« »

บทเรียนในความมืด

by nuch

บทเรียนในความมืด

ความพิการอย่างหนึ่งที่เรากลัวมากที่สุด ก็คือ การสูญเสียการมองเห็น
เพราะสำหรับเรา  เราเป็นคนที่ใช้สายตาเยอะมากๆ ในทุกๆ กิจกรรมที่เราชอบทำ  ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ดูหนัง วาดภาพ ทำงานฝีมือ…  ทุกอย่างเราต้องใช้ประสาทสัมผัสทางสายตาทั้งนั้น  จนหวั่นว่า ถ้าวันหนึ่งเราต้องเสียการมองเห็นไป เราจะอยู่ได้ไหม  เราจะทำใจได้ไหม?

บทเรียนในความมืด หรือ Dialogue in the dark เป็นนิทรรศการที่พาคนดูไปสู่โลกของการมองไม่เห็นด้วยสายตา

นิทรรศการนี้เกิดขึ้นโดยนักธุรกิจชาวเยอรมันนีชื่อ Andreas Heinecke โดยมีที่มาจากเพื่อนของเขา ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ แล้ววันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุทำให้เพื่อนของเขาต้องสูญเสียการมองเห็นไป   Andreas ทำนิทรรศการ Dialougue in the dark ด้วยจุดประสงค์หลัก 2 ข้อคือ  ต้องการสร้างกำลังใจให้เพื่อนของเขา ต้องการให้เพื่อนของเขาและคนที่อยู่ในภาวะเดียวกันตระหนักถึงความสามารถของตัวเอง ทั้งยังเป็นการสร้างงานให้กับผู้สูญเสียการมองเห็นด้วย
ส่วนจุดประสงค์อีกข้อหนึ่งคือ ลดความขัดแย้ง และเสริมสร้างความเข้าใจกันระหว่างคนทั่วไปกันคนที่สูญเสียการมองเห็น  Andreas สังเกตุว่า สังคมยังมีความเข้าใจผิดๆ และมีการดูแคลนผู้พิการทางสายตาอย่างมาก  จึงได้จัดนิทรรศการนี้ขึ้นมาเพื่อลดช่องว่างที่เกิดขึ้นนี้

บทเรียนในความมืด.. แม้จะใช้ชื่อว่าเป็นนิทรรศการ แต่มันไม่ใช่นิทรรศการแบบทั่วๆ ไปที่เกิดขึ้นในไทย ที่เอาภาพเอาสิ่งของมาตั้งโชว์และให้คนเดินเข้าดู อยากอ่านก็อ่าน แล้วก็ผ่านไป

Dialogue in the dark ทำให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสโลกของการมองไม่เห็น  ได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดยกเว้นดวงตา ในการทรรศนาเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
โดยก่อนเข้าชม ทางเจ้าหน้าที่จะขอให้เราฝากสิ่งของต่างๆ ไว้ในล็อคเกอร์ซี่งจะมีกุญแจให้เราเก็บไว้  ห้ามนำอุปกรณ์ที่มีแสงสว่าง หรือมีการเรืองแสงเข้าไป แม้กระทั่งนาฬิกาก็ให้เก็บไว้ในล็อคเกอร์   ส่วนแว่นตา เจ้าหน้าที่จะขอให้ถอดเก็บไว้ในล็อคเกอร์เช่นกัน  ด้วยเหตุผล นิทรรศการนี้จะจัดอยู่ในห้องที่มืดสนิท  แว่นตาไม่สามารถช่วยอะไรในการมองเห็นได้  และถ้าใส่เข้าไปแล้วทำหล่น ก็จะทำให้ค้นหาได้ยาก ดีไม่ดีอาจจะถูกเหยียบจนเสียหายได้  ฉะนั้นก็แล้ว เก็บไว้ในล็อคเกอร์แหละดีที่สุด

หลังจากฝากของในล็อคเกอร์แล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะแจกไม้เท้านำทาง แบบเดียวกับที่ผู้พิการทางสายตาใช้ และอธิบายวิธีใช้ และวิธีเดินในห้องนิทรรศการแบบคร่าวๆ  แน่นอนว่า เขาไม่ให้เราเดินเข้าไปคนเดียวแน่ๆ  เขาจะมีไกด์นำทางในนั้นให้ตลอดเส้นทาง

บทเรียนในความมืดจะมีทั้งหมด 7 บทเรียน ซึ่งเราก็จำลำดับไม่ได้แล้วล่ะ  เมื่อเข้าไปในห้องนิทรรศการแล้ว  มันมืดจริงๆ  มืดแบบที่มองไม่เห็นอะไรเลย เราต้องใช้ไม้เท้านำทาง, มือข้างหนึ่งสัมผัสกำแพง และใช้หูในการฟังเสียงไกด์นำทาง  ซึ่งมีบางครั้งที่ไกด์อาจจะจำเป็นต้องเข้าจับมือจูงเราบ้าง เพราะความที่เรายังไม่คุ้นเคยกับภาวะที่มองไม่เห็นนั้น

ที่จริง เราพยายามที่จะมางานนิทรรศการนี้ถึง 3 ครั้ง  โดยในตอนแรกตั้งใจว่าจะชวนเพื่อนๆ มา แต่ก็ไม่มีใครสนใจสักเท่าไร  ครั้งแรกก็เลยแวะไปเองคนเดียว แต่ก็ไม่ได้เข้างาน เพราะไม่รู้ว่าเขามีการแบ่งการเข้าชมเป็นรอบๆ  รอบละไม่เกิน 8 คน  โดยแต่ละรอบจะห่างกันอย่างน้อย 15 นาที และใช้เวลาในการรับชมประมาณ 1 ชั่วโมง  ซึ่งครั้งแรกที่ไปนั้น เวลามันไม่เอื้อเท่าไร ก็เลยปิ๋วไป

ครั้งที่ 2 เราไปกับลูกพี่ลูกน้องเราที่เขาอยากมางานนี้ และมีฟองฟอง หลานวัย 4 ขวบไปด้วย แต่ก็ต้องปิ๋วอีก เพราะฟองฟองเกิดอาการป๊อด  ทั้งๆ ที่ตอนแรกบอกว่าอยากไปด้วย  ตอนที่อยู่บ้านเราก็บอกเขาแล้วล่ะว่า มันมืดมากๆ นะ มองไม่เห็นนะ เขาก็ว่าเขาไม่กลัว เขาอยากไปด้วย แต่เมื่อมาถึงที่งาน  เจ้าหน้าที่คงมีประสบการณ์ดี ก็มีบอกไว้ว่า ปกติแล้วเขาไม่แนะนำเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบเข้าชม เพราะต้องเข้าไปด้วยกับผู้ปกครองโดยที่มือหนึ่งของผู้ปกครองจะต้องจูงมือลูกตลอดเวลา ส่วนอีกมือหนึ่งก็ต้องถือไม้เท้านำทาง ทำให้ผู้ปกครองเอง เสียโอกาสในการสัมผัส  อีกทั้ง เด็กบางคนกลัวความมืด  พอเข้าไปได้สักพักจะส่งเสียงร้องไห้โวยวาย..  ซึ่งตอนเรก เราก็โอเคอยู่หรอกที่จะต้องจูงฟองฟองไปตลอด เพราะเราคิดว่า ยังไงเราก็มาอีกก็ได้  อยากให้ฟองฟองใด้มีประสบการณ์แบบนี้บ้าง  แต่ทว่า ฟองฟองเกิดอาการไม่แน่ใจ  ทางเจ้าหน้าที่ก็เลยให้ไปทดสอบด้วยการเข้าไปตรงปากทางออกของห้องนิทรรศการ ให้ลองสัมผัสความมืดนั้น  ฟองฟองก็ออกอาการเลย  บอกว่าไม่เอาค่ะ หนูกลัว หนูไม่เข้าไปแล้ว  ก็เลยเป็นอันปิ๋วรอบที่สอง

ครั้งที่ 3 เราไปเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา…  ซึ่งครั้งนี้ก็ลุยเดี่ยวเลย ไม่สนแล้วว่าใครจะไปหรือไม่ไป  เราไปคนเดียวก็ได้ ก็เลยได้สัมผัสกับงานนี้อย่างที่ตั้งใจไว้สักที
เผอิญว่ารอบที่เราเข้าชมมีแค่เราคนเดียว  ฉะนั้นก็เลยมีไกด์นำทางแบบตัวต่อต่อ  ได้สอบถามพูดคุยกับไกด์ได้เต็มที่

อย่างที่เล่าไปตอนต้นว่า เมื่อเข้าไปแล้ว จะต้องใช้ไม้เท้านำทางและประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่สายตาในการรับชม  สิ่งที่เรารู้สึกแปลกใจมากคือ  เราเคยมั่นใจในประสาทหูของเรา โดยเฉพาะเรื่องของทิศทาง เพราะเคยฝึกมาตั้งแต่เด็ก  แต่ทว่า  พอเข้าไปในห้องนิทรรศการที่มืดสนิทแล้ว  ไกด์บอกให้เดินตามเสียงของเขา  เรากลับไม่สามารถบอกได้ว่าเสียงมาจากทิศไหน  มันเหมือนกับว่า หูเราได้ยินเสียงนะ  แต่เราไม่รู้เลยว่า ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ของเราคือทิศไหนทางไหนกัน …  ราวกับว่า ที่ผ่านมา เราใช้สายตาในการแยกแยะทิศทางจนเคยชินหรือ?
(มีการทดลองหนึ่งที่ Exploratorium หรือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ซานฟรานซิสโก  เขาจะมีแผ่นไม้ที่ตีเส้นเป็นแนวตั้ง ห้อยเชือกลงมา  ข้างหน้าแผ่นไม้จะมีคานเส้นตรงที่ยกสูงจากพื้นเล็กน้อย  โดยการทดลอง จะให้คนหนึ่งโยกแผ่นไม้นั้นไปด้านข้าง  ส่วนอีกคนหนึ่งให้ใช้สายตาจ้องแผ่นไม้และเดินบนคานนั้น  ปรากฎว่า การทรงตัวเดินบนคานนั้นเป็นไปได้ลำบาก เพราะสายตาเราถูกเส้นตรงบนแผ่นไม้ที่โยกไปมาทำให้เขว และได้ข้อสรุปว่า มนุษย์เราใช้สายตาในการทรงตัวด้วย)

ในส่วนประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่นการดมกลิ่น หรือการสัมผัสด้วยมือ  เรากลับไม่ค่อยมีปัญหาแฮะ  เราสามารถแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้จากผิวสัมผัส  แต่ว่า..  สิ่งที่เราสงสัยคือ  เราแยกแยะได้ เพราะเรามีประสบการณ์การมองเห็น เมื่อเราสัมผัสสิ่งหนึ่ง เรารู้สึกถึงพื้นผิว ถึง texture และเหมือนเราจะจินตนาการได้ในหัวว่า ผิวแบบนี้คือส่วนประกอบของอะไร  และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่มีผิวแบบนี้ เราก็เลยแยกได้ว่ามันคืออะไร  แต่… คนที่สูญเสียการมองเห็นมาแต่กำเนิดล่ะ เขาจะรู้ได้อย่างไร…

ตัวอย่างเช่น ตอนที่เราสัมผัสมอเตอร์ไซค์  เราสัมผัสที่มือจับมันก่อน เราก็ตอบว่าเป็นจักรยาน  แต่พอไล่ไปสัมผัสโดนเบาะนั่ง เราก็รู้ได้ทันทีว่าคือมอเตอร์ไซค์  เพราะสัมผัสที่มือเวลาโดนเบาะนั่ง มันบอกว่าผิวค่อนข้างเรียบ มีความนิ่ม และพื้นที่ใหญ่กว่าฝ่ามือเรามาก  อ้อ มีความแบนด้วย ซึ่งถ้าเป็นเบาะนั่งของจักรยานจะเล็กกว่า และโค้งกว่า อีกทั้งสัมผัสจะไม่เรียบขนาดนี้ และอาจจะรู้สึกถึงตะเข็บมากกว่านี้ด้วย..  แต่.. ทั้งหมดนี้ เราเชื่อมโยงได้กับภาพที่เราเคยเห็น ..  ถ้าคนที่ไม่เคยเห็นเลยล่ะ  เมื่อสัมผัสแล้ว เขาจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือมอเตอร์ไซค์  ในเมื่อแต่ละส่วนประกอบเต็มไปด้วยพื้นผิวที่แตกต่างกันมากมายและก็อาจจะคล้ายสิ่งของอย่างอื่นอีกหลายอย่าง..

ก็ได้ลองสอบถามไกด์นำทางดู ถึงรู้ว่า คนที่สูญเสียการมองเห็น เขาจำที่สัมผัส  และจะรู้ได้ก็ต้องมีประสบการณ์สัมผัสนั้นมาแล้ว  เช่นเดียวกับการที่รู้จักมอเตอร์ไซค์  เขาอาจจะต้องเคยสัมผัสมอเตอร์ไซค์ทั้งคันมาก่อน  และเมื่อมาสัมผัสบางส่วนก็อาจจะเชื่อมโยงได้ว่านี่คือมอเตอร์ไซค์

ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่ได้จากบทเรียนในความมืด… หลายคำถามที่เราสงสัยเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตา ก็ได้รับคำตอบจากที่นี่  จากคุณไกด์ และเจ้าหน้าที่ที่นิทรรศการนี้

หลายปีก่อน เราเคยได้ยินเรื่องที่เพื่อนเราไปสอนคนพิการทางสายตาทำเวปเพจ  เคยได้ยินเรื่องการอ่านหนังสือ และการจดเลคเชอร์ของพวกเขา  และที่ทำเราอึ้งก็คือ เขาสามารถเข้าใจเรื่องสี  สามารถเลือกสีและระบุใน html ได้ด้วยหลักการผสมสี RGB (ตามค่า html code)

เมื่อเดือนที่แล้วได้ไปร่วมกิจกรรมอมรมอาสาสมัครผลิตหนังสือเสียง และได้รู้จักบล็อคของหนูปอมซึ่งอ่านตอนแรกๆ จะไม่รู้เลยว่าเจ้าของบล็อคเป็นผู้พิการสายตา เพราะทั้งการจัดหน้า การพิมพ์ทำได้สวยงาม และถูกต้องตามหลักภาษาไทยมาก  แทบจะไม่เห็นการพิมพ์ผิดเลย รวมถึงการใช้ภาษาด้วย

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ มันทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การสูญเสียความสามารถในการมองเห็น ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะใช้ชีวิตด้วยตัวเองหรือพึ่งพาตัวเองไม่ได้  แค่เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต การทำงาน การทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งแทบจะให้ผลของงานไม่ต่างอะไรจากคนทั่วไปเลย

นิทรรศการบทเรียนในความมืด (Dialogue in the dark) จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ สาขาจามจุรีสแควร์  อยู่ที่ชั้น 4 ชั้นเดียวกับศูนย์หนังสือจุฬา โดยในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้นจะอยู่ในโซนที่อยู่ใกล้สามย่าน
ราคาบัตรเข้างานสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 90 บาท
สามารถมาเป็นหมู่คณะได้ แต่อาจจะต้องมีการนัดหมายล่วงหน้าสำหรับกลุ่มใหญ่
งานนี้จะมีถึงเมื่อไรก็ไม่รู้  แต่ที่เคยได้ยินมา งานนี้มีระยะเวลาจัดอยู่ที่ 1 ปี  และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สาขาจามจุรีสแควร์ เพิ่งเกิดขึ้นมาได้ 1-3 เดือน  ฉะนั้นงานนี้น่าจะอยู่ถึงกลางปีปีหน้า
สำหรับการเดินทาง ให้สะดวกสุดขึ้นมารถไฟใต้ดิน MRT ลงสถานีสามย่าน  หากนำรถมาเองสามารถจอดได้ที่ที่จอดรถของจามจุรีสแควร์เลย  โดยจอดฟรี 2 ชั่วโมงแรก และหลังจากนั้นคิดชั่วโมงละ 10 บาท

ใครที่สามารถไปได้ก็อยากให้ได้ลองไปสัมผัสกับโลกที่ไม่ได้มองเห็นด้วยสายตา  งานนิทรรศการดีๆ แบบนี้นานๆ เมืองไทยจะมีสักที ไม่อยากให้พลาดกันนะ 8)

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: