« »

zero black

by nuch

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเราพูดคำนี้มาบ้างแล้ว เวลาที่เราอธิบายอะไรที่ดำปิดปี๋ว่า ดำอย่างกับ zero black เลย.. ซึ่งในความเป็นจริง มันไม่ได้ดำเท่าค่า zero black แน่.. แต่มันดำแบบแทบจะเรียกว่า ที่สุดของความดำ

สำหรับคนที่เรียนด้าน computer หรือ computer graphics คงรู้ว่าค่าสีในระบบคอมพิวเตอร์นั้น คือ RGB ซึ่งเป็นค่าสีทางแสง

ลองรื้อฟื้นวิชาวิทยาศาสตร์สมัยมัธยมกันหน่อย…

เรามีการแบ่งชนิดของสีเป็น 2 ประเภท คือ

  1. สีทางแสง
  2. สีทางวัตถุ

สีทางแสง ก็คือ สีแดง (Red) สีเขียว (Green) และสีน้ำเงิน (Blue)  ซึ่งเราจะเรียกย่อๆ ว่า RGB  เมื่อเอาแสงแดง แสงเขียว แสงน้ำเงินมารวมกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน เราจะได้ แสงสีขาว… (สังเกตสัญลักษณ์ช่อง 7 สี  นั่นแหละคือสีทางแสง) … สีทางแสงคือ ค่าสีที่เราใช้อธิบายการผสมแสงสีต่างๆ ในการแสดงผล.. ซึ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คือ Monitor คอมพิวเตอร์ หรือ การแสดงภาพทางโทรทัศน์

สีทางแสง

ที่มา : www.dfly.com/tutorial/fra/hslrgb.html

สีทางวัตถุ คือ สีฟ้า (Cyan) สีบานเย็น (Magenta) สีเหลือง (Yellow) และสีดำ (blacK) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า CMYK  ซึ่งเมื่อผสมสีฟ้า สีบานเย็น และสีเหลืองเข้าด้วยกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน จะได้สีดำ  เราใช้ค่าสีนี้ในการอธิบายสีทางวัตถุ เช่นการผสมสีในงานพิมพ์ สีทาบ้าน สีวาดภาพ 

 CMYK

ที่มา : www.sketchpad.net/basics4.htm

สีทางวัตถุ เกิดจากการผสมเนื้อสีต่างๆ (pigment) เข้าด้วยกัน  ขณะที่สีทางแสง เกิดจากการผสมแสงสีต่างๆ เข้าด้วยกัน

 คำว่า “Zero Black” เป็นศัพท์คำหนึ่งที่วงการ vfx ชอบพูดถึงกันบ่อยๆ

ในวงการ computer graphics อย่างที่เกริ่นแต่ต้นว่า เราใช้ค่า RGB ในการอธิบายสีต่างๆ ซึ่งในระบบสี 8 bit จะมีการแบ่งค่าโทนสีแต่ละสีเป็น 256 ขั้น (2 8 = 256) แต่คอมพิวเตอร์ จะเริ่มนับเลขจาก 0 ดังนั้น ค่าของแสงสีที่น้อยสุดจะเป็น 0  และมากที่สุดจะเป็น 255 

ถ้าเราบอกว่า มีแสงแดงเท่ากับ 255 แสงเขียวเท่ากับ 255 แสงน้ำเงินเท่ากับ 255 [RGB = (255, 255, 255)] นั่นหมายความว่า เราจะได้แสงขาว ..ภาพที่แสดงผลบนจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์ก็คือสีขาว

แน่นอนว่า ถ้าเราบอกว่า RGB = (0, 0, 0) นั่นหมายถึงว่าไม่มีแสงสีใดๆ เลย.. มันก็คือสีดำนั่นเอง.. และนี่ก็คือที่มาของคำว่า zero black

กฎเหล็กข้อหนึ่งที่คนทำคอมโพสและคนทำ color correction ไม่ควรละเลย คือ ห้ามมี zero black เกิดขึ้นในงานเด็ดขาด โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความสมจริง…

เพราะว่า…

ในโลกของความเป็นจริง  เรามองเห็นสีต่างๆ ได้ เพราะมีแสงไปกระทบวัตถุนั้น และสะท้อนเข้าตาเรา ซึ่งรวมถึงสีดำด้วย และโดยธรรมชาติของแสงนั้นจะมีการสะท้อนวัตถุโดนรอบ ซี่งส่งผลให้วัตถุนั้นเป็นเสมือนแหล่งกำเนิดแสงรอง และมีการสะท้อนแสงสีของตัววัตถุออกมา (Global illumination หรือ Radiosity) และในบางวัตถุจะมีการสะท้อนแสงในตัววัตถุเอง (subsurface scattering) ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะเห็นสีดำที่มีค่า RGB = (0, 0, 0) ซึ่งหมายถึงการไม่มีแสงใดๆ เลย..  ต่อให้เราหลับตา เราก็ยังพอจะเห็นสี หรือรับรู้ถึงสีได้บ้าง เพราะแสงเข้ามากระทบที่เปลือกตาและสะท้อนภาพยในผิวตา และอาจจะมีบางส่วนผ่านเขาไปกระทบที่ประสาทตา…  ที่จริงหากต้องการรู้ว่า RGB 0,0,0 นั้นเป็นยังไง คงต้องไปอยู่ในห้องที่ปิดสนิทมิด ไม่มีรูที่จะให้แสงเล็ดลอด ไม่มีแหล่งกำเนิดแสง และไม่มีวัตถุเรืองแสงใดๆ  ซึ่งในความเป็นจริงทำได้ยากมาก (กระทั่งวัตถุ ฝุ่นละอองในอากาศก็มีค่าการเรืองแสงอยู่นะ)

อีกจุดหนึ่งที่ต้องระวัง zero black คือ  ถ้างานที่เราทำนั้น ฉายอยู่บนมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์  ค่า zero black อาจจะไม่ดูหลุดลอยออกมาเท่าไรนัก  แต่กับจอทีวี มีความเป็นไปได้ว่า ค่า zero black อาจจะทำให้ภาพดูลอยๆ (ทีวีมีใช้ระบบสี YUV ซี่งให้ค่าสีดำที่ไม่ใช่ zero black)  แต่ถ้าเป็นงานที่ฉายขึ้นจอ projector ซึ่งเป็นการผสมสีทางแสง(แสงที่ยิงจาก projector) กับสีทางวัตถุ (ฉากสีขาวที่ใช้รับภาพ)  ค่า zero black จะดูลอยเด่นค่อนข้างชัดเจนมาก  และทำให้ดูออกทันทีว่า บริเวณสีดำที่เป็น Zero black นั้นมีการตกแต่ง เปลี่ยนแปลงภาพมาแน่ๆ 

2 Responses to “zero black”

  1. Yongkiat K. Says:

    Very interesting and very informative.. I’ll keep checking this blog for certain ;)

  2. yim Says:

    555

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: