« »

Le Scaphandre et le papillon

by nuch

The Diving Bell and The Butterfly

Le Scaphandre et le papillon หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “The diving bell and the butterfly”

ภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือของ Jean-Dominique Bauby ในชื่อเดียวกัน ที่ไทยใช้ชื่อหนังสือว่า “ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ”

ขอสารภาพว่า ครั้งแรกที่เห็นหนังสือ “ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ” .. ไม่ได้มีความรู้สึกอยากหยิบขึ้นมาอ่านเลยแม้แต่น้อย ณ ตอนนั้น เรายังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร และคนเขียนคือใคร จนกระทั่งได้ดูรายการแฟนพันธุ์แท้ ตอนวรรณกรรมเยาวชน และได้รู้ประวัติของคนเขียน ก็สนใจทันที.. รุ่งขึ้นวิ่งไปร้านหนังสือ (ตอนนั้นมาเรียนต่อแล้ว) แต่ไม่ว่าไปร้านไหน ก็ไม่เจอบนชั้นของร้านหนังสือเลย บางร้านจะมีระบบคอมพิวเตอร์ให้ค้นหา.. ก็เจอคำว่า “likely in store” (แปลไทยได้ว่า “น่าจะมีอยู่ในร้านนะ”) แต่พอถามพนักงาน ก็หาไม่เจอ.. สุดท้ายก็เลยต้องไปสั่งซื้อออนไลน์…
…แต่ว่านะ… ตั้งแต่ได้หนังสือมา ก็ยังไม่ได้อ่านเลย…
จนกระทั่งวันที่ประกาศรายชื่อหนังที่ได้เข้ารอบสุดท้ายของ Oscar และเห็นชื่อ “The diving bell and the butterfly” ก็ตกใจ ไม่คิดว่าเขาจะทำหนังแล้ว… รับเช็คทันทีว่าหลุดโรงไปหรือยัง … ไม่รู้ว่าเพราะเป็นหนังฝรั่งเศส หรือกระแสไม่แรง.. เรื่องนี้จึงเข้าแค่โรงหนังเล็กๆ ที่มักจะฉายแต่หนัง Indy หรือ หนัง art (คงคล้ายๆ house rama ที่ไทยล่ะมั้ง) แต่ก็แปลกนะ.. ทั้งที่เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศส (พูดฝรั่งเศสทั้งเรื่องเลย แต่มี subtitle ภาษาอังกฤษให้นะ) แต่กลับไม่ได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ…

The diving bell and the butterfly เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวและจินตนาการของ Jean-Dominique Bauby ในมุมมองของผู้แต่งเอง .. ใช่.. ในมุมมองของ Jean-Dominique Bauby เองเลย…

ก่อนอื่น คงต้องมารู้จักกันก่อนว่า Jean-Dominique Bauby คือใคร?

Jean-Dominique Bauby เป็นชาวปารีส และเป็น บก. นิตยสาร Elle ของฝรั่งเศส.. ในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1995 ซึ่งขณะนั้นเขาอายุ 43 ปี อยู่ๆ เขาก็เกิดอาการช็อคและสลบไป 20 วัน เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเขาเป็นอัมพาตตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยที่เขาสามารถทำได้แค่กระพริบตา และขยับลิ้นและปากได้นิดหน่อย (นิดจริงๆ ) เขาไม่สามารถที่จะพูดสื่อสารกับใครได้ และเขาก็เหลือเพียงแค่ตาซ้ายที่จะใช้มองดูสิ่งรอบตัวเขา และสื่อสารกับผู้คน อาการของเขาถูกเรียกว่า “locked-in syndrome” และไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับเขาได้ ฌองไม่สูบบุหรี่ ไม่ค่อยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และครอบครัวไม่มีประวัติเกี่ยวโรคทางนี้ ไม่มีอะไรที่เป็นสัญญาณบ่งบอกเลยว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นกับเขาได้…
หนังสือ The diving bell and the butterfly เป็นหนังสือที่เขาแต่งขึ้นในสภาวะ “locked-in syndrome” วิธีการเขียนของเขาคือ เขาจะกระพริบตาเพื่อบอกตัวอักษรทีละตัว และให้ผู้ช่วยของเขาบันทึก! ว่ากันว่า หนังสือเล่มนี้ต้องใช้การกระพริบตาราวๆ 2 แสนครั้ง และใช้เวลาราวๆ 2 นาทีในการสร้างคำหนึ่งคำ

The diving bell and the butterfly ฉบับภาพยนตร์ เปิดเรื่องด้วยภาพฟิล์ม x-ray กระดูกทั่วร่างกาย และรายชื่อนักแสดงนำ ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง…. นำเสนอด้วยตัวอักษรที่เหมือนกับเขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินที่กดหนักๆ ซ้ำไปมา .. ทำให้เรารู้สึกถึงความเครียด ความกังวล… และเมื่อเครดิตต้นเรื่องจบ ก็จะเป็นภาพมุมมองของ ฌอง โดมินิค โบบี้ ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นครั้งแรก หลังจากที่สลบไปนานถึง 20 วัน… เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็สับสนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา คนรอบตัวต่างก็พูด บอก ถาม สารพัดโดยที่เขาไม่สามารถที่จะสื่อสารตอบกลับได้เลย…

เราเคยคิดว่า ถ้าเราต้องอยู่ในสภาวะพิการ เราจะทำยังไง เคยพยายามที่จะฝีกอะไรหลายอย่างที่เพื่อที่จะชดเชยกับความพิการในแต่ละส่วน แต่สิ่งหนึ่งที่เราคาดไม่ถึงคือ.. ความสับสน และความทรมานที่จะเกิดขึ้น

10 นาทีแรกของหนังเรื่องนี้ เล่าถึงความทรมานของ ฌองโด (Jean-Do เป็นชื่อที่หมอและพยาบาลเรียก Jean-Dominique Bauby ) ได้ดีมากๆ ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของฌองโด เหมือนกับว่า เราคือฌองโดนั้นเอง..
นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำเราร้องไห้ตั้งแต่ 10 นาทีของเรื่องเลย
อยู่ๆ ก็มีคนมาบอกว่าให้มองตามแสง แล้วก็บอกว่าคุณโชคดีนะ แล้วก็ร่ายยาวสารพัด.. หัวเราะหึ หึ โดยที่เราไม่ได้รู้สึกขำหรือยินดีอะไรไปด้วยกับเขาเลย… มีสารพัดคนมาจับ มาสัมผัสร่างกาย ขยับไปมาโดยที่เราไม่รู้สึกถึงสัมผัส แต่ได้เห็นภาพ แล้วจากนั้นก็มีคนมายุ่งกับตาขวา แล้วก็บอกว่าต้องปิดตาขวา บอกว่าไม่รู้สึกเจ็บหรอก แป๊ปเดียวก็เสร็จ… ขณะที่เสียงในใจพยายามจะบอกว่า อย่าทำนะ อย่าทำ เอามือออกไป แต่เขาก็ไม่ได้ยิน และเห็นภาพเปลือกตาขวาตัวเองกำลังถูกเย็บปิดให้มืดสนิท… ทางร่างกายมันไม่รู้สึกเจ็บ แต่มันทรมานในจิตใจ กับภาพที่เห็นต่อหน้าต่อตา.. และการที่ไม่สามารถแสดงออกถึงความไม่ต้องการนั้นได้

ไม่แปลกหรอกที่ประโยคแรกที่ฌองโดสื่อสารออกมาเป็นประโยคแรก หลังจากที่เขาเรียนรู้การสื่อสารเป็นคำ (นอกจาก yes/no) คือ.. I……..w..a..n..t……..d..e..a..t.h….

หลังจากฟื้นได้ไม่ได้นาน.. ฌองโดเรียนรู้วิธีที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ ด้วยการกระพริบตา โดยขั้นแรก พยาบาลพิเศษ (ไม่แน่ใจว่าเป็นพยาบาลด้วยหรือเปล่า แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการหัดการสื่อสารให้กับบุคคลที่มีปัญหาด้านการพูดน่ะ) อธิบายว่า ให้เขากระพริบตาหนึ่งครั้งสำหรับคำตอบที่เป็น yes และกระพริบตาสองครั้งสำหรับคำตอบที่เป็น no … ดังนั้นทุกคำถามที่จะถามเขาในช่วงต้นจะต้องเป็นคำถามที่ตอบว่า yes หรือ no เท่านั้น

หลังจากนั้น คุณพยาบาลพิเศษ (ขออภัย จำชื่อเธอไม่ได้เจ้าค่ะ) ก็สอนให้ฌองโดเรียนรู้วิธีที่จะสื่อสารคำพูด ด้วยการที่เธอจะอ่านอักษรโดยเรียงตามลำดับจากอักษรที่ใช้บ่อยมากสุด ไปยังอักษรที่ใช้ในการสร้างคำน้อยสุด (ในภาษาฝรั่งเศส) เมื่ออ่านถึงตัวอักษรที่ต้องการ ให้ฌองโดกระพริบตา 1 ที แล้วเธอจะอ่านอักษรนั้นซ้ำ ถ้าไม่ใช่ก็ให้กระพริบตาสองที หรือถ้าการอ่านนั้นเร็วไป หรือข้ามอักษรที่ต้องการไปแล้ว ให้กระพริบตาถี่ๆ

หนังสือแปลฉบับภาษาอังกฤษ จะให้ลำดับอักษรดังนี้

E S A R I N T U L O M D P C F B V H G J Q Z Y X K W

และถ้าคำนั้นสะกดสมบูรณ์แล้ว ให้กระพริบตาสองครั้งเหมือนเคาะ space bar

วิธีนี้สำหรับพยาบาลพิเศษ คงทำได้ไม่ยาก เพราะประสบการณ์ทำให้เธอมีสติและความอดทน.. แต่กับคนทั่วไปที่มาเยี่ยมฌองโด… บางคนก็พูดเร็วไป บางคนก็เอาแต่มองตัวอักษรไม่ได้มองสัญญาณกระพริบตาจากฌองโด หรือบางคนก็ไม่สามารถที่จะอดทนพอที่จะสะกดทั้งประโยคได้…

Jean-Dominique Bauby กับผู้ช่วยของเขา
Jean-Dominique Bauby กับผู้ช่วยของเขา

เรื่องการสื่อสารของฌองโด เป็นจุดหนึ่งที่ตัวหนังทำได้ดีมากๆ เขาใช้ลักษณะของการกระพริบตาในงานตัดต่อเป็นการเล่าเรื่องเสมือนให้คนดูเป็นฌองโดซะเอง ทำให้เราสัมผัสความเป็นฌองโดได้มากกว่าตัวหนังสือหรือเพียงแค่ภาพที่เห็น มีบางครั้งที่เราเผลอกระพริบตาไปด้วยกับสัญญาณของฌองโด

ฌองโดเปรียบภาวะ “locked-in syndrome” ว่าเหมือนกับชุดประดาน้ำที่หนักอึ้ง กักขังเขาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน และค่อยๆ ลากเขาจมดิ่งสู่ความมืดมิดของมหาสมุทร แต่กระนั้นชุดประดาน้ำก็ไม่สามารถกักขังจินตนาการของเขาที่โบยบินไปได้ทุกที่เหมือนดั่งผีเสื้อ

ทั้งหนังสือและภาพยนตร์จะเล่าถึงการที่เขามีความสุขกับจินตนาการของเขา เมื่อเวลาที่กายเขาได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว กับคนที่เขารัก แต่ใจเขาคิดถึงความทรงจำที่เขาสามารถสัมผัสทางกายคนที่เขารักได้ และก็มีความสุขกับสิ่งเหล่านี้…
… เคยไปอ่านรีวิวหนังสือที่เวปหนึ่ง.. มีคนหนึ่งให้คะแนนหนังสือเล่มนี้แค่ดาวเดียว (จาก 5 ดาว) บอกว่าผิดหวังกับหนังสือเล่มนี้มาก เขาคิดว่าจะเป็นหนังสือที่ให้กำลังใจชีวิต หรือมีความมหัศจรรย์อะไรกับชีวิต.. แต่มันกลับกลายเป็นเหมือนหนังสือธรรมดาที่เขียนโดยคนธรรมดาคนหนึ่ง….

อืม…
.. เราเองก็ยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ.. แต่รู้สึกได้ว่า ถ้าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความรู้สึกของคนธรรมดาคนหนึ่ง เราก็คงไม่ซาบซึ้ง ไม่รู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของหนังสือเท่าไร แต่หลังจากที่ดูหนังแล้ว เราคิดว่า ถ้าเราอ่านหนังสือด้วยความรู้สึกของฌองโด คิดถึงการที่เขาจะเขียนคำขึ้นมาแต่ละคำ และคิดถึงว่า การที่เขาเขียนทุกอย่างมาราวกับคนปกติ… นั่นแหละคือความมหัศจรรย์ของหนังสือเล่มนี้…

คุณค่าของหนังสือ The diving bell and the butterfly ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางที่เป็นตัวอักษรที่ถูกตีพิมพ์ขึ้นมา แต่อยู่ที่กระบวนการการเกิดของหนังสือเล่มนี้ และตัวหนังเรื่องนี้เองเป็นสิ่งที่ตอกย้ำคุณค่าของหนังสือ และทำให้การอ่านหนังสือของเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป….

ฌองโด เสียชีวิต 2 วันหลังจากที่หนังสือของเขาที่เขียนเสร็จแล้วได้รับการตีพิมพ์
ภาพยนตร์เรื่อง The diving bell and the butterfly ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award (Oscar) ครั้งที่ 80 ใน 4 สาขา คือ

เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะแนะนำให้ใครต่อใครได้ดูกัน ไม่ว่าจะเคยอ่านหรือไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนก็ตาม…

เราไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องนี้เป็นหนังให้กำลังใจชีวิตน่ะ แต่มันเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของชีวิต.. ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน ชีวิตต่างก็มีคุณค่าของมันเอง และความสุขของชีวิต บางทีมันก็อยู่กับเรามาตลอด เพียงแต่เราไม่เคยตระหนักถึง

ป.ล. โปสเตอร์หนังเรื่องนี้ เท่าที่เคยเห็นมี 11 แบบ แบบที่เอามาลงในเวปเป็นของสวิตเซอร์แลนด์ ดูเรียบๆ ง่ายๆ แต่มันบอกเล่าอะไรมากมายเลย (ดูแบบอื่นๆ ได้ที่ http://www.movieposterdb.com/movie/401383 )

One Response to “Le Scaphandre et le papillon”

  1. wät Says:

    ถ้าจำไม่ผิด เคยอ่านว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เข้าชิงออสก้า เพราะฝรั่งเศสเลือกส่งอนิเมชั่นเรื่อง persépolis เข้าชิงสาขา best foreign language film แต่สุดท้ายเรื่องนั้นก็หลุดไม่ได้เข้าเสนอชื่อในสาขานี้

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: