« »

น้ำตา 1 ลิตร

by nuch

เห็นพันทิบดอทคอมพูดถึงกัน และบล็อคของหลายๆ คนก็พูดถึง ก็ตั้งใจว่าจะตามดู ปรากฎว่า เวปที่เราใช้ดูทีวีไทยประจำ มันไม่มีช่อง TPBS … ก็เอาวุ้ย ไปหาโหลดจนได้แหละ

แต่กว่าจะโหลดเสร็จนะ.. ก็หลังพ้นภาวะวิกฤติ… ทั้งร่างกายและสภาพจิตใจเหมือนจะยังไม่ฟื้นสภาพเท่าไร ก็เลยตั้งใจว่าจะดูเรื่องนี้ เพื่อจะให้น้ำตานอง ร้องไห้ระบายสิ่งที่ค้างคาได้บ้าง … แต่ว่านะ… ดูไป 3 ตอนแรก..​ เรากลับนิ่ง..

บันทึกน้ำตา 1 ลิตร (1 litre of tears หรือชื่อญี่ปุ่นว่า่ Ichi Rittoru no Namida) สร้างจากเรื่องจริงของเด็กผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรค spinocerebellar ataxia ซึ่งเป็นโรคที่ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาได้ อาการของโรคเกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำให้สมองส่วนน้อย (cerebellum) เสื่อมสภาพลง และที่สุดก็ส่งผลให้กับการทำงานของร่างกายในส่วนที่เป็นการทำงานอย่างอัตโนมัติ เช่นการควบคุมการทรงตัว การควบคุมกล้ามเนื้อ การหายใจ… โรคนี้ไม่ได้ทำให้คนไข้พิการทางสมองในด้านความรู้สึกนึกคิด หรือสติปัญญา แต่สิ่งที่คนไข้เผชิญ ก็คือการที่จะต้องมารับรู้การเสื่อมสภาพของร่างกายที่เร็วกว่าปกติ สิ่งที่เคยทำได้ก็เริ่มค่อยๆ ทำอะไรไม่ได้ทีละเล็กทีละน้อย และที่สุดก็รอวันที่ชีวิตตัวเองจะสิ้นสุดลง
Aya มารับรู้ว่าเธอเป็นโรคนี้เมื่อเธออายุ 15 ปี ในช่วงเวลาที่น่าจะเป็นช่วงที่ดีที่สุด มีความสุข ความสนุกนานมากที่สุดของวัยรุ่น.. คุณหมอที่รักษาเธอ แนะนำให้เธอเขียนไดอารี่ บันทึกเรื่องราว สิ่งที่ทำได้ทำไม่ได้ในแต่ละวัน ซึ่งต่อมาบันทึกนี้ได้ถูกตีพิมพ์และเป็นกำลังใจให้ใครต่อใครหลายคน

จะหาว่าเราโหด ใจดำก็เถอะนะ..
ดูเรื่องนี้แล้วอดไม่ได้ที่จะไปเปรียบกับ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อฉบับภาพยนตร์ (Le Scaphandre et le papillon)… เรากลับชอบ และหลั่งน้ำตาให้กับภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่องนี้มากกว่า เพราะเขาทำให้เรารู้สึกถึงภาวะ lock-in syndome จริงๆ
แต่…
กับบันทึกน้ำตา 1 ลิตรใน 3 ตอนแรกที่ดู… เรากลับรู้สึกถึงสูตรสำเร็จของหนัง drama .. มีความรู้สึกว่า มีการแปลงเรื่องราว แปลงบทบาทหน้าที่ของคนในครอบครัว และคนรอบตัวมากไปยังไงไม่รู้ รู้สึกถึงการ setting น่ะ และคง setting ไม่เนียนด้วยล่ะมั้ง ก็เลยหงุดหงิดหน่อยๆ กับการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลของครอบครัวในตอนต้นเท่าไร… แต่ก็เข้าใจในเหตุผลของคนทำละครนะว่า จำเป็นต้องแปลงเรื่องราวบ้าง.. เพื่อสื่ออารมณ์กับคนดูให้มากที่สุด…

ใน 3 ตอนแรก คนที่ทำให้เรารู้สึกเศร้า และสงสารมากที่สุดกลับเป็นน้องรอง ลูกสาวคนที่ 2 ของบ้าน ที่ชื่อ Akko …

บันทึกน้ำตา 1 ลิตร มาเรียกน้ำตาเราได้ในตอนที่ 6 ก็ด้วยเพราะหนู Akko เนี่ยแหละ ที่สั่งสอนน้องชาย และได้แสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเอง ทั้งความเจ็บปวด และความอดทนต่างๆ รวมถึงความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของทุกๆ คน.. เรียกว่า เป็นฉากที่แทงใจดำเรายังไงไม่รู้ น้ำตาก็เลยพรูออกมาเลย…

แต่ว่า..​ในตอนที่ 7 กลับเรียกเสียงหัวเราะเราได้ ด้วยบุคลิกของพระเอก.. (หน้าตาเหมือนส่วนผสมของอนันดา กับคาเนชิโร่ แฮะ) ก็ตามสไตล์พระเอกญี่ปุ่นที่เป็นสูตรสำเร็จ.. ต้องนิ่งๆ เงียบๆ เก๊กๆ เป็นคนเย็นชาในตอนแรก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่รักทุ่มเท… อ้อ แล้วก็ต้องเป็นคนที่มีกำลังขาแข็งแรงด้วยนะ เพราะวิ่งทั้งเรื่อง… มีอะไร ก็ต้องวิ่ง วิ่ง วิ่ง

แหม..  แต่ไม่ได้ว่าละครเรื่องนี้ไม่ดี ไม่สนุกนะ  เรื่องนี้ทำเราดูจนจบรวดเดียว และต่อมน้ำตาแตกได้แหละ 

สิ่งที่ชอบมากที่สุดของละครเรื่องนี้คือ การสร้างกำลังใจที่เกิดจากตัวเอง และคำถามที่ว่า “คุณมาเป็นหมอเพราะอะไร”

ถ้าเราได้อ่านหนังสือ หรือดูละครเรื่องนี้ ด้วยความรู้สึกนึกคิดแบบที่รู้สึกอยู่นะตอนนี้..
ถ้าได้รู้จักเรื่องนี้ในสมัย ม. ต้น..   เราก็คงตัดสินใจเลือกเรียนสายวิทย์ และคงเป็นหมอตามที่พ่อแม่หวัง อย่างไม่ลังเล และไม่กลัวอะไร..
ถ้าได้รู้จักเรื่องนี้ในสมัย ม.ปลาย..  เราก็คงตัดสินใจเรียนพิเศษฟิสิกส์ เคมี ชีวะ และคงพยายามที่จะเรียนด้านแพทย์ หรือเทคนิคการแพทย์ หรือ..  มุ่งเรียนด้านจิตวิทยา.. ไม่ก็วิศวกรรม เพื่อสร้างเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์
ถ้าได้รู้จักเรื่องนี้ได้สมัยเรียนป.ตรี..  เราก็คงมีกำลังใจเรียนมากกว่านี้ และคงจะไม่พูดออกไปว่า จะไม่ทำงานด้าน Industrial design อีกต่อไป..  เราคงอยากที่จะทำงาน พัฒนาอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ เพื่อช่วยเหลือคนพิการ… 
แต่…
เรารู้จักเรื่องนี้ ในเวลาที่เราตัดสินใจแล้วว่า เราจะเดินทางไหน…  งั้น..สิ่งที่เราทำได้มีอะไรบ้างล่ะ?

ตอนที่ดูละคร ฉากที่กายภาพบำบัด..  ดูแล้วก็นึกถึงตอนที่ยังศึกษาเกี่ยวกับ motion capture นั่งอ่าน textbook ซึ่งก็จะมีพูดถึงการเอา Motion capture ไปช่วยในทางการแพทย์ ในการศึกษาการเคลื่อนของคนไข้รูปแบบต่างๆ…

สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ ก็คงมีแค่ ทำเรื่องราว ที่ส่งต่อกำลังใจ และให้ความรู้ความเข้าใจ..  เท่านั้นกระมัง..

ที่จริง อยากเขียนเกี่ยวกับละครเรื่องนี้แบบตอนต่อตอนเลยนะ…  แต่ว่า..  ให้เขียน ให้พูดคนเดียวก็คงไม่สนุก…  และก็ไม่รู้ว่ามีใครได้ดู หรือติดตามทุกตอนหรือเปล่า 

ตอนที่อยากพูดถึงมากที่สุด นอกจากตอนที่ 6 ที่ทำเราน้ำตาไหลพรากๆ..  ตอนที่ 7 ที่ทำเราอมยิ้มขำๆ แล้ว… ก็มีตอนที่ 8 ที่ใช้ชื่อตอนชื่อเดียวกับชื่อละครเลยว่า 1 litre of tears  …  เป็นตอนที่โดนใจเราอีกตอน ว่าด้วยเรื่องของเพื่อน และความเหนื่อยล้าในการถนอมน้ำใจกันในระยะยาว…

ถ้าตามอ่าน blog เรามาตลอด จะเข้าใจเลยว่า ทำไมตอนที่ 8 ถึงได้โดนใจเรานัก… 

ขอเก็บเรื่องราวของตอนที่ 8 ไว้จนกว่าตอนที่ว่าจะได้ออกอากาศที่ไทย แล้วค่อยมาคุยกันต่อพร้อมเพลงแล้วกันนะ

ที่จริง อยากอ่านฉบับหนังสือนะ ที่เป็น diary ที่ Aya เขียนเองเลย  แต่.. เท่าที่รู้มา บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ยังไม่มีแปลเป็นหนังสือภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ  แต่มีแฟนๆ แปลกันเองเป็นภาษาอังกฤษให้อ่าน เช่นที่ http://www.xanga.com/OneLitre?nextdate=3%2f25%2f2006+21%3a27%3a5.560&direction=p 
อยากรู้ว่า หนังสือที่เป็นภาษาญี่ปุ่น มีการตีพิมพ์ยังไง?  เราอยากให้มีการตีพิมพ์แบบที่รักษารูปแบบอักษรที่ Aya เขียนขึ้นมาแต่ละตัวด้วยความพยายามของเขา  อาจจะอ่านยาก แต่อยากให้มีเวอร์ชั่นนี้สักเล่ม อยากอ่านนะ..  แม้ว่าจะเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็อยากจะพยายามที่เรียน ที่จะอ่านให้ได้…

สรุปแล้ว.. ละครน้ำตา 1 ลิตร แม้ว่าเราจะรู้สึกไม่ค่อยชอบในตอนต้นๆ  แต่มันก็เป็นละครที่ดีเรื่องหนึ่ง ที่อยากให้ใครต่อใครได้ดู ได้ชม  มันไม่ใช่ว่า เราเอาความเศร้าของคนอื่นมาเป็นแรงผลักดันในชีวิตหรอกนะ..  แต่เรามองว่า ละครเรื่องนี้ ทำให้ทุกคนรู้ และตระหนักถึงคุณค่าชีวิต  และสำหรับเราเอง..  มันเหมือนกับการได้เปิดมุมมอง ได้เข้าใจในสภาพของคนอีกกลุ่มหนึ่งมากขึ้น  เมื่อมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะไม่มีความรู้สึกกลัว หรือรังเกียจ และที่สุด ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข..

Tags: , , , , , , ,

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: