบบนี้ล่ะ จากนั้นเขาก็ชวนคุยอะไรมากมาย ให้ผมวาดการ์ตูนให้ดู แล้วเขาก็ชวนไปกรุงเทพฯด้วยกัน ว่าจะพาไปหาเสน่ห์ (หัวเราะ) เพราะเสน่ห์อยากได้คนช่วยเขียนการ์ตูน เขาคิดจะทำหนังการ์ตูน ไอ้เราก็เคลิ้ม อยากไปแต่ห่วงที่บ้าน เขาเลยบอกว่าถ้าจะไปกรุงเทพฯให้ไปหาเขาที่ฝั่งตรงข้ามประตูวัดแก้วฟ้า สี่พระยา

ไม่กี่วันหลังจากนั้นญี่ปุ่นก็ยกพลขึ้นบกที่ประจวบฯ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผมขึ้นมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯก็ไม่ไปหาซักที ได้เจอแต่ ‘ส. อาสนจินดา’ ที่ตอนนั้นเขาทำโรงพิมพ์อยู่ ผมยังหาทางไปหาคุณเสน่ห์ แต่มีเหตุให้ต้องคลาดกันอยู่เรื่อย พบกันอีกครั้งด้วยความบังเอิญที่เชิงตะกอน วัดพระพิเรน ปี 2490 ผมช็อคมากที่รู้ว่าคุณเสน่ห์ตายเสียแล้ว นี่เป็นอีกเหตุผลที่ผมมุ่งมั่นว่าต้องทำการ์ตูนเผื่อคุณเสน่ห์ให้ได้

สมัยนั้นเป็นยุคของ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ท่านเป็นคนรักการ์ตูนนะ รู้ว่าหนังการ์ตูนเป็น Education Film ซึ่งตอนมีชีวิตอยู่คุณเสน่ห์ก็มีโครงการหนังการ์ตูนไปเสนอ แต่ถูกรัฐมนตรีที่ไม่มีความรู้ให้คำแนะนำผิดๆจนไปไม่ถึงดวงดาว โครงการต้องถูกพับไป ทั้งๆที่การ์ตูนมีส่วนช่วยในการสืบสานวัฒนธรรมไทยได้ โดยเฉพาะงานของรุ่นครูๆที่เคยทำไว้ ทำไมจอมพล ป. ถึงเดินทางไปร่วมงานศพของนักการ์ตูนธรรมดาๆคนหนึ่ง (สวัสดิ์ จุฑะรพ) เพราะท่านรู้และเห็นว่า การ์ตูนช่วยเรื่องวัฒนธรรมไทยมาก”

การ์ตูน ถูกแอนตี้มาตั้งแต่สมัยก่อน ว่าไร้สาระ มันมาจากสาเหตุอะไร?

“สมัยก่อนมีการทำหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต มีรูปการ์ตูนล้อประกอบ ล้อเลียนจุดเด่นจุดด้อยของขุนนางคนใหญ่คนโต ทำให้ภาพการ์ตูนถูกมองในแง่ลบในสายตาผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษา ไม่ให้เอาภาพการ์ตูนเกี่ยวข้องกับหนังสือเรียน จนรุ่นลูกผมการแอนตี้เรื่องการ์ตูนก็ยังมี ล่าสุดรุ่นหลานผมๆนึกว่าเลิกไปแล้ว ที่ไหนได้ยังมีการริบหนังสือการ์ตูนกันอยู่เลย (หัวเราะ) ขนาดสมัยที่ผมรับวาดรูปประกอบให้สำนักพิมพ์ ให้กระทรวงศึกษาฯ ยังมีปัญหาเลย เพราะพอวาดรูปออกแนวตลกนิดๆการ์ตูนหน่อยๆ เขาก็ว่าต้องเปลี่ยน เขียนแบบนั้นในหนังสือเรียนไม่ได้ ทั้งที่เราอดหลับอดนอนวาด”

เมื่อ ก่อนการ์ตูนไทยเป็นที่นิยมมากน้อยแค่ไหน?

“เมื่อก่อนนี้คนไทยเรารู้จักเขียนการ์ตูนมานานแล้ว เรามีนักวาดก็ฝีมือดีอย่าง ‘คุณจำนงค์ รอดอริ, คุณสวัสดิ์ จุฑะรพ, คุณประยูรจรรยาวงศ์’ ฯลฯ การ์ตูนญี่ปุ่นแบบ ‘มังงะ’ ที่ถือเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ เน้นลายเส้นเดี่ยวๆขณะที่การ์ตูนไทยเรามีลายเส้นลึกกว่า เช่นของ ‘นายสวัสดิ์ วาดวิไล’ ที่เขียนการ์ตูนจีนเรื่อง ‘เอ๋งตึ่งเฮ้า’ เป็นหนังสือการ์ตูนยาวเรื่องแรกของไทย เป็นเรื่องล้อเลียนประวัติศาสตร์จีน มีหมาแต่งตัวเป็นเจ้าเป็นคล้ายงิ้ว ต่อมาก็เขียนเรื่องราชาธิราช พญาน้อยชมตลาด ต่อมาจึงเป็นยุคของ ‘คุณสวัสดิ์ จุฑะรพ’ ดังจากเรื่องสังข์ทอง สังข์ศิลปชัย พระสมุทร พระอภัยมณี

ทั้งที่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การ์ตูนเล่มๆของไทยเริ่มออกสู่ท้องตลาด เริ่มจากเรื่อง ‘หนูเล็กกับลุงโกร่ง’ คนอ่านแล้วไม่เครียด การ์ตูนไทยเริ่มติดตลาด จึงมีเรื่องต่างๆตามออกมา อย่างเรื่อง ‘เจ้าชายผมทอง’ ของ ‘จุก เบี้ยวสกุล’ ก็ฮิตมากจนโรงพิมพ์ต่างๆหันมาพิมพ์การ์ตูนกันเยอะขึ้น การ์ตูนมือสองเช่าได้ ขายได้ ร้านเปิดเต็มเอี้ยด คนต่างจังหวัดชอบซื้อไปฝากญาติๆ แต่ผ่านไปไม่นาน นักเขียนการ์ตูนอาชีพจริงๆลดน้อยลง ราคาก็ต่ำลง ภาพการ์ตูนเริ่มไม่สวยถูกใจเด็ก เลยมีการเอาการ์ตูนฮ่องกง หรือการ์ตูนจีนมาผลิต เริ่มจากเรื่อง ‘โกแชะ’ แล้วก็ ‘ชอลิ้วเฮียง’ ฯลฯ พอดีกับหนังจีนเรื่อง ‘ชอลิ้วเฮียง’ ออกฉายทางทีวี ในจังหวะที่การ์ตูนลดน้อยลง เหลือแต่การ์ตูนเรื่อง ‘ตุ๊กตา’ กับ ‘ขายหัวเราะ’ ที่ยังพออยู่ได้ การ์ตูนเก่าที่ขายเล่มละบาทเริ่มหมดลง เกิดพวกหัวใส ทำการ์ตูนเล่มละบาทออกขายเน้นเป็นเรื่องผีๆอย่างเดชนางตานี ผีตายโหง ไปซะงั้น”

เมื่อการ์ตูนญี่ปุ่นขึ้นบก ประเทศไทย

“สมัยผมเด็ก ตอนผมอยู่ประจวบคีรีขันธ์ ตอนนั้นญี่ปุ่นเข้าไทย พอทหารญี่ปุ่นลงเรือ เดินลุยน้ำเข้าฝั่ง เขายื่นหนังสือการ์ตูนให้เด็กเลย ข้างในเขียนภาษาไทยโย้ๆเย้ๆว่า …สร้างวงศ์ไพบูลย์ร่วมกัน… มีรูปทหารญี่ปุ่นกับทหารไทยถือปืนยาว หันหน้าเข้าหากันและจับมือกัน หน้าถัดไปเป็นภาพล้อ ‘วินตัน เชอร์ชิล’ เป็นรูปสิงโตคาบซิการ์ แล้วก็รูปอื่นๆอีกหลายรูป ส่วนผู้ใหญ่ให้แจกหนังสือที่เป็นตัวหนังสือล้วนๆกับโปสการ์ดระบายสีรูป เครื่องบินกามิกาเซ่

ตอนหลังที่การ์ตูนไทยซบเซาลง เริ่มมีการ์ตูนผีๆเล่มละบาทออกมา นั่นล่ะการ์ตูนญี่ปุ่นเลยเริ่มเข้ามาจริงๆจังๆ อย่างเรื่อง ‘หน้ากากเสือ’, ‘เจ้าหนูปรมาณู’ฯลฯ การ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซงเยอะขึ้นๆ ญี่ปุ่นเขาก็ว่าคนไทยขโมยการ์ตูนมาพิมพ์แบบไม่มีค่าลิขสิทธิ์ แต่นายกรัฐมนตรีอิเคดะ ของญี่ปุ่นในตอนนั้นบอกว่าอย่าไปใส่ใจ เพราะเรื่องการ์ตูนเองก็ยังไม่มีการเซ็นต์สัญญาจริงจัง แล้วมันเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ญี่ปุ่นเป็นที่รู้จัก จากที่เมื่อก่อนอะไรๆก็ต้องอเมริกา ต่อไปใครๆจะได้ญี่ปุ่นบ้าง การ์ตูนต่อๆมาจึงมีการอำนวยความสะดวกเว้นว่างตรงคำพูดไว้ให้เขียนคำแปลภาษา ไทยลงไป และยังส่งสคริปท์ภาษาอังกฤษมาให้เสร็จสรรพ การ์ตูนญี่ปุ่นจึงเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้

การที่การ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาตีตลาดการ์ตูนไทยได้ ในข้อสังเกตของผม เพราะการ์ตูนเราทิ้งช่วงไปนาน การ์ตูนเริ่มหายไป ญี่ปุ่นเขามองเห็นคุณค่าของการ์ตูนมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้วมองว่าการ์ตูนมี ประโยชน์ต่อการศึกษา ฯลฯ เขาเลยพัฒนาทั้งการ์ตูนเล่ม และหนังการ์ตูนมาอย่างต่อเนื่อง”

แล้วการ์ตูนไทยที่ทำ อยู่ตอนนี้สามารถสู้กับต่างชาติได้มากน้อยแค่ไหน?

“การ์ตูนแอนิเมชั่นยุคนี้จะสู้ต่างชาติได้ไหม?…มันก็พูดยากนะ เอายังงี้ดีกว่า ผมจะเล่าอะไรให้ฟัง เมื่อปี 2546 ผมเองก็โดนเอาไปเชิดในงานไทยแอนิเมชั่น มีปัญหาเงินรางวัล ขาดการสนับสนุนอย่างจริงจัง ผมเลยไม่ไป รู้สึกว่าพอเอาเข้าจริง คนทำแอนิเมชั่นฝีมือดีๆบ้านเราก็ขาด แรงสนับสนุนที่ดีก็ขาดด้วย หลายคนฉวยโอกาสกับความพยายามตรงนี้

คือคนไทยในวงการการ์ตูน เผลอแผล่บเดียวก็จะเกิดขึ้นได้เยอะ แต่สิ่งที่ตามมาคือการแอบซุ่ม ดูกัน อิจฉากัน ซึ่งถ้าอิจฉากันแล้วพยายามทำของตัวเองให้ดีกว่าจะไม่ว่าเลย แต่สิ่งที่มีเพิ่มมาคือความริษยาที่เห็นคนอื่นดีกว่า เราจึงไปไม่ถึงไหน สับสนปนเปอยู่อย่างนี้ ทำงานใหญ่อะไรไม่ได้ อย่างมีหนังสือเล่มหนึ่งเคยเขียนบทความไว้ว่า เพราะคนไทยมัวแต่ทะเลาะกัน เลยไม่มีเวลาพัฒนาชาติ หรือทำการ์ตูนให้เด็กไทยได้ดู”

ฟังแล้วเจ็บไหมล่ะครับ คราวนี้เราเลยได้คำตอบแล้วว่า ทำไมวัยรุ่นสมัยนี้ถึงเกิดอาการ J-POP ฟีเวอร์จนน่าใจหาย …ยังไม่สายเกินไปหรอกครับ ถ้าเราจะเสริมสร้างความเป็นไทยผ่านการ์ตูน เข้าร้านหนังสือ ลองหาหยิบการ์ตูนซักเล่มให้เด็กๆอ่าน อีกสัก 10 ปีข้างหน้า อาจมีวัฒนธรรม Thai-POP เกิดขึ้นบ้างก็ได้!

ที่มา: http://blade.exteen.com/20060505/entry

กรุณา Login ด้วยค่ะ
Please Login for reading the hidden part of this content.

For register, please contact the Blog owner.

วันนี้เห็นข่าวจากโทรทัศน์ ถึงการจากไปของอาจารย์ปยุต เงากระจ่าง
อาจารย์เสียชีวิตในวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 ด้วยโรคหัวใจ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของอาจาย์ปยุต เงากระจ่าง และขอดวงวิญญาณของท่านจงไปสู่สุขคติ  ขอบคุณสำหรับการทำงานที่ทุ่มเทของท่าน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทำ animation ไทยหลายๆ คน รวมถึงเราด้วย

ป.ล. เรื่องราวของอาจารย์ปยุต เงากระจ่างกับการทุ่มเทกับงานสุดสาครจนต้องสูญเสียดวงตาซ้ายไปนั้น เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เราทำ Thesis ทั้งฉบับที่ถูกตีตราว่าไม่ใช่ art และฉบับที่กำลังทำอยู่ปัจจุบัน

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: