« »

“Based on the true story”

by nuch

มีครั้งหนึ่งในคลาส Developing story มีโจทย์หนึ่งให้ทำให้คลาส โดยอาจารย์เอาหนังสือพิมพ์มาหนึ่งฉบับ แล้วให้แต่ละคนเดินมาหยิบหนังสือพิมพ์ไปคนละแผ่น.. ซึ่งเขาบอกว่า จะหยิบหน้าไหนแผ่นไหนไปก็ได้
จากนั้น… อาจารย์ให้เวลา 15 นาทีในการที่จะอ่านหนังสือพิมพ์แผ่นที่ตัวเองหยิบได้ และ ให้คิดเรื่องจากสิ่งที่อ่าน จะมาจากข่าวเดียว หรือผสมหลายๆ คอลัมภ์ก็ได้ …

กลวิธีการคิดเรื่องแบบนี้ จะคล้ายๆ กับวิธีของวินทร์ เลียววาริณ ในหนังสือ “ยาแก้สมองผูก ตราควายบิน” กับ “น้ำแข็งยูนิต ตราควายบิน”

งานนี้ใครได้หน้าข่าวที่เป็นเรื่องเป็นราวดีก็โชคดีไป มีเพื่อนที่ได้หน้าสมัครงาน กับหน้าโฆษณา ก็บ่นกับอาจารย์ว่าเขาจะเขียนเรื่องได้ยังไง อาจารย์ก็ยิ้มๆ ให้ลองดู

หลังจากผ่าน 15 นาทีไป อาจารย์ก็ให้แต่ละคนมา pitch story ที่คิดไว้..

มีเพื่อนคนหนึ่งที่ได้หน้าข่าวสัมภาษณ์บุคคลประมาณชีวิตต้องสู้ .. เขาก็เขียนเรื่องเกี่ยวกับการสู้ชีวิตของคนคนนี้ ตอนพรีเซนต์ เขาก็พูดขึ้นมาว่า “This is based on the true story”…

และก็คงตรงกับเรื่องที่อาจารย์อยากพูด ณ วันนั้นมาก…

คำถามแรกที่อาจารย์ถามคือ..
“คำว่า Based on the true story มีผลต่อการเล่าเรื่องให้สนุกไหม? และในงานเขียนบท จำเป็นต้องใส่คำนี้หรือไม่?”

คำตอบที่อาจารย์ตอบคือ.. ไม่มีผล.. สำหรับการเขียนบท การเขียนเรื่อง คำว่า “Based on the true story” หรือ “สร้างจากเรื่องจริง” ไม่ได้ช่วยให้การเล่าเรื่องนั้นสนุกขึ้นแต่อย่างใด คำนี้เป็นเพียงคำโฆษณา ส่งผลต่อการตลาดเท่านั้น….

ณ ตอนนั้นเราก็ยังงงๆ หน่อยว่า ทำไมถึงมันส่งผลต่อการตลาด มีให้ผลทางโฆษณาได้นะ ก็คิดไปเองว่า คงเพราะอิทธิพลของ reality show หรือพวก real TV ล่ะมั้ง ซึ่งส่วนตัวแล้ว เราไม่ชอบดูพวกนี้ มีความรู้สึกว่า มันดิบเกินไป…

แต่วันนี้เห็นข่าว.. สงครามนางฟ้าจบ แต่เรื่องของแอร์กี่ยังไม่จบ… คดีฟ้องร้องแอร์กี่เจ้าของงานเขียนชีวิตรันทดที่ถูกดัดแปลงไปเป็นละครเรื่องสงครามนางฟ้า… หลังจากที่ตามอ่านชีวิตรันทดตั้งแต่สมัยที่ลงพันทิบดอทคอม… และเห็นข่าวมาสารพัด… ก็พอจะเข้าใจแล้วว่า คำว่า “based on the true story” มันให้ผลทางการตลาด หรือการโฆษณาได้อย่างไร .. ทั้งหมดนี้ มันเกิดจากความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์นั่นเอง…

ทั้งเรื่องของแอร์กี่, เซ็งเป็ด, Densha otoko… ทำให้เกิดกระแสการค้นหาความจริง พยายามจะรู้ให้ได้ว่า บุคคลในเรื่องคือใคร และก็คงเป็นเหมือนเกมที่ว่า ใครรู้ก่อนก็ชนะ และก็คงภูมิใจกันกระมัง… ก็เลยพยายามเหลือเกินในการสืบค้นเจาะตัว… ยิ่งสืบ ยิ่งถาม ยิ่งเกิดกระแสปากต่อปาก ทำให้เรื่องราวน่าสนใจ และคนเฝ้าติดตามมากขึ้น…

คลาสวันนั้นอาจารย์บอกว่า.. หนัง ละคร เรื่องราวต่างๆ บนโลกนี้ ล้วนแล้วสร้างจากชีวิตจริงทั้งนั้น แต่ถูกปรุงแต่งสารพัดรูปแบบ แม้กระทั่งหนังที่อ้างว่า based on the true story เอาเข้าจริงๆ ก็มีเรื่องราว องค์ประกอบที่ถูกปรุงแต่งไปเยอะจนผิดไปจากความเป็นจริงก็มาก… การที่นักเขียนจะเขียนเรื่องสักเรื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องที่เขาเขียน ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่เขาได้รับรู้ และถูกปรุงแต่งด้วยจินตนาการที่จะดัดแปลงเรื่องราว ผสม ตัดทอน แทรกเพิ่ม.. แล้วแต่จินตนาการจะพาไป… คำว่า based on the true story ไม่ได้ทำให้ตัวเรื่องมันสนุกขึ้นหรืออะไรเลย เพียงแต่มันสร้างความสนใจ ให้ผู้คนหันมามองเรื่องนี้ งานนี้… เท่านั้น…

การใช้คำว่า “Based on the true story” ก็มีข้อเสียที่อันตรายอย่างยิ่ง.. ก็คือ ความรับผิดชอบต่อสังคม.. หากเรื่องราวที่เขียนออกไป ถูกรับประกันว่า เป็นเรืองจริง.. แต่ว่า.. เมื่อโดนดัดแปลงปรุงแต่งไปด้วยจินตนาการของนักเขียน.. ความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมนั้นได้… โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเกิดขึ้นกับบุคคล หรือถ้าเป็นเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์.. ซึ่งความเข้าใจผิดที่เปลี่ยนไปนี้ อาจจะเป็นเรื่องของการหมิ่นประมาท.. และอาจจะเป็นเรื่องของการทำลายเกียรติและศักดิ์ศรี ทั้งของบุคคล องค์กร สถานที่ หรือกระทั่งความเชื่อ.. จะรับผิดชอบไหวหรือ?

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: