« »

ข้าวก้นบาตร

by nuch

สองอาทิตย์ก่อน เพื่อนชวนไปวัดป่า ไปทำบุญวันเกิดเขา ซึ่งอาทิตย์ที่จะไปก็ตรงกับอาทิตย์หลังวัน D-Day เราพอดี  ก็รับปากไปว่าไป… เพราะคิดว่า ไม่ว่าผลของ D-day จะเป็นยังไง เราก็ควรจะไปวัด.. เพื่อสงบสติอารมณ์… 
… แล้วก็คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ไป

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา สารพัดเรื่องร้ายๆ เข้ามาเยือน จนกระทั่งเรื่องที่หนักที่สุด.. (หวังว่านั่นคือเรื่องหนักสุดนะ  มันจะได้จบ pattern ความซวยซะที  จะได้เข้าสู่สภาวะพักฟื้นสักที)
พยายามมองในแง่ดี.. เพราะมรสุมโชคร้ายครั้งนี้ ทำให้เรารู้จักคนรอบตัวเราดีขึ้น…. 

ใช่.. เราโกรธ เสียใจและเศร้าใจด้วย…  และก็อย่างที่เคยบอกว่า เราเป็นคนที่ให้อภัยยากมากๆ…

จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือโชคชะตาหรือเปล่านะ ที่วัดที่เราไปชื่อว่า “วัดอภัยคีรี” อยู่ที่เมือง Redwood Valley ใช้เวลาขับรถไปราวๆ 2 ชั่วโมงกว่า   เป็นวัดป่าอยู่ในภูเขา…  พระที่นี่เท่าที่เห็นเป็นพระฝรั่งทั้งหมด แต่มีเจ้าอาวาสที่แม้จะเป็นฝรั่ง แต่ก็พูดไทยได้อีสานคล่อง  เพื่อนเราเล่าว่า เจ้าอาวาสเคยไปบวชอยู่ที่ขอนแก่นหลายปี และเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อชา, พระอาจารย์สายวัดป่าที่มีชื่อเสียงด้านสอนธรรมะให้ฝรั่งทั้งๆ ที่ท่านแทบจะพูดภาษาฝรั่งไม่ได้เลย

พอเข้ามาเขตวัด… เจ้าปั้นสิบ สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกีของเพื่อนเราก็เกิดอาการคึกคะนองอย่างมาก วิ่งพล่านทั้งๆ ที่อยู่ในที่แคบๆ ที่เป็นส่วนเก็บของของท้ายรถ SUV มันก็ยังจะวิ่งๆ วนๆ ในนั้นให้ได้..  หัวมันทั้งกระแทกกระจก และโดยสายรัด safety belt ฟาด มันก็ยังไม่หยุดคึก ท่าทางมันคงจะดีใจมากสินะที่ได้มาป่ามาเขา มาถึงถิ่น ถึงธรรมชาติของมัน
เมื่อถึงที่หมาย พอลงจากรถ เราก็รู้สึกได้ถึงความเงียบ สงบ…   อยากจะยืนอยู่นิ่งๆ แต่ก็เริ่มมีละอองหมอก หรือละอองฝนโปรยลงมา..  หนาวนะ  อุณหภูมิตอนนั้นอยู่ที่ 8 องศาเซลเซียสเอง   ดีที่ใส่เสื้อกันหนาวมา 2 ชั้น ก็เลยพอจะอุ่นร่างกายได้บ้าง

นี่เป็นครั้งแรกที่เรามาวัดป่า และยิ่งเป็นวัดป่าในต่างแดนด้วย…  อาจจะเพราะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาว  วัดป่าที่นี่เลยไม่ได้เป็นอะไรที่น่ากลัวอย่างที่เราคิด…  
เราชอบต้นไม้ ชอบสีเขียว ชอบน้ำตก ชอบกลิ่นน้ำสัมผัสกับใบหญ้านะ… แต่เราไม่เคยอยู่กับมันไม่ได้นาน  เพราะเรากลัวแมลง…  เราไม่ได้เกลียดแมลงนะ…  เราไม่ได้คิดจะฆ่าแมลง แต่เรากลัว.. ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เราถึงกลัว…. 
เพราะอากาศหนาวด้วยละมั้ง..  เราเลยไม่ได้เจอแมลงเลยสักตัว ยกเว้นแมลงวันที่มาตอมอาหาร…   รู้สึกเงียบอย่างบอกไม่ถูก  มันไม่ใช่ความเหงานะ  ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าชอบความรู้สึกนี้ไหม เพราะมันรู้สึกเหมือน.. นิ่งๆ  ไม่อิ่มไม่หิว ไม่วุ่นวาย …ไม่ใช่ลักษณะเวลาหยุดนิ่งนะ  แต่เหมือนกับสิ่งที่อยู่ข้างในเรามันนิ่ง  เหมือนมันหยุด มันพัก ไม่มีอะไรให้พลุกพล่านเดือดดาล…  อย่างนี้ล่ะมั้งที่เขาเรียกว่า สงบ…

Abhayagiri  ระฆังที่เพื่อนเราไปเคาะ 3 ที บอกเวลาฉันเพล  น้ำค้างบนหญ้า..  คาดว่าเกิดจากหิมะที่ตกลงมาเมื่อคืน

ความที่เพิ่งนัดวันนัดเวลามาวัดได้แค่คืนเดียวก่อนเดืนทาง และเราเพิ่งผ่านวิกฤติ D-day มา…  เราก็เลยไม่ได้ทำกับข้าวมาถวาย แต่เพื่อนเราเขาทำกันมา ก็นำกับข้าวไปถวายเพล  ส่วนเราก็ถวายเงินแทน…  และเพื่อนเราก็ชวนให้อยู่รอพระท่านฉันเพลเสร็จ ทานข้าวและพูดคุยกับท่านก่อนกลับ…  ทานข้าว??  เราเริ่มงง…  เพราะเพื่อนเราเตรียมไปแต่อาหารที่ถวายท่านเท่านั้นนี่นา…    ทุกทีเวลาที่เราไปงานทำบุญบ้าน หรือทำบุญอะไรก็ตามที่มีการถวายเพล  จะมีการเตรียมอาหารเป็น 2 ชุด ชุดหนึ่งสำหรับถวายพระ และอีกชุดไว้ให้ผู้ร่วมงานรับประทานหลังจากพระท่านฉันเสร็จ…  แล้วนี่เราจะทานอะไรล่ะ?
เพื่อนบอกว่า ทานอาหารที่เหลือจากที่พระท่านฉัน… เอ.. หรือนี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่าข้าวก้นบาตรหรือเปล่านะ?

อาหารทั้งหมดจะไปวางที่โต๊ะใหญ่ในครัว พอได้เวลา 10.30 น. ซึ่งก็คือเวลาฉันเพล ก็ให้ไปเคาะระฆัง 3 ที  และพระทั้งหมดจะมารวมกันที่ครัวเพื่อรับเพล  ให้ผู้ที่มาถวายยกแต่ละจานขึ้นมาให้ท่านรับถวายเป็นพิธี และให้ผู้ที่มาถวายเพลไปรอที่โบสถ์ (ไม่รู้จะเรียกว่าโบสถ์ดีไหม เพราะไม่มีใบเสมาน่ะ แต่ดูจากกิจหน้าที่ของอาคารนี้แล้วก็เหมือนโบสถ์นะ)  จากนั้นพระแต่ละองค์ก็จะตักอาหารใส่ในลงในบาตร (เหมือนบุฟเฟห์)  และไปนั่งรวมที่โบสถ์ก่อนจะเริ่มสวดมนต์ให้พรกับผู้ที่มาถวาย บทสวตช่วงนี้เป็นภาษาบาลีนะ  แต่บทสวดก่อนที่ท่านจะลงมือฉันเพลนั้นเป็นภาษาอังกฤษ จับใจความได้ว่า “เราฉันอาหารนี้เพื่อเป็นการประทังชีวิต เพื่อที่จะอยู่บำรุงสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป”…
ตอนที่พระท่านสวดเป็นภาษาบาลี  เป็นเสียงสวดมนต์ที่ไพเราะมากๆ…  สำเนียงที่สวดเป็นเหมือนสำเนียงฝรั่งพูดไทยน่ะแหละ แต่ความพร้อมเพรียง และความกังวานของเสียง บวกกับสติ.. มันผสมผสานได้ไพเราะเหลือเกิน…   เราเคยได้เสียงสวดมนต์ที่ไพเราะอย่างนี้ก็ครั้งหนึ่งสมัยเรียนมัธยม ที่มีกิจกรรมนั่งสมาธิตอนเช้า…. 
วันนั้นวันที่ห้องเรากับห้องข้างๆ ต้องมาโรงเรียนแต่เช้าเพื่อนั่งสมาธิสวดมนต์ฟังเทศน์  ไม่รู้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น เราสวดมนต์ไปด้วยความตั้งใจที่อยากจะรู้ความหมายของแต่ละคำที่พูดไป…  และก็ไม่แน่ใจว่าเพราะเพื่อนคนอื่นๆ คิดแบบเดียวกันหรือไม่ วันนั้นเสียงสวดมนต์ประสานได้เพราะมากๆ เมื่อสวดมนต์จบ พระที่มาเทศน์วันนั้นก็ชมว่า วันนี้ทุกคนสวดมนต์ได้ไพเราะมาก แสดงว่าสวดด้วยสติ มีความตั้งใจกันดี…   งั้นหรือ.. เสียงสวดมนต์ที่ทำด้วยสติหรือ… เสียงที่เกิดจากสติของทุกคนรวมกันหรือ.. มันช่างเพราะเสียจริงๆ..
เราเชื่อแล้วว่าพระที่นี่ท่านนิ่ง ท่านสงบจริงๆ ..
… ก่อนที่พระจะสวดบทสวดภาษาอังกฤษก่อนฉันเพลนั้น ท่านต้องเปิดฝาบาตรมาวางบนพื้นที่เป็นกระเบื้องหรือหินเนี่ยแหละ  ฝาบาตรเป็นฝาเหล็ก (แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นโลหะชนิดไหน)  แต่เวลาท่านวางบนพื้นไม่มีเสียงเลย… ไม่มีเสียงจริงๆ… ท่านทำด้วยสติจริงๆ 

หลังจากที่พระท่านเริ่มฉัน ญาติโยมทั้งหลายก็ทยอยออกจากโบสถ์ไปที่ห้องครัว ไปตักอาหารที่พระท่านเหลือไว้มาทานกันบ้าง…   ทางวัดก็จะมีภาชนะให้เป็นชามเมลามีนใบใหญ่เหมือนชามก๋วยเตี๋ยว  และช้อนสแตนเลสที่มีรูปร่างเหมือนช้อนร้านก๋วยเตี๋ยวเมืองไทย… 
ทานไปก็รู้สึกว่าเรานี่… แย่จัง…  ขนาดแค่ชามเมลามีน กับช้อนสแตนเลส เรายังตักข้าวได้เสียงดังจัง… (วัดป่ามันเงียบนะ เวลามีเสียงอะไรสักเสียงก็จะได้ยินชัดเลย)  ถ้าเราไม่ใจร้อน ค่อยๆ ตัก ไม่ต้องตักคำใหญ่ไป ตักให้พอดี ค่อยๆ กิน ค่อยๆ เคี้ยว.. ก็จะเงียบ ไม่สร้างเสียงรบกวนให้ธรรมชาติ  และก็ไม่ได้ทำให้เราทานช้าลง หรืออิ่มน้อยลงแต่อย่างใด…

หลังจากทานอาหารกันหมดทุกคนแล้ว ก็ไปนั่งในโบสถ์พูดคุยกับพระท่านนิดหน่อย แล้วก็ลากลับไป…  เพื่อนเล่าให้ฟังว่า พระที่จะมาบวชที่นี่น่ะ ต้องตั้งใจจริง ส่วนใหญ่จะบวชไม่สึกด้วย  ก่อนที่จะได้บวชเป็นพระห่มเหลืองน่ะ จะต้องมาอยู่ที่นี่ 1 ปีเต็มๆ ซะก่อน โดยจะให้ห่มขาวเรียกพระขาว..  ใช้ชีวิตร่วมกับพระที่นี่ ถ้าสามารถอยู่ได้ถึง 1 ปี ก็ถึงจะได้รับอนุญาตให้บวชได้  พระที่นี่น่ะ ส่วนใหญ่จบการศึกษาสูงๆ ป.โท ป.เอกทั้งนั้น…  บางคนอาจจะสงสัยว่า งั้นเพราะอะไรถึงบวช น่าเสียดายวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา…  แต่.. เรารู้สึกว่าเป็นเรา เราก็คงบวชนะ…  เสียดายความรู้ไหม คนอื่นอาจจะใช่ แต่เรากลับไม่  เพราะความรู้ที่เราร่ำเรียนทางโลกมา มันเอาไปใช้งานได้ในรูปแบบที่เป็นแพทเทรินที่วนไปมาระหว่างสุขทุกข์ไม่รู้จักจบ..   แรกๆ เราอาจจะสนุกกับการทำงาน.. แต่สักพัก ก็เริ่มรู้สึกว่า loop นี่มันวกวนวนเวียนไปมาไม่จบไม่สิ้นสักที มันน่าเบื่อ แม้ว่าจะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายก็ยังกลับเข้าแพทเทรินเดิมอยู่ดี…  อยากหยุด อยากจบ loop นี้ซะ…

ก่อนออกจากวัดเพื่อนพาไปชมลานที่เขาใช้สำหรับเวียนเทียน  เพื่อนบอกว่า เวลาที่มีเวียนเทียนที่นี่จะสวยมากๆ  เพราะไม่มีแสงไฟอื่นมารบกวนนอกจากแสงเทียน ท้องฟ้าก็จะเห็นดาวชัดเจน..  
… อยากมาที่วัดนี้อีก…  ถ้าเราขับรถได้ เราก็คงเช่ารถขับมาบ่อยๆ ล่ะนะ

แผนที่วัดอภัยคีรี  ลานที่ใช้ประกอบพิธีเวียนเทียน

ออกจากวัดไป…เห็นชื่อวัด “อภัยคีรี”  แปลด้วยความรู้ภาษาไทยของเราได้ว่า “ภูเขาแห่งการให้อภัย” ….  เรื่องที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่ผ่านมา…   ถึงโกรธตอนนี้ไปก็เท่านั้น เราแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว…  อย่ายึดติดกับอารมณ์นี้เลยจะดีกว่านะ…  พยายามปล่อยวางมันซะนะ…

4 Responses to “ข้าวก้นบาตร”

  1. Dee Says:

    Somebody told me when i feel down or unexpected things happen to me:

    “Everything is going to be okay”

  2. J Says:

    คนเราสุดท้ายก็ต้องตายแหละครับ
    เรื่องความรู้ที่เรียนมาเนี่ย สำหรับผม ก็อยากจะใช้มันก่อนนะครับ ถ้าจะบวชไม่สึกจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อ 3 ข้อนี้
    1. ผมต้อง ตอบแทนบุญคุณครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ผม ที่ส่งผมเรียนจนจบเสียก่อน
    2. อยากใช้สิ่งที่เรียนมาให้เต็มที่เพื่อหาเลี้ยงดูแลคนที่ผมรัก
    3. อยากสร้างอะไรที่มีประโยชน์จากความรู้ที่อุตส่าห์เรียนมา และอย่างน้อยๆ ก็อยากถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังสักหน่อย ครับ

  3. Noopook Says:

    แค่อ่านก็รู้สึกสงบตามแล้ว ดีจัง

    อภัยคีรี เขียนเป็นภาษาไทยแบบนี้เลยเหรอ แล้วไม่มีชื่อวัดภาษาอังกฤษเหรอทั้งที่เจ้าอาวาสก็เป็นคนฝรั่ง อืมม์ แปลกดีแฮะ

    “ถ้าเราไม่ใจร้อน ค่อยๆ ตัก ไม่ต้องตักคำใหญ่ไป ตักให้พอดี ค่อยๆ กิน ค่อยๆ เคี้ยว.. ก็จะเงียบ ไม่สร้างเสียงรบกวนให้ธรรมชาติ และก็ไม่ได้ทำให้เราทานช้าลง หรืออิ่มน้อยลงแต่อย่างใด…” ชอบๆ ยกให้เป็นประโยคเด็ดของเรื่องนี้สำหรับเราเลย

  4. nuch Says:

    ชื่อวัดภาษาอังกฤษเขาเขียนว่า Abhayagiri ตอนแรกเราไปอ่านว่า อพญาคิรี… แต่แล้วก็ไปเห็นภาษาไทยกำกับว่า “อภัยคีรี”

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: