« »

สองมาตรฐาน

by nuch

เหตุเกิดที่ย่านการค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

เป็นย่านการค้าที่คนพลุกพล่านมากๆ  เวลาขับรถผ่านจะรู้ซึ้งดี  เพราะทั้งคน ทั้งรถเข็น จะข้ามถนนกันขวักไขว่โดยไม่สนใจว่า ตรงที่ข้ามนั้นจะเป็นทางม้าลายหรือไม่ หรือจะมีรถแล่นผ่านมาเร็วหรือไม่..
ขนาดถนนใหญ่รอบนอกยังเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่าถนนในตรอกซอกซอยก็คงหนักหนากว่านี้แน่  ทั้งคนซื้อคนขาย แน่นเต็มถนนในซอย  พื้นที่ฟุตบาทไม่มีให้เดิน เพราะแต่ละร้านก็ยึดพื้นที่หน้าร้านมาเป็นที่วางชั้นวางสินค้า บางร้านถึงขั้นยื่นเลยฟุตบาทออกมาถึงพื้นที่ถนนในซอยเลย  และเมื่อร้านทั้งสองฝั่งทำเช่นกัน แน่นอนว่า พื้นที่ถนนในซอยก็หายไปครึ่งหนึ่ง  ทำให้รถที่ขับผ่าน นอกจากจะต้องระวังคนแล้ว ยังต้องมีฝีมือในการขับในพื้นที่แคบๆ ด้วย…

แน่นอนกว่าการรุกล้ำพื้นที่ทางเท้าเนี่ย ย่อมผิดกฎหมายเทศกิจ  ทางเทศกิจก็ทำงานด้วยการเก็บค่าปรับทุกวัน แต่เมื่อเก็บค่าปรับ ทางร้านก็ยอมจ่ายแต่โดยดี เพราะจ่ายค่าปรับแล้ว ก็ยังเปิดร้านบนพื้นที่ฟุตบาทอยู่ได้ และค่าปรับที่จ่ายไป เมื่อเทียบกับผลกำไรที่เกิดจากการมีพื้นที่วางสินค้าเพิ่มนั้น มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม หลังๆ เทศกิจก็เลิกมาเก็บค่าปรับทุกวันล่ะ  หันมาเก็บค่าปรับเป็นรายเดือนแทน..

จะว่าไป การรุกล้ำฟุตบาท กระทั่งเลยออกมาถึงถนนในซอยนี่เป็นเรื่องที่เคยชินของคนย่านนี้ไปแล้วนะ  ประมาณว่า ไม่ค่อยมีใครเดือดร้อนกับเรื่องแบบนี้เท่าไร จนกระทั่งวันหนึ่ง มีรถของคุณนายสารวัตรในท้องที่นั้นผ่านมาทางนี้…

ก็ไม่รู้ว่าคุณนายเพิ่งเคยเข้ามาย่านการค้านี้เป็นครั้งแรกหรือไง  ถึงได้มีอาการฉุนเฉียวหรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “วีนแตก”  เมื่อต้องมาเจอซอยที่ถูกบีบแคบ และคนเยอะมาก  หรือฝีมือการขับรถของคุณนายไม่แข็งหรืออย่างไรมิทราบได้ ถึงได้มีปัญหาว่า โดนกันสาดของร้านค้าที่ยื่นออกมาพ้นฟุตบาทขูดรถเอา..

ที่ผ่านมา จะว่าไปก็มีรถที่โดนขูดจากชั้นวางของหรือกันสาดที่ยื่นมาในพื้นที่ถนนอยู่บ้างนะ  เพียงแต่รถพวกนั้นมักจะเป็นรถกระบะ ซึ่งพี่แกก็ไม่ได้ขับดีเท่าไร  ประมาณว่ามีรถไว้ลุยน่ะ  และเวลาโดนก็ไม่ได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ  เพราะคนขับรถมักจะคิดว่าเป็นความผิดเขาเองที่ขับไม่ดี  ไม่ก็เรื่องนิดๆ หน่อยๆ ไม่อยากเสียเวลา

แต่ทว่า รอบนี้ดันเกิดเหตุนี้กับคุณนายวีนแตก…  ผลก็คือ…

รุ่งขึ้นมีตำรวจจราจรมาไล่เคลียร์พื้นที่ถนน  ร้านค้าที่เคยรุกล้ำพื้นที่ถนนก็ต้องซ่อมกันสาด  และจัดวางชั้นวางสินค้าใหม่ ไม้ให้พ้นขอบฟุตบาทออกมา (ยังอยู่บนฟุตบาทได้แต่ห้ามล้ำมาถึงพื้นที่ถนน)
รถเข็นขายของบางรายไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นก็เข็นเข้ามาขายของตามจุดที่เขาขายประจำ ก็จะโดนตำรวจจราจรไล่ไปด้วยเสียงโทรโข่งประมาณว่า

“นี่ ไม่รู้หรือไงว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่ให้ขายตรงนี้แล้ว”
“บอกว่าไม่ให้ขายไง  ผมเตือนแล้วนะ  ถ้าถูกจับอย่ามาหาว่า ตำรวจรังแกประชาชนนะ  ผมทำตามหน้าที่ ตามกฎหมาย”

……

ก็เลยมีเสียงบ่นนินทา จากคนค้าขาย และคนซื้อของแถวนั้นประมาณว่า  คนเขาจะทำมาค้าขาย  เขาขายอยู่ตรงนี้มาตลอด อยู่ๆ ก็มาไล่เขา คนเขาจะทำมาหากินกัน  ทำแบบนี้มันสองมาตรฐาน  แต่ก่อนไม่เห็นจับ อยู่ๆ ก็มาจับ….

……

สองมาตรฐาน…  จะว่าไปเราก็เคยบ่นเรื่องนี้ในช่วงเวลาที่เราไปสอดเรื่องชาวบ้านนะ  และน่าแปลก ทุกครั้งที่มีกรณีสองมาตรฐาน เรามักจะเห็นด้วยว่า การกระทำครั้งล่าสุดว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ เพียงแต่คนที่ใช้คำนี้ มักจะเป็นคนที่เดือดร้อนจากสิ่งที่ทำอยู่จนเคยชิน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ผิด  แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทักท้วง พอโดนกฎหมายจริงจังเข้าหน่อย ก็ใช้ข้ออ้าง “สองมาตรฐาน” เป็นคำแก้ตัวให้พ้นผิด

กรณีที่เกิดขึ้นที่ย่านการค้านี้  เราก็เห็นด้วยว่าเป็นพฤติกรรมสองมาตรฐานจริง  แต่… การกระทำของตำรวจจราจรน่ะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
แต่…  ถ้าถามว่าใครผิด  เราก็ยังคิดว่าตำรวจจราจรนี่แหละที่ผิด…  ผิดในข้อหาที่ละเลยการปฎิบัติหน้าที่มาตลอด ซึ่งก็ต้องโทษผู้บังคับบัญชาด้วยที่ละเลยหน้าที่ในการดูแลมาตลอดเช่นกัน  ถ้าตัวเองไม่เดือดร้อน ก็ไม่สนใจที่จะปฎิบัติหน้าที่เลยใช่ไหม?

บางคนบอกว่าการกระทำของผู้บังคับบัญชาครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจไปในทางที่ผิด

อืม  เราก็ตอบไม่ถูก  เพราะสิ่งที่เขาทำคือความถูกต้อง เพียงแต่มากระทำหลังจากที่ตัวเองเดือดร้อน  ต้องบอกว่า เขาไม่ได้ใช้อำนาจของเขาคุ้มครองประชนชนมากกว่า  สิ่งที่กระทำไป กระทำเพราะผลประโยชน์ของตัวเอง  แต่จะผิดหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่แน่ใจ

ที่จริง เราเห็นด้วยกับการกระทำของตำรวจในครั้งนี้นะ  เพียงแต่ว่า เขามาเลือกปฎิบัติตามกฎหมายในภาวะที่ทุกคนเคยชินกับการทำผิดกฎหมายไปแล้ว  และเพราะความเคยชิน ทำให้มองไม่เห็นว่าสิ่งที่กระทำนั้นมีความผิดตรงไหน  ซึ่งจะว่าไป เราก็โทษที่ตำรวจอยู่ดี ที่ไม่รู้จักใช้กฎหมายอย่างจริงจังมาตั้งแต่สมัยก่อน..  ก็เลยส่งผลให้เดือดร้อนกันถ้วนหน้าถ้วนตา…

ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร  เพราะคนย่านนี้มีอิทธิพลต่อนักการเมืองก็มาก…  ก็ไม่รู้ว่าผู้แทนของคนย่านนี้จะเลือกอะไร ระหว่างฐานเสียงกับการยึดมั่นในตัวบทกฎหมาย…

ใจเราอยากให้เขาเลือกอย่างหลัง แม้ว่าเราจะเห็นอกเห็นใจคนทำมาค้าขาย คนหาเช้ากินค่ำ  แต่ว่า.. ถ้าเรื่องแค่นี้สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้  กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์อะไร  แล้วต่อไปเราจะบังคับใช้กฎหมายอย่างไร?

อยากให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมายต่างๆ ที่คนค้าขายแถวนั้นเคยกระทำผิดจนเคยชิน  มากกว่าที่จะมีแต่คำขู่ คำไล่ จับขัง จับปรับอย่างเดียว   จะให้ดีกว่านี้ ถ้ามีการแนะแนวทางแก้ไข หรือหาทางออกให้กับคนที่เขาอยู่ตรงนั้นมานานจนชิน…

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: