« »

น้ำตา 1 ลิตร ตอนที่ 8 ว่าด้วยเรื่องของเพื่อน

by nuch

คิดว่า ตอนนี้ที่ไทยน่าจะฉายบันทึกน้ำตา 1 ลิตร ตอนที่ 8 ไปแล้ว เป็นตอนที่ใช้ชื่อตอนเช่นเดียวกับชื่อเรื่องว่า 1 litre of tears..

ตามที่เคยบอกไว้ว่า ตอนที่ 8 นี้ เป็นตอนที่เราอยากพูดถึงมากที่สุด เป็นตอนที่เราอยากสรุปสั้นๆ ว่า “ความเหนื่อยล้าของการถนอมน้ำใจระยะยาว”

ถ้าเราลำดับเวลาไม่ผิด ..  ตอนที่ 8 นี้ น่าจะเป็นช่วงที่อายะและเพื่อนๆ กำลังเรียนชั้นม. 6  เป็นช่วงที่ต้องเตรียมตัวอย่างหนักสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย  แต่ด้วยอาการของโรคที่อายะเป็นนั้น มีแต่จะทรุดหนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่เธอกลายเป็นผู้พิการที่แทบจะเดินด้วยขาตัวเองไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็นเกือบจะตลอดเวลา…  เวลาไปโรงเรียนก็ต้องขอให้เพื่อนๆ ช่วย อายะทำอะไรต่อมิอะไรได้ช้ากว่าคนปกติ ซึ่งส่งผลให้การเรียนการสอนในห้องดำเนินไปได้ช้ากว่าปกติ.. 
สำหรับเพื่อนร่วมชั้น ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิท อาจจะมีบ้างที่รู้สึกรำคาญ รู้สึกว่าตัวเองต้องมาเดือดร้อน และรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเสียเปรียบในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในแง่ที่ว่า อีกไม่นานก็ต้องมีการสอบแข่งขันครั้งใหญ่ ซึ่งสำหรับนักเรียนญี่ปุ่น มันคือการชี้ชะตาอนาคตของตัวเองเลย… 
สำหรับอาจารย์..   ก็คงอึดอัดที่ไม่สามารถสอนตามแผนที่วางไว้ได้ เพียงเพราะนักเรียนคนหนึ่งไปได้ช้ากว่าปกติ ส่งผลให้เพื่อนทั้งห้องต้องรอ
แต่..
สำหรับเพื่อนสนิทล่ะ?…  เราสงสัยนะว่า เพื่อนที่จริงใจต่อกัน เขาควรจะทำยังไงในกรณีนี้?

เหตุการณ์ตอนที่ 8 นี้ เป็นสถานการณ์ที่แม่ของอายะ ถูกขอร้อง (แกมกดดัน) จากอาจารย์ประจำชั้น อาจารย์ใหญ่ และสมาคมผู้ปกครอง ให้พาอายะออกไปเรียนที่อื่น…  ซึ่งตอนแรก แม่ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับอายะ เพราะกลัวลูกจะเสียใจ  แต่..  อายะมารู้เรื่องนี้เอง ตอนที่เธอย้อนกลับมาเอาสมุดที่ลืมไว้ที่ห้องเรียน แล้วก็พบว่า เพื่อนๆ ในห้องกำลังถกกันเรื่องสภาพร่างกายของเธอ เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของพวกเขา..  แต่อะไรก็ไม่น่าเสียใจเท่ากับการที่มาได้ยินเพื่อนสนิทของตัวเองมาว่านินทาลับหลัง… 

ในมุมมองของเรา การที่เพื่อนๆ จะมองว่าเป็นภาระ เป็นอุปสรรคต่ออนาคตของเขา ไม่ผิดหรอกที่จะมองจะคิดอย่างนี้..   น้ำใจที่แท้จริงเป็นเรื่องที่ผู้ให้ต้องเป็นฝ่ายให้เอง ไม่ใช่ถูกเรียกร้องแกมบังคับ..  แต่สิ่งที่เรามองว่าผิด นั่นคือความไม่จริงใจของเพื่อนๆ โดยเฉพาะคนที่เป็นเพื่อนซี้เพื่อนสนิท  อย่างที่พระเอกของเรื่องพูดในฉากที่เพื่อนๆ ในห้องพูดกันเรื่องที่อายะเป็นภาระให้พวกเขา แม้กระทั่งเพื่อนสนิทที่สุดของอายะ ก็ยังพูดออกมาต่อหน้าเพื่อนทุกคนว่า เธอก็เหนื่อยกับการที่ต้องดูแลอายะ และรู้สึกเธอได้สูญเสียอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง  แต่เธอเลี่ยงไม่ได้…  ในฉากนี้ พระเอกได้พูดประมาณว่า  ไม่โหดร้ายกันไปหน่อยหรือที่มาพูดอย่างนี้  ต่อหน้าอายะก็ทุกคนก็ทำตัวเป็นคนดี แม้ว่าอายะจะรู้สึกผิดที่ไปรบกวน แล้วก็บอกขอโทษตลอดเวลา ทุกคนก็เอาแต่พูดว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร  ทำไมไม่มีใครบอกกับเธอ บอกกับอายะเองล่ะถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นล่ะ  อายะเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้สักหน่อย ถ้าทุกคนพูดกับเธอ บอกกับเธอ เธอก็คงหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้

ใช่..  ถ้าบอก ถ้าพูดกับเธอตรงๆ เธอคงไม่ต้องมาเจ็บปวดกับคำพูดลับหลัง ความรู้สึกทรมานจากความรู้สึกผิดที่สร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคน

ในตอนแรกๆ ตอนที่ 1-7  ละครทำออกมาว่า เพื่อนสนิทของอายะเป็นเสมือนเพื่อนแท้ ที่ไม่มีวันทิ้งกัน..  แต่พอมาตอนที่ 8 มันเหมือนหักหลังกันเลยนะเนี่ย…

แล้วมันก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจเราว่า  เพื่อนสนิทของอายะ เขาคบอายะเพราะอะไร?  คนเราเพราะอะไรที่คบกัน เป็นเพื่อนกันนะ?

ก่อนหน้าที่อายะไม่สบาย อายะเป็นเด็กเรียนดี กีฬาเด่น แล้วก็น้ำใจงาม..   เรียกว่าเธอน่าจะเป็นคนเด่นของโรงเรียนได้เลย..  การที่เพื่อนคบเธอ แรกเริ่มอาจจะเป็นเพราะความสามารถของเธอที่จะเอื้อประโยชน์กับเขาหรือเปล่านะ?

สำหรับเรา  เราคบเพื่อนก็เพราะความสนใจในความคิดความอ่านของคนคนนั้น  คบกันที่ความรู้สึกที่ว่า อยู่ใกล้ได้ คุยด้วยสบายใจ..  ไม่ใช่ที่ความสามารถ…  (เคยบอกแล้วมั้งว่า ต่อให้เก่งยังไง ดังแค่ไหน มีชื่อเสียงขนาดไหน  ถ้านิสัยไม่ดี ความคิดความอ่านแคบและไม่เปิดรับสิ่งใหม่..  เราก็คงรักษาระยะไว้แค่คนรู้จัก..  แต่ถ้าเคยทำเรื่องอะไรที่เลวร้ายไว้ล่ะก็ ตัดขาดสัมพันธ์กันได้เลย) คนที่เราเรียกว่าเพื่อน คือคนที่เรารู้สึกว่า เราอยู่ใกล้เขาได้..  ส่วนคนที่เราเรียกว่าเพื่อนซี้ เพื่อนสนิท คือคนที่เรารู้สึกว่าเราไว้ใจเขาได้ คุยกันได้ทุกเรื่อง และเป็นคนที่เราจะอะไรให้กันด้วยความรู้สึกว่าอยากทำ และไม่คิดว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน…
ในชีวิตเรา..  เราโชคดีที่ได้เจอเพื่อนแท้…  เพื่อนที่ไม่ทิ้งกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพไหน สภาวะไหน  และเราก็ได้เจอเพื่อนทรยศ คนที่หักหลังกันบนความไว้ใจ คนที่ทำร้ายเราอย่างแสนสาหัส ชนิดที่ว่า ตายไม่ต้องเผาผี (ไม่ต้องเผาผีจริงๆ นะ  เคยบอกกับเพื่อนซี้ไปว่า ถ้าเราตายไป อย่าให้คนนี้มางานศพเราเด็ดขาด )
เราอาจจะโชคดี ที่ยังไม่เจอเพื่อนที่ทำร้ายร่างกาย หรือหลอกลวงทรัพย์สิน  แต่เราโชคร้าย ที่เจอเพื่อนทำร้ายทางจิตใจ ที่ทำให้เราเข็ดขยาด และปิดใจตัวเองไปช่วงหนึ่ง…

เราจะไม่ค่อยไว้ใจคนที่ทำตัวดูดีตลอดเวลา คนที่ดูเหมือนจะเป็นคนเพอร์เฟค..  เพราะเราไม่มั่นใจในความจริงใจของเขา…  นิสัยเสียของเราอย่างหนึ่ง ในเรื่องของการทำความรู้จักกับเพื่อน โดยเฉพาะคนที่ทำตัวดูดีตลอดเวลา ก็คือ…  พอคบด้วยไปสักพักหนึ่ง เรามักจะหาเรื่อง เพื่อจะดูว่าเขามีลิมิตที่ไหน ต่อไปจะได้ระวังตัวถูก อีกทั้งจะได้รู้นิสัยที่แท้จริงของเขาด้วย… 
และเพราะเรารู้ถึงลิมิตของเพื่อนซี้เรา..  เราถึงระวังเรื่องของความเหนื่อยล้าในการถนอมน้ำใจกันได้  เพราะรู้ว่า เขามีจุดยืนที่ไหน และต้องการ space ขนาดไหน  และเขาก็รู้ว่าเรามีจุดยืนยังไง ต้องการ space แค่ไหน..  ดังนั้นเมื่อถึงจุดที่เป็นลิมิต เราก็กล้าที่จะพูดคุยกันตรงๆ อาจจะรู้สึกเจ็บ กับการพูดตรงๆ ในบางครั้ง แต่ถ้าไม่พูด เราก็จะไม่รู้ตัวกันและที่สุด ก็เสียเพื่อนกันไป…

เพราะมุมมองการคบเพื่อนของเราเป็นแบบนี้ ก็เลยทำให้เรามองว่า อายะกับเพื่อนสนิทของเธอ เหมือนจะยังไม่ใช่เพื่อนแท้ เหมือนจะยังไม่มีความจริงใจต่อกันมาก และก็ไม่ได้ศึกษาถึงลิมิตของกันและกัน ที่สุดก็จบลงที่เรื่องเศร้า…

สำหรับคลิปวิดีโอที่เอามาลงนี้ เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากที่อายะไปพูดหน้าห้องในวันสุดท้ายที่เธอมาโรงเรียน (เธอตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนนี้แล้ว) เธอพูดถึงอาการป่วยของเธอ และความเดือดร้อนของเพื่อนๆ ที่ต้องมาเผชิญทุกข์ไปกับเธอ อายะทั้งขอโทษและขอบคุณเพื่อนๆ ที่ให้ความช่วยเหลือมาจนถึงที่สุดที่ต้องมีวันนี้..   หลังจากที่อายะพูดจบ เธอก็ออกจากห้องเรียนไป โดยที่ทั้งเพื่อนและอาจารย์ต่างก็นิ่งไปสักพัก  จากนั้นพระเอกของเรื่องก็ตัดสินใจวิ่งออกไปส่งอายะที่หน้าประตูโรงเรียน โดยมีเพื่อนๆ วิ่งตามกันออกไป  พอไปถึง เพราะความที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร จะส่งความรู้สึกยังไง จึงร้องเพลง 3 gatsu 9 ka ซึ่งเป็นเพลงที่อายะต้องมาทำหน้าที่ควบคุมการร้องประสานเสียง เป็นกิจกรรมแรกที่เธอต้องทำเมื่อแรกเริ่มที่เธอรู้จักเพื่อนๆ ที่โรงเรียนนี้ และห้องเรียนนี้…

3 gatsu 9 ka แปลว่า วันที่ 9 เดือน 3 ..   วันนี้มันสำคัญยังไงน่ะหรือ?  ว่ากันว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ในญี่ปุ่น จะมีพิธีจบการศึกษาในวันที่ 9 มีนาคม…
ความหมายของเพลงนี้ จึงให้ความรู้สึกของความเป็นเพื่อน ความฝันในอนาคต และกำลังใจในชีวิต… 
นอกจากเพลงนี้จะแสดงถึงความผูกพันระหว่างอายะกับเพื่อนๆ แล้ว.. ยังมีความหมายที่ดี เข้ากับเหตุการณ์อีกด้วย…  (ถ้าพระเอกไม่เก๊ก เราคงน้ำตาซึมกับฉากนี้ได้แหละ)

สำหรับน้ำตา 1 ลิตร ตอนที่ 8 เป็นอีกหนึ่งตอนที่ทำเราน้ำตาซึม (ฉากที่อายะเผชิญความรู้สึกจริงๆ ของเพื่อน) และเป็นอีกตอนที่ว่าด้วยเรื่องของเพื่อน ที่โดนใจเราหน่อยๆ และทำให้เราสงสัยว่า คนเราคบกัน เป็นเพื่อนกัน ให้ความช่วยเหลือกัน เพราะอะไรกันนะ? ความจริงใจ มันเกิดขึ้นได้ยากนักหรือ?


3月9日
レミオロメン

流れる季節の真ん中で
ふと日の長さを感じます
せわしく過ぎる日々の中に
私とあなたで夢を描く

3月の風に想いをのせて
桜のつぼみは春へとつづきます

溢れ出す光の粒が
少しずつ朝を暖めます
大きなあくびをした後に
少し照れてるあなたの横で

新たな世界の入口に立ち
気づいたことは 1人じゃないってこと

瞳を閉じれば あなたが
まぶたのうらに いることで
どれほど強くなれたでしょう
あなたにとって私も そうでありたい

砂ぼこり運ぶ つむじ風
洗濯物に絡まりますが
昼前の空の白い月は
なんだかきれいで 見とれました

上手くはいかぬこともあるけれど
天を仰げば それさえ小さくて

青い空は凛と澄んで
羊雲は静かに揺れる
花咲くを待つ喜びを
分かち合えるのであれば それは幸せ

この先も 隣で そっと微笑んで

Sangatsu Kokonoka (Romanji lyrics)
Remioromen

Nagareru kisetsu no mannaka de
Futo hi no nagasa wo kanjimasu
Sewashiku sugiru hibi no naka ni
Watashi to anata de yume wo egaku

Sangatsu no kaze ni omoi wo nosete
Sakura no tsubomi wa haru e to tsuzukimasu

Afuredasu hikari no tsubu ga
Sukoshi zutsu asa wo atatamemasu
Ookina akubi wo shita ato ni
Sukoshi tereteru anata no yoko de

Arata na sekai no iriguchi ni tachi
Kizuita koto wa hitori ja naitte koto

Hitomi wo tojireba anata ga
Mabuta no ura ni iru koto de
Dore hodo tsuyoku nareta deshou
Anata ni totte watashi mo sou de aritai

Sunabokori hakobu tsumujikaze
Sentakumono ni karamarimasu ga
Hirumae no sora no shiroi tsuki wa
Nandaka kirei de mitoremashita

Umaku wa ikanu koto mo aru keredo
Ten wo aogeba sore sae chiisakute

Aoi sora wa rin to sunde
Hitsujigumo wa shizuka ni yureru
Hanasaku wo matsu yorokobi wo
Wakachiaeru no de areba sore wa shiawase

Kono saki mo tonari de sotto hohoende

March 9th (English Translation)
Music/Lyrics: Ryota Fujimaki (藤巻亮太)
Vocal: Remioromen
  

In the middle of this drifting season
I suddenly feel the length of the days
In the midst of these quickly-passing days
You and I dream away

With my feelings on the March wind
The cherry blossom buds continue on into spring

The overflowing drops of light
One by one warm the morning
Beside you, I’m a little embarrassed
After a huge yawn

I’m standing at the door to a new world
What I’ve realized is that I’m not alone

If I close my eyes
You’re behind my eyelids
How strong has that made me?
I hope I’m the same for you

The dusty whirlwind
Tangled up the laundry, but
The white moon in the morning sky
Was so beautiful, I couldn’t look away

There are things that don’t go the way I planned
But if I look up to the sky, even they seem small

The blue sky is cold and clear
The fluffy clouds float by quietly
If I can share with you the joy
Of waiting for the flowers to bloom, I’ll be happy

From now on, I want you to be quietly smiling beside me

Tags: , , , , ,

3 Responses to “น้ำตา 1 ลิตร ตอนที่ 8 ว่าด้วยเรื่องของเพื่อน”

  1. 6monkey Says:

    ดูอยู่เหมือนกัน เศร้าๆๆๆๆๆ แค่ขัดใจกับเสียงพากษ์ xD xD

  2. Noopook Says:

    เฮ้อ

    ความเหนื่อยล้าของการถนอมน้ำใจในระยะยาวเหรอ จริงๆแล้ว ทั้งการยอมเหนื่อยล้าเพื่อคนอื่น การถนอมน้ำใจ การอดทนทำดีในระยะยาว เป็นคุณสมบัติที่ดีทั้งสามอันนะ การที่เพื่อนคนนึง ตัดสินใจในตอนต้นว่าจะทำอย่างนี้เพื่อเพื่อนอีกคนหนึ่ง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี อย่างตอนที่เพื่อนแต่ละคนบอกอายะว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เราเชื่อว่าในใจของเขาแต่ละคนก็คงจะเชื่อว่าไม่เป็นไรอย่างนั้นจริง

    ส่วนเรื่องที่นินทาลับหลัง ในจุดนึงเราคิดว่า เขาเองที่เป็นเพื่อนกันเองก็คงอยากจะมีอะไรระบายความคับข้องใจสู่กันฟังบ้าง คุยไปคุยมาก็เลยเถิด (ก็เคยเป็นเหมือนกันนะ แบบนี้น่ะ) แถมอายะยังมาได้ยินเรื่องนี้เข้าไปอีก ส่งผลย้อนกลับให้ไอ้การทำดีสามข้อข้างบนนี่ สู้ไม่ทำดีกว่า แต่เราว่า ส่วนนึงถ้าพยายามทำให้ได้ตลอดน่าจะดีที่สุด แต่ก็นะ ถ้ากลายเป็นแบบนี้ เราก็ตัดสินได้ยากน่ะว่าแบบไหนจะดีกว่ากัน หรือมันจะมีทางตรงกลางที่ดีกว่าสุดโต่งทั้งสองด้านแบบนี้นะ

    กลายเป็นเรื่องเศร้าสมกับชื่อตอนจริงๆ ไม่รู้ตกลงน้ำตาหนึ่งลิตรนี่ของใครบ้าง ของอายะ ของเพื่อน ของคนดู สงสัยรวมกันจะหลายลิตรอยู่นะ

  3. nuch Says:

    คือ ถ้าจะเหนื่อย จะล้า ถึงลิมิตที่ทำไม่ได้ เราก็ไม่ว่าหรอกนะ ถ้ามาพูดมาบอกตรงๆ แต่นี่ไปรวมกลุ่มนินทาลับหลัง ก็คิดว่า เขาไม่ได้ตั้งใจหรอก มันเลยเถิดกันไปเอง.. แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า เพราะไม่จริงใจแต่แรกหรือเปล่า?

    แรกๆ ที่บอกว่าไม่เป็นไร อาจจะไม่เป็นไรจริงๆ แต่หลังๆ… คำว่าไม่เป็นไรมันเหมือนเป็นคำพูดตามมารยาทไปซะแล้วน่ะ…

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: