« »

10,000 B.C.

by nuch

10,000 B.C.

10,000 ปีก่อนคริสตกาล

เห็นโปสเตอร์ครั้งแรกก็ไม่ได้สนใจจะดูเท่าไร..   เห็นแมมมอธ เสือเขี้ยวดาบ ก็รู้แล้วว่า งานนี้ cg กระหน่ำแน่ๆ  แต่ความที่เราไม่ชอบดูหนังเกี่ยวกับชนเผ่า มนุษย์หิน มนุษย์ถ้ำเสียเท่าไร…  ก็ไม่ได้สนใจจะดูแต่อย่างใด…   แต่พอเห็น teaser ก็คิดว่า เรื่องนี้อาจจะเป็นแบบ 300 ที่มาฟอร์มใหญ่.. แต่.. ทำให้เราผิดหวัง

แต่.. ที่สุดก็ไปดูจนได้..  หลังจากที่หนังเข้ามาเป็นเดือนแล้ว..   จะว่าดูตามกระแสก็ใช่  เห็นที่ไทยพูดถึงกันเยอะ  และก็มีเพื่อนบอกว่าเราควรดูนะ…  ก็เอ้า..  ดูก็ดู

พอดูหนังจบ…  เรารู้สึกว่า เราได้กลิ่น Princess Mononoke แฮะ.. 

ถ้าถามว่าชอบไหม .. ถ้าตัดบทหวานเวอร์ตอนต้นกับตอนจบ ชอบนะ  ชอบมากกว่า 300 .. แต่ในแง่การเล่าเรื่อง ตัวบทหนัง..  มันก็คือหนังสูตรดีๆ นี่เอง  มาครบแทบจะทุกสูตรที่เรียนตอนเขียนบทเลย..  โดยเฉพาะ “dynamite at the foot of the bed” เนี่ย…  มาไม่เนียนเลย..  แต่ก็ดูได้เรื่อยๆ สนุกไปกับเรื่องได้นะ

ในส่วน cg ก็มีหลุดบ้างล่ะ สำหรับงานใหญ่ขนาดนี้..  แต่ยังน้อยกว่า และไม่น่าเกลียดเท่า 300  .. ส่วนที่ชอบที่สุดคือเสือเขี้ยวดาบ  (ในเรื่องใช้คำว่า Spear Tooth) แม้จะโผล่มานิดเดียว แต่เราว่าเป็นฉากที่ท้าทายทีม cg สุดๆ มีทั้งเรื่องของน้ำ ฝน ขน ทั้งเปียกทั้งแห้ง และเรื่องของ animate…   ชอบในส่วนของ animate สุดเลย…   ให้ความรู้สึกของแมวยักษ์ที่มีน้ำหนักแต่ตีนเบาดีมากๆ   เทียบกับสัตว์เด่นของเรื่องคือเจ้าแมมมอธ (ในเรื่องเรียกว่า Mannack)  ที่ดูน่าจะตัวใหญ่หนัก แต่เวลาวิ่งเนี่ย นึกถึงก้านกล้วยอัดฮีเลียมแฮะ.. (วิ่งเป็นการ์ตูนตัวเบาเลย)   ในเรื่องจัดแสง ทำขน ทำโมเดล texture น่ะ เขาทำได้ดีอยู่แล้วนะ แต่ในส่วน animate เนี่ย เป็นอะไรที่ตะหงิดๆ เราอยู่นะ  แต่ก็ไม่ได้กวนใจเรามากนักหรอก  ถ้าไม่ใช่พวกบ้าเบื้องหลังหนังแล้ว คงไม่รู้สึกว่าความไม่เนียน ไม่สมจริงเนี่ยไปรบกวนการดูเขาเท่าไร..

เราว่า 10,000 B.C. พลาดตั้งแต่ที่การตั้งชื่อเรื่องแล้ว…   ตั้งชื่อว่า หมื่นปีก่อนคริสตกาล..  ทำให้แรกเริ่มเราคิดว่าจะเป็นหนังกึ่งสารคดี  แต่พอเห็นคนสู้กับแมมมอธ..  ก็ไม่ใช่แล้ว..  จำได้ว่า ไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์ไหนที่ระบุว่าคนกับแมมมอธเคยใช้ชีวิตในยุคเดียวกันเลย..  และยังมีเสือเขี้ยวดาบอีก ที่เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ร่วมยุคกับคน แม้ว่าจะเป็นคนยุคหินได้…   พอเจอจุดนี้ มันก็ขัดแย้งกับชื่อเรื่อง ทำให้ความรู้สึกสมจริง หรือความรู้สึกเชื่อว่าจะเป็นจริงได้ ไม่มีไปกว่าครึ่งแล้ว..  แม้ว่าเขาจะเปลี่ยนชื่อเรียกสัตว์ก็เถอะ…  แต่พอเล่าเรื่องไป.. มันก็แปร่งๆ นะ..  เพราะที่เคยร่ำเรียนมา พัฒนาการของคน จากการเป็นผู้ล่า มารู้จักสร้างเครื่องมือ และรู้วิธีทำการเพาะปลูก  ก็ห่างกันโขนะ  และยิ่งมาถึงขั้น รู้จักปลูกบ้าน หรือสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่..  มันไกลกันมากเป็นหลายพันปีเลย…  แต่ทั้งหมดนี้ กลับมาผสมอยู่ในเวลาเดียวกันหมด..  ก็ให้รู้สึกแปร่งๆ ไปสำหรับเรา…  เออ ถ้าเรื่องนี้ ใช้อีกชื่อ ทำให้รู้สึกว่า เป็นโลกจินตนาการที่อาจจะมีจริงในมิติหนึ่ง  เราก็คงจะสนุกกว่านี้…

ส่วนที่บอกว่า มันมีกลิ่นคล้าย Princess Mononoke … ก็คือเรื่องของมนุษย์กับธรรมชาติ…   ตรงจุดนี้แหละ ที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้…   ใครที่เคยดู Princess Mononoke ก็คงรู้สึกว่า การ์ตูนเรื่องนี้พยายามสื่อถึงความเจริญทางเทคโนโลยีของมนุษย์ได้ไปทำลายธรรมชาติ  สร้างความเดือดร้อนให้กับธรรมชาติ และที่สุดแล้ว ก็สู้ธรรมชาติไม่ได้…
ในเรื่องหมื่นปีก่อนคริสตกาลก็เช่นกัน…    เราก็รู้สึกคล้ายๆ อย่างนั้น…

รู้สึกเหมือนหนังจะมีอารมณ์กึ่งๆ ประชด ไม่ก็ด่ามนุษย์ที่หลงคิดว่าตัวเก่งกว่า มีความเจริญมากกว่า ทำตัวเสมือนหรือเทียบเท่าพระเจ้า..  สุดท้าย ก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา ที่พ่ายแพ้ต่อพลังธรรมชาติ.. 

บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า  จริงๆ แล้ว พระเจ้าก็คือ ธรรมชาติ หรือเปล่านะ?  อย่างในศาสนาพุทธ สิ่งที่สูงสุดคือ ธรรม  ซึ่งธรรม ก็คือ ธรรมชาติ…

เราชอบบทในแง่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เขากำลังบอกเล่าความนัยอะไรสักอย่างนะ..  แต่ไม่ชอบที่เขาเอาใจอเมริกันชน.. (หลังจากที่หักหลังอเมริกันชนใน “วันมะรืนนี้ (The day after tomorrow) ” ไปแล้ว…)  ส่วนตัวแล้ว เราไม่ชอบจบแบบ Happy Ending…  ซึ่งมันก็ขัดแย้งกับความชอบของคนอเมริกันซะด้วย…  แต่กับเรื่องนี้.. ฉากจบ.. เป็นอะไรที่..  อยากบอกว่า.. เห่ยอ่ะ..   มุขนี้… เห่ยไป…  อาจจะเป็นเพราะเขาวางพื้นตัวละครฝ่ายหญิงให้คนดูรู้จักอ่อนไปมาก  จนไม่มีความรู้สึกว่าจะสามารถเป็นอะไรเช่นนี้ได้…  จะว่าไป.. การวาง background ของเรื่อง ของตัวละคร น่าจะเป็นข้อเสียอันดับต้นๆ อีกจุดของหนังเรื่องนี้นะ…  จะว่าบทหลวมก็ใช่…  ตอนดูก็มีข้อสงสัยอะไรหลายอย่าง แต่.. ความที่ไม่อินกับเรื่องมาก  ข้อสงสัยทั้งหมด ก็เลยไม่ใช่ประเด็นใหญ่อะไร…

สรุปแล้ว..  หมื่นปีก่อนคริสตกาล..  ถ้าดูเรื่อยๆ ฆ่าเวลา เอาสนุก ก็คงได้… สาระพอมีบ้าง  เรื่องนี้ไม่น่าจัดอยู่ในหนังที่ดูจบแล้วอยากขอเงินคืน ไม่ก็ขว้างแก้วโค้กใส่…   ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วเสียอารมณ์  แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วจะเก็บความประทับใจไปนานเช่นกัน…

4 Responses to “10,000 B.C.”

  1. ม้าลายกระป๋อง Says:

    ตอนดูก็อุตส่าห์แอบเดาว่าตัวร้ายหัวหน้าที่ประคมประหงมนางเอกนั้น
    แท้จริงแล้วเป็นพ่อที่พลัดหลงกันเมื่อครั้งกระโน้น
    ทำให้นางเอกต้องเป็นเด็กกำพร้าไปอยุ๋อีกหมูบ้านนึง
    ที่ไหนได้ ตัณหาจัดดีๆนี่เอง ไอ้เราก็เอาใจช่วย
    แถมไม่ได้แล้วยังพาลอีก .\/.
    เรื่องนี้ดูแล้วเหมือนเรียน Crossing boarder
    เอาวัฒนธรรมหลากหลายมาผสมปนเป จนไม่รู้ว่าจะเรียกว่ามั่วได้มั้ย
    เพราะแต่ละอันก็ดูแน่นดีไม่เปะปะ คือผสมแต่แยกกัน
    ขำตรงไอ้ฟ้อนเล็บเนี่ย
    อย่างฮา
    นางเอกตาสวย ชอบ

  2. ม้าลายกระป๋อง Says:

    เอ ที่ว่าเอาใจอเมริกันชนนี่ยังไงอ่ะ
    รอบที่ดุมีคุณยายน่าจะสัก 7-80 ตีตั๋วมาดูคนเดียวด้วย

  3. nuch Says:

    หมายถึงจบเอาใจคนดูมะกันน่ะ.. คนอเมริกันชอบจบแบบ happy ending น่ะ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ มันน่าจะจบตั้งแต่….(กด ctrl+A) spoil นะ ตั้งแต่นางเอกหม่องเท่งรอบแรกแล้ว ดันมีมุขต่อลมหายใจด้วยแม่เฒ่า.. มันเห่ยอ่ะ… ไม่เข้าท่า.. พยายามจะให้ happy ending เกินไป…
    แต่เท่าที่อ่านรีวิวหลายที่ หลายคนก็ผิดหวังกับงานนี้เยอะนะ เหมือนกับบทมันฝืนเรื่องเกินไป แต่ก็ยังพอจะดูให้สนุกได้ล่ะ…

  4. Noopook Says:

    ยังไม่ได้ดูน่ะ เลยช่วยแสดงความเห็นอะไรไม่ได้ แต่พอจะมีความเห็นเกี่ยวกับตรงที่นุชบอกว่า

    “บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า จริงๆ แล้ว พระเจ้าก็คือ ธรรมชาติ หรือเปล่านะ? อย่างในศาสนาพุทธ สิ่งที่สูงสุดคือ ธรรม ซึ่งธรรม ก็คือ ธรรมชาติ…”

    ในความคิดเรา ธรรมชาติ เป็นสภาวะแวดล้อมที่มีความคงตัวอย่างหนึ่ง มีกฏเกณฑ์บางอย่างคงที่ ซึ่งพระเจ้าสร้างขึ้นและทำให้คงที่ไว้เพื่อให้เราเฝ้าสังเกตุ ได้เรียนรู้ สามารถอยู่ร่วมกับมันและมี”ทางเลือก”ของตัวเองได้

    ธรรมชาติเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับปาฏิหารย์ อันนั้นคือการที่พระเจ้ายกเลิกกฏเกณฑ์บางอย่างเพื่อบางกรณี ถ้าพระเจ้าผู้สร้างสรรค์ ปรับเปลี่ยนกฏใหม่ หรือสร้างปาฏิหารย์ใหม่ที่ต่างจากเดิมทุกวัน วันนี้ไฟร้อน พรุ่งนี้ไฟเย็น วันนี้มี 24 ชั่วโมง พรุ่งนี้มี 96 น้ำตาลเดี๋ยวหวานเดี๋ยวเปรี้ยว วันนี้แรงโน้มถ่วงทำงาน พรุ่งนี้ทำงานย้อนกลับ พอไม่มีความคงที่ เราเองคงงง และสุดท้ายก็ไม่สามารถจะตัดสินใจหรือทำอะไรได้ ทางเลือกที่ว่ามีก็จะกลายเป็นไม่มี ที่จะเป็นปาฎิหารย์ก็จะกลายเป็นโกลาหลซะแทนล่ะมั้ง

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: