« »

ชายหนุ่มนักสำรวจชีวิตกับหญิงสาวผู้สำรวจความรัก

by nuch

หญิงสาวผู้สำรวจความรัก จากคุณผมอยู่ข้างหลังคุณ ชายหนุ่มนักสำรวจชีวิต

หมายเหตุ 1: นิยาม 4 ตัวอักษร (ตามชื่อสำนักพิมพ์ 4 letter word)HEAL

ไม่ได้เขียนบล็อคมานานมาก ขอจัดสักหน่อยกับหนังสืออีกเล่มที่โดนใจ (ดำ) อีกแล้ว
(ยุคสมัยนี้เขาไม่ค่อยเขียนบล็อคกันแล้ว ใช้ facebook กันหมด)

งานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา เราไม่ได้ไปเลย เนื่องจากมีเรื่องวุ่นๆ หลายอย่าง
เห็นใน Facebook คุณผมอยู่ข้างหลังคุณ บอกว่ามีหนังสือออกใหม่ 2 เล่ม  เราก็อยากไป แต่ไม่สามารถจริงๆ ก็เลยต้องใช้มุกเดิมคือ ฝากแมวช่วยซื้อหนังสือพร้อมขอลายเซ็นให้ (จัดการส่งรูปปกหนังสือ เลขที่บูธ และวันเวลาที่คุณผมข้างหลังคุณจะไปแจกลายเซ็นให้แมวผ่านทาง Line)  แต่กว่าเราจะได้เจอแมว และได้รับหนังสือ ก็เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา  และกว่าจะว่างพอที่จะมีเวลาอ่าน ก็เมื่อคืนนี้เอง…

ที่จริงตั้งใจจะเขียนแนะนำหนังสือเรื่อง “หลง” ก่อนนะ ตั้งใจจะอ่านให้จบและเขียนให้ได้ก่อนงานสัปดาห์หนังสือ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุอะไรหลายๆ อย่าง  จนบัดนี้ เราก็ยังอ่าน “หลง” ได้ไม่ถึง 10% ของเล่ม

“ชายหนุ่มนักสำรวจชีวิตกับหญิงสาวผู้สำรวจความรัก” ชื่อเรื่องน่าสนใจ  จะเหมือน Men from Mars, Women from Venus หรือเปล่านะ?
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่  หนังสือไม่ได้พูดถึงความแตกต่างทางความคิดแบบสุดขั้วของเพศชายและเพศหญิงอย่างในหนังสือผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์นะ

หนังสือทำแบบอ่านได้ 2 ด้าน โดยด้านหนึ่งจะเป็นเรื่องของชายหนุ่มนักสำรวจชีวิต  และเมื่อพลิกเล่มหนังสือกลับหัวก็จะเป็นเรื่องของหญิงสาวผู้สำรวจความรัก
ภาพปกหนังสือชวนให้นึกถึงหนังเรื่อง Upside down (หนังที่อยากดูแต่ยังไม่มีโอกาสได้ดูสักที)  แต่ทว่าในหนังสือเล่มนี้กลับไม่มีเรื่องนี้นะ
ถ้าจำไม่ผิด Upside down น่าจะเคยถูกพูดถึงไปแล้ว ในหนังสือ “คืนวันเศร้า เช้าวันศุกร์” หรือไม่ก็ “ความสุขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ขณะนี้” เนื่องจาก 2 เล่มนี้หายไปจากชั้นหนังสือ เลยทำให้เช็คไม่ได้ ผิดพลาดอย่างไรต้องขออภัยด้วยค่ะ

เนื่องจากตอนที่เรารับหนังสือ เราก็ไม่ทันได้หยิบออกมาดูว่ามันมีปกหน้า 2 ด้าน  อีกทั้งตอนที่หยิบมาอ่าน เราก็หันด้านที่เป็นหญิงสาวผู้สำรวจความรักขึ้น และคุณผมอยู่ข้างหลังคุณก็ลงลายเซ็นในด้านนี้ด้วย เราก็เลยเริ่มอ่านจากฝั่งผู้หญิงก่อน
แต่อ่านไปได้สักหน้าสองหน้า ก็เอะใจว่า เอ๊ะ ทำไมไม่มีคำนำ  ไม่มีคำนิยม ที่มักเป็นแพทเทรินปกติของคุณผมอยู่ข้างหลังคุณ  ก็พลิกแบบเร็วๆ แล้วก็พบว่า อ้อ มันมี 2 ด้าน และคำนำก็อยู่ในด้านของผู้ชาย แต่ไม่มีคำนิยมนะ
ตรงนี้แหละที่ทำให้เราแปลกใจตอนที่เห็นใน Facebook timeline ว่าคุณผมอยู่ข้างคุณออกหนังสือใหม่ 2 เล่ม  เพราะปกติเราจะรู้ข่าวหนังสือของเขาล่วงหน้าจากการขอให้ช่วยเขียนคำนิยมที่ลงในหน้าบล็อค, Facebook หรือร่อนเมล์  แต่ครั้งนี้ไม่มีคำนิยม ซึ่งก็ดีอย่าง เพราะเราไม่ค่อยอ่านคำนิยมอยู่แล้ว ด้วยเพราะคำนิยมเหล่านั้นไม่ได้เขียนขึ้นจากการได้อ่านหนังสือทั้งเล่ม  เราเลยไม่ค่อยเชื่อคำพูดที่เหมือนคำชมตามมารยาทสักเท่าไร

ในคำนำสำนักพิมพ์มีบอกว่าจะเริ่มอ่านจากด้านไหนก็ได้ ไหนๆ เราก็อ่านด้านผู้หญิงไปบ้างแล้ว เราก็เริ่มอ่านจากด้านนี้ไปเลยแล้วกัน

หนังสือเขียนในลักษณะ นิยายซ้อนหนัง มาสไตล์เดียวกันเล่มก่อนๆ ของคุณผมอยู่ข้างหลังคุณ “เมื่อฉันลืมตา แล้วโลกเปลี่ยนไป”  กับ “Life scan”  มีตัวละครหลัก มีเรื่องราวหลัก ที่การดำเนินเรื่องจะไปพาดพิงหรือเล่าเรื่องภาพยนตร์ต่างๆ โดนประเด็นหลักจะอยู่ที่การเข้าใจจิตใจและความเป็นไปของตัวละครต่างๆ ในภาพยนตร์ และมาเทียบกับชีวิตจริง (ของตัวละครหลัก)
ซึ่งรูปแบบการเล่าเรื่องนี้แบบนี้ และการตั้งชื่อหนังสือแบบนี้ ทำให้เรานึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งของ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนคนหนึ่งที่เรา “เคย” ตามผลงาน หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า “ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85”
หนังสือเรื่องผู้ชายที่ตามรักเธอฯ นั้นเราได้อ่านตอนที่หนังสือออกมาใหม่ๆ และตอนนั้นก็ยังเป็นช่วงที่เราติดตามผลงานของคุณวินทร์ เป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านรวดเดียวจบ  อ่านไปก็ขำไป แต่ก็อ่านแค่ครั้งเดียว ไม่เคยคิดจะหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำอีกครั้ง อีกทั้งยังส่งต่อให้ใครต่อใครยืมแบบไม่กลัวหายเลย

แต่.. หนังสือ “ชายหนุ่มนักสำรวจชีวิตกับหญิงสาวผู้สำรวจความรัก” นั้น เราอ่านไปน้ำตาซึมไป  มันไม่ใช่จุกนะ  แต่มันเหมือนคนที่อดกลั้น ไม่อยากให้ใครได้เห็นน้ำตา แต่เมื่อใดก็ตามที่ได้ร้องไห้ ความอึดอัด อัดอั้นตันใจทั้งหลายก็ได้ระบาย  เรารู้สึกเหมือนเราได้ร้องไห้โฮระบายสิ่งที่เก็บไว้ในใจออกมา ณ ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้

ตอนที่อ่านหนังสือ “เจ็บเพราะรัก” เราเปรียบหนังสือนั้นเหมือนยาฆ่าเชื้อแบบครีม ที่ทาแผลติดเชื้อที่ภายนอกเหมือนแห้งสนิท แต่ข้างในยังเป็นแผลที่มีเชื้อโรคกัดกินอยู่  ซึ่งจริงๆ ยาฆ่าเชื้อแบบครีมนั้นรักษาได้ผลนะ แผลติดเชื้อข้างในเราหาย แต่หมอก็เคยเตือนเราว่า ต่อไปเวลามีแผล เราต้องระวังเป็นพิเศษ  เพราะเราเหมือนมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด ที่พร้อมจะปะทุได้
วันที่เราได้หนังสือเล่มนี้ เป็นวันที่เราตัดสินใจเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่ทำให้เราต้องพึ่งยา “เจ็บเพราะรัก”  เราคิดว่า เราแกร่งขึ้นมากพอ ที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บในอดีตได้  แต่ดูเหมือนว่าเราจะคิดผิด  คืนนั้นเราต้องเผชิญกับภาพความฝันที่ตอกย้ำเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น ความรู้สึกของเรา ณ ตอนนั้น เหมือนเราหลอกตัวเองว่า ไม่นะ เราแกร่งขึ้นแล้ว เราเติบโตแล้ว เราต้องไม่รู้สึกอะไรกับมันสิ …
โชคดีที่รุ่งขึ้น มีเรื่องงานสารพัดสารพันต่างๆ มากมาย มาทำให้เรายุ่งวุ่นวายจนไม่มีจังหวะให้ไปมีความรู้สึกร่วมกับภาพฝันร้ายนั้น
แต่เมื่องานจบลงพร้อมกับความเหนื่อยล้าของร่างกาย ภาพเหล่านั้นก็กลับเข้ามาวนเวียน จนทำให้ต้องพึ่งหนังสือของคุณผมอยู่ข้างหลังคุณอีกครั้ง

สำหรับหนังสือนี้ เราให้นิยามว่า “Heal”
มันเหมือนเวลาเล่นเกม RPG เวลาที่รวมกลุ่มกันไปตีมอน (สู้กับสัตว์ประหลาด)  เมื่อการต่อสู้มันพัวพันยาวนาน พลังเราก็จะอ่อนล้า  และเมื่อนั้นเราก็ต้องการจอมเวทย์ (Mage) มาร่ายเวทย์ heal ให้ค่าพลังเรากลับคืนขึ้นมา

ช่วงเวลาที่อ่านหนังสือ “ชายหนุ่มนักสำรวจชีวิตกับหญิงสาวผู้สำรวจความรัก” มันเหมือนเป็นช่วงปลอบใจ บำบัด และสร้างกำลังใจ  มันทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของความรู้สึกต่างๆ  เมื่อรู้และเข้าใจ เราก็พร้อมที่จะรับมือ

ในหนังสือมีอ้างอิงภาพยนตร์อยู่หลายเรื่องที่เรายังไม่ได้ดู และไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ก็ไม่เป็นไร ด้วยอิทธิฤทธิ์ 3G + google ทำให้เราหา trailer หนัง และเรื่องย่อมาได้ง่ายๆ  อีกทั้งคุณผมอยู่ข้างหลังคุณเองก็มีเล่าเรื่องย่อๆ ไว้บ้าง ทำให้ไม่จำเป็นต้องดูภาพยนตร์เรื่องนั้นก่อนอ่านหนังสือ  (แต่หลังอ่านหนังสือ แล้วอยากไปตามหาภาพยนตร์ที่อ้างอิงอยู่ในหนังสือมาดูสักครั้ง หลายเรื่องมีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจมาก)
บางคนอาจจะมองว่า หนังสือเล่มนี้มันสปอยล์หนัง  เลยไม่สนใจจะอ่าน  แต่สำหรับเรา ละครบางเรื่อง ภาพยนตร์บางเรื่อง หรือหนังสือบางเล่ม บางทีเราก็สนุกกับการดูซ้ำอ่านซ้ำ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าตอนจบเป็นอย่างไร
มันเหมือนกับที่เขาพูดกันว่า บางทีสาระสำคัญของชีวิตไม่ได้อยู่ที่คำตอบที่เราตามหา  แต่มันอยู่ที่ระหว่างทางที่เราค้นหาคำตอบต่างหาก

หลายครั้งที่เราหยิบละครหรือภาพยนตร์ที่เราเคยดู หรือหนังสือที่เราเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว กลับมาดูหรือมาอ่านซ้ำอีกครั้งในช่วงเวลาที่เปลี่ยน เราก็จะพบว่า ความคิดที่เรามีกับละคร ภาพยนตร์ หรือหนังสือเรื่องนั้นมันเปลี่ยนไป   เหมือนเราโตขึ้น เราก็มีมุมมองอีกแบบหนึ่ง
หนังสือของคุณผมอยู่ข้างหลังคุณก็เช่นกัน แม้เราจะเคยดูภาพยนตร์บางเรื่องมาแล้ว แต่เมื่อมาอ่านสิ่งที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณเขียน เรากลับรู้สึกประหลาดใจ  ทำไมเราไม่เคยมองตัวละครในมุมนี้บ้าง หรือบางทีเราก็รู้สึกเหมือนได้คำตอบว่า ทำไมตัวละครคนนี้เขาถึงเป็นแบบ และทำแบบนี้

ในส่วนตัวเนื้อเรื่องหลัก เนื่องจากเราเริ่มจากด้านผู้หญิง มันก็เลยยิ่งเจ็บยิ่งโดนใจจี๊ด โดยเฉพาะการบรรยายลักษณะภายนอกของผู้ชายที่เข้ามาในการสำรวจความรัก มันใช่เลย ภาพของคนคนนั้นมันผลุบขึ้นมาเลย แต่ลักษณะนิสัยนั้นต่างกันอยู่ เราเลยไม่เผลอเอาเรื่องตัวเองไปยึดติดด้วย
การเล่าเรื่องของฝ่ายหญิง ทำให้เรานึกถึงไข่ย้อยในหนังเรื่องเพื่อนสนิท (เรื่องนี้เคยถูกอ้างอิงในหนังสือเล่มแรกของคุณผมอยู่ข้างหลังคุณ ชื่อ “หนังสือรัก”) และบทสรุปของเรื่องฝ่ายหญิง ทำเราอึ้ง เพราะเราจำตัวเลขและสถานที่ของบรรทัดสุดท้ายนั้นได้แม่น

เมื่อมาอ่านด้านผู้ชาย เนื่องจากเป็นตัวละครที่คุ้นเคยจาก life scan ทำให้เราเดาวิธีเดินเรื่องของด้านผู้ชายได้ไม่ยาก และสามารถเดาเรื่องได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไร  หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเป็นภาพยนตร์หักมุมนี่  สาระสำคัญมันอยู่ที่ระหว่างการเดินทาง  การได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ จากประสบการณ์ของตัวละครในภาพยนตร์ และตัวละครหลัก
อ่านไป ก็รู้สึกอึ้งๆ และอดคิดถึงตัวเองและคนรอบข้างไม่ได้
อ่านจบ อยากให้คนรอบข้างได้อ่านบ้าง อยากให้เพื่อนได้อ่านบ้าง อ่านแล้วมาคุยกัน  หรือจะไม่คุยก็ได้ แต่อยากให้ได้ฉุกคิดอะไรบ้าง  หลายเรื่องหลายอย่างที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณอ้างอิง

มีหลายเรื่องที่อยากคุย อยากพูดถึงเกี่ยวกับหนังสือ “ชายหนุ่มนักสำรวจชีวิตกับหญิงสาวผู้สำรวจความรัก”  แต่มันเข้าข่าย Ultimately Super Spoil! ชนิดว่า อ่านก่อนแล้วมาคุยกันน่าจะดีกว่า  ไม่ใช่ว่ากลัวหนังสือเขาขายไม่ออกนะ  แต่มันเหมือนกับว่า เรื่องบางเรื่อง มันควรคุยกันในกลุ่มคนที่ผ่านประสบการณ์เดียวกันมาก่อนน่ะ

ไว้สักพักค่อยมา Ultimately Super Spoil! กัน

ป.ล.1  หนังสือมีพิมพ์ปีที่เกิดเหตุในภาพยนตร์เรื่อง The impossible ผิดนะ  จริงๆ ต้องเป็นปี 2004 ไม่ใช่ 2007

ป.ล. 2 หนังสืออีกเล่มของคุณผมอยู่ข้างหลังคุณที่ออกในช่วงงานสัปดาห์หนังสือรอบที่ผ่านมาคือ “ชีวิต 1440” โดยสำนักพิมพ์ Mar space ซึ่งเรายังไม่ได้หยิบมาอ่านเลย ถ้ามีโอกาส อ่านจบโดนใจอีก ก็อาจจะมาเขียนบล็อค

ป.ล. 3  ชื่อ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” นี่น่าจะไปเป็นคำถามทางจิตวิทยาได้นะเนี่ย  เคยพูดถึงชื่อนี้ให้เพื่อนคนหนึ่งฟัง เพื่อนบอกว่าชื่อน่ากลัว ขณะที่เราฟังครั้งแรก เรากลับรู้สึกว่าอบอุ่น (ตอนนั้นยังไม่ได้ตามอ่านบล็อคของคุณผมอยู่ข้างคุณนะ)  หรือว่าเราเป็นคนที่ไว้ใจใครง่ายเกินไปหรือเปล่า?  เราเลยไม่รู้สึกว่าชื่อนี้ฟังดูน่ากลัวในตอนแรก

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: