« »

Indiana Jones and the Kingdom of the crystal skull

by nuch


(กดที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่)

ผ่านไปอีกหนึ่งเรื่องกับหนังที่รอคอยของปีนี้…

Indiana Jones เป็นหนังที่เราไม่เคยได้เข้าไปดูในโรงภาพยนตร์เลย จนกระทั่งภาค 4 นี่แหละ.. ส่วนภาค 1-3 นั้นเราได้ดูผ่านแผ่น LD กับพ่อแม่พี่น้อง.. ในยุคสมัยที่แผ่น LD เป็นที่เฟื่องฟู (คิดว่าที่บ้านน่าจะยังมีแผ่นเรื่องนี้อยู่นะ) ณ ตอนนั้น จะมี Indiana Jones, Back to the Future และ Star wars ที่จะเป็นแผ่นหนังที่เปิดมาดูหลายรอบ และจำภาพจากหนังได้ติดตา (แต่ว่านะ.. Star wars เนี่ย เราดูแล้วหลับหลายรอบ ที่ฉากเดียวกันหมด.. เลยไม่ค่อยปะติดปะต่อเรื่องสักที แต่ก็จำภาพจากหนังได้เยอะ โดยเฉพาะฉาก fx ทั้งหลาย)

Indiana Jones ภาค 1-3 (ยังไม่ได้ดู Young Indiana Jones ทั้งแบบหนังและซีรี่ย์) เป็นหนังอีกเรื่องที่ทำให้เราชอบบริษัท ILM (Industrial Light & Magic) และสนใจอยากทำเบื้องหลังหนัง ไม่ว่าจะเป็นโมเดล ฉาก หรือเอฟเฟคต่างๆ .. แต่.. ก็ไม่รู้ว่าจะไปเรียนเรื่องพวกนี้ได้ที่ไหน รู้แค่ว่า เราต้องรู้จักวัสดุ และต้องทำงานฝีมืองานช่างเก่งๆ…

แต่.. สำหรับภาค 4 แล้ว.. เป็นภาคที่ทำเราร้องไห้.. น้ำตามันซึมออกมาเองในตอนที่ดู end credit… (แอบเช็ดน้ำตา ไม่ให้คนข้างๆ รู้ เดี๋ยวตกใจกัน)
ถ้าถามว่า ทำไมถึงร้องไห้?
ถ้าตอบแบบไม่สปอยด์ ก็เหมือนเรากำลังเห็น คนที่เรารัก เคารพนับถือ กำลังเดินลงเหว โดยที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากยืนดูอย่างเดียว…
(อ่านรายละเอียดที่เหลือในส่วนสปอยล์ควรจะดูหนังก่อนแล้วค่อยอ่านนะ )

มองในแง่เนื้อเรื่อง.. โอเคว่า ช่วงนี้มีหนังแนวๆ retro กันเยอะนะ.. การจับเอาเรื่องของอินดี้ในช่วงเวลาที่อายุมากขึ้น และให้นักแสดงคนเดิมคือ Harrison Ford เล่นน่ะ มันทำให้เราอินไปกับช่วงระยะเวลาที่ห่างจากภาคก่อนหน้านี้ไปด้วยได้ แต่ว่า.. สิ่งที่แย่คือ เรื่องของเนื้อเรื่อง โดยเฉพาะโครงเรื่องหลัก กับที่มาที่ไปของสมบัติที่ต้องตามล่าในภาคนี้ ( crystal skull)
ที่จริง.. เราก็ชอบนะ เวลาดูหนังแล้วมีแทรกมุขตลก จะแนวขำๆ หรือกัดเสียดสี.. แต่.. ต้องวางจังหวะให้เหมาะสมด้วย… แต่กับอินดี้ภาค 4 นี้.. การวางมุขตลกของเขา มีบางช่วงผิดจังหวะหน่อยๆ ทำให้อารมณ์ของเรื่องสะดุดไปหลายช่วง..
แต่ว่า.. เฮ้อ.. เนื้อเรื่องเนี่ย.. Spielberg เจ้าขา.. เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคุณเจ้าคะ? (รายละเอียดอยู่ในสปอยล์)

ในแง่ของการดีไซน์ เราชอบที่เขาพยายามรักษารูปแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโปสเตอร์ ที่ให้ illustrator คนเดิม Drew Struzan ที่เคยทำโปสเตอร์ภาค 2-3 กลับมาวาดโปสเตอร์ภาค 4 ให้อีก หรือเรื่องของการกำกับภาพ ที่ภาคนี้แม้จะเปลี่ยน cinematographer ที่ 3 ภาคที่แล้วเป็นฝีมือของ Douglas Slocombe ที่ตอนนี้เกษียณงานไปแล้ว Spielberg เลยให้ Janusz Kaminski ซึ่งกำกับภาพให้กับ Spielberg ตั้งแต่เรื่อง Schindler’s List มา.. โดย Spielberg ให้ Kaminski ศึกษางานของ Slocombe เพื่อที่จะให้ได้ภาพในสไตล์เดิมให้ได้มากที่สุด… แต่ว่า.. เราว่า คงต้องให้เวลา Kaminski ในการศึกษาและทดลองงานมากกว่านี้นะ ที่จริงงานที่ออกมาก็ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่เติมเต็มกับความคาดหวังของเราได้…

ในส่วนของการดีไซน์ฉาก และอุปกรณ์ ฝีมือระดับนี้ ประสบการณ์ขนาดนี้ แถมได้ Stan Winston มาช่วยงานนี้อีก ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า งานออกมาดีขนาดไหน .. แต่จะติดใจก็เรื่องของเจ้าหัวกระโหลกแก้วเนี่ยสิ… เราว่า เขาต้องลืมทำ profile เจ้านี่แน่เลย.. (ไว้ต่อในส่วนสปอยล์)

ในส่วนเอฟเฟค.. เอ่อ.. พลาดเยอะนะ ไม่ว่าจะเป็นในมุมของ special effects หรือ visual effects โดยเฉพาะในส่วน vfx ที่ทำเราน้ำตาซึม เพราะเสียดายชื่อเสียงของ ILM เห็นตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องแล้ว.. ที่เราไม่คิดว่าเขาปล่อยงานเยี่ยงนี้ออกมาได้อย่างไร? หรือสายตาเราจะผิดพลาดเอง?

สรุปแล้ว.. อินเดียนาโจนส์ ภาคอาณาจักรกระโหลกแก้วนี้.. เป็นอะไรที่ทำเราผิดหวังในหลายๆ เรื่อง แต่ก็ยังรักเรื่องราวของ อินเดียนาโจนส์อยู่ และยังคงรอดูภาค 5 ถ้ามีทำต่อตามแผนเดิม.. แรกเริ่มที่ทำ Indiana Jones เขาตั้งใจจะทำ 5 ภาค แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงได้ทิ้งช่วงระยะเวลาระหว่างภาค 3 และ 4 นานขนาดนี้..
สำหรับภาคนี้ ถ้าดูแบบไม่คาดหวังอะไรมาก ก็คงสนุกสนานดี แต่… สำหรับเรา เพราะอินเดียนาโจนส์ คือหนึ่งในหนังที่ทำเราชอบงานเบื้องหลัง เพราะ Steven Spielberg คือผู้กำกับ ซึ่งก่อนหน้า A.I. เขามีผลงานหลายเรื่องที่สร้างความประทับใจให้กับเรา.. และเพราะบริษัทที่ทำ fx คือ ILM .. ความคาดหวังของเรากับเรื่องนี้เลยสูงมากๆ… และก็ไม่ได้เผื่อใจไว้ซะด้วยสิ.. โจนส์ซี่ ภาคสี่ เลยไม่ฝังความประทับใจแง่บวกให้กับเราเท่าไรนัก…
(จำได้ว่าภาค 1-3 เขาเรียกชื่อเล่นอินเดียนาโจนส์ว่า อินดี้ นี่นา ทำไมภาค 4 ถึงเปลี่ยนเป็นโจนส์ซี่? กลัวไปซ้ำคำกับ Indy ที่หมายงานของกลุ่มศิลปินอิสระหรือ?)

เอาล่ะ เข้าส่วนสปอยล์ล่ะ

คำเตือน : หลังจากบรรทัดนี้ไป จะมีการเล่าหนังที่ถ้าไม่ได้ดู อาจจะไม่รู้เรื่อง หรือถ้าอ่านก่อนดู ก็คงจะดูหนังไม่สนุก… ฉะนั้น.. กรุณาไปดูหนังก่อนอ่านส่วนนี้เต๊อะ

Spoil สปอยล์ !!!
Spoil สปอยล์ !!
Spoil สปอยล์ !

เอาล่ะ มาว่าส่วนสปอยล์ ที่ติดค้างกันบ้าง…

จะสปอยล์ทั้งที ก็เอาที่เนื้อเรื่องก่อนเลย
อย่างที่บอกว่า เราไม่ว่ากันที่ว่าเป็นเรื่องเป็นเรื่องราวของ Jonesy ยามแก่… และตอนนี้ก็หมดยุคสมัยนาซีไปนานแล้ว เขาก็เลยเปลี่ยนเป้าไปเล่นโซเวียตแทน.. แต่ว่านะ.. มันแปร่งๆ อยู่นะ.. โดยเฉพาะการวางบทของ Irina Spalko ที่รับบทโดย Cate Blanchett นักแสดงฝีมือดี ที่เคยคว้าออสการ์จากเรื่อง Elizabeth มาแล้ว.. ที่จริง ป้าเคทเธอเล่นได้มีบุคลิกดีเลยนะ ให้ความรู้สึก ดุดัน แต่ก็ย้ำภาพฮิตเลอร์หน่อยๆ… แต่ว่างานนี้ต้องโทษคนเขียนบท ที่ไม่แสดงให้ชัดเจนว่า เจ๊แกมีความสามารถพิเศษในเชิง psychic ยังไง? และทำไมถึงมาทำวิจัยเรื่องนี้ และทำไมถึงเชื่อเรื่อง crystal skull เสียจริง..
จากที่ดู เราคิดว่าเจ๊อิรินา สปาลโคเนี่ย.. น่าจะมีพลังจิตในรูปแบบของ Pshychometry ที่จับต้องคนหรือสิ่งของ แล้วสามารถอ่านความคิด ความทรงจำที่อยู่ในนั้นได้ สังเกตจากที่เจ๊แกล้างมือบ่อย และใส่ถุงมือตลอด เวลาจะสัมผัสใคร ก็ถอดถุงมือออก… แต่ว่า.. ตอนที่เจ๊ฟันดาบสู้กับ Mutt ลูกชายของ โจนส์ซี่เนี่ย.. ยังสวมถุงมือไม่ใช่หรือเจ้าคะ? แล้วเจ๊อ่านความคิดของเจ้าหนูมัทได้ยังไงคะ? หรือนั่นเป็นเพียงคำพูดข่มขวัญ ที่เกิดจากการเดาทางเกมได้เจ้าคะ?
ยังเจ้าค่ะ ยังไม่หมดกับเจ๊อิรีน่า…
เจ้าเครื่องมือที่เจ๊สร้างขึ้นมา ให้ช่วยให้มนุษย์ปุถุชนธรรมดา สามารถอ่านความคิดที่อยู่ในกระโหลกแก้วได้เนี่ย.. ที่เจ๊ให้ Professor Oxley ทดสอบแล้วเป็นบ้าไปเนี่ย เจ๊ทำมาเพื่ออะไรเจ้าคะ? ในเมื่อเจ๊มีพลังอ่านจิตอยู่แล้ว?? หรือเจ๊ต้องการให้มีคนอื่นมาเผชิญชะตากรรมด้วย? แล้วทำไมสิ่งที่เจ๊ขอจาก crystal skull คือการอยากรู้ทุกสิ่งละคะ? เจ๊มีเหตุผลอะไรในการใฝ่รู้ขนาดนั้น? แล้วที่เจ๊มาตามล่าหา crystal skull เนี่ย ไม่ใช่มาทำตามคำสั่งของหัวหน้าที่โซเวียตหรือ? แล้วเจ๊ก็มาใช้พรอธิษฐานซะเอง ไม่เข้าข่ายคอรัปชั่นหรือเจ้าคะ?

ต่อมาก็เรื่องของเจ้า crystal skull .. สารภาพว่า ตอนที่ดู ที่เขาเล่าประวัติที่มาที่ไปของเจ้ากระโหลกแก้วเนี่ย ฟังไม่ทัน จับได้แค่บางช่วงบางตอน แต่ก็ยังสับสน เพราะมีแต่ชื่อยุค ชื่อเผ่าที่ไม่คุ้นเคยเท่าไรนัก (ไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์ของทางอัฟริกันเท่าไร) พอดูหนังจบ ก็มาตามอ่านจากเวปสารพัด ก็ยังงงๆ อยู่ดี.. แต่เอาเถอะ ไม่ว่ากันเรื่องที่มาที่ไป เพราะความด้อยปัญญาของเราเองที่เข้าไม่ถึง.. แต่.. บทสรุปเนี่ย.. เฮ้อ.. Spielberg เอ๋ย…
แบบว่า…
ดูแล้วนึกถึง ID4 (Independence day) ที่มีตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นคุณพ่อขี้เมา ที่บอกว่าตัวเองเคยถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปน่ะ… ตอนนี้เรามองภาพ Spielberg เป็นหมอนั่นเลย… ให้สงสัยจังว่าคุณลุง Spielberg เนี่ย.. ครั้งหนึ่งเคยถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปหรือเปล่า? ทำไมหนังหลายต่อหลายเรื่องของเขา ถึงชอบใช้มุขจบแบบนี้จัง.. เขาพยายามจะบอกอะไรเราหรือ?
โอเค.. ว่ามันก็มีความเชื่อว่า เทคโนโลยีของโลกมนุษย์ยุคโบราณ น่าจะได้รับมาจากมนุษย์ต่างดาว… แต่ว่า คุณพี่ช่วยทำให้มันรู้สึกน่าเชื่อถือ หรือไม่ใช่อะไรที่เป็นบทสรุปอย่างชัดเจน เหมือนบังคับให้เชื่ออย่างไม่เต็มใจ…. ก็เลยดูฝืนๆ ถ้าเราเป็นคนที่บ้าเรื่องมนุษย์ต่างดาว เราก็คงชอบล่ะมั้ง สรุปแบบนี้ แล้วก็คงคลั่งไปเลย ไปเข้าลัทธิอะไรสักอย่าง ที่ทอมครูซเข้าน่ะ ที่เชื่อว่า มนุษย์ต่างดาวคือพระเจ้า…. เอ… หรือว่า Spielberg เข้าลัทธินี้ไปแล้วหว่า??

โอเค เราชอบนะ ที่บอกว่าสมบัติที่สำคัญที่สุดคือความรู้ (knowledge is treasure.) แต่ว่า.. กลวิธีการเล่าเรื่องเนี่ย ไม่ได้แสดงประเด็นตรงนี้อย่างชัดเจนเท่าไร..

ในแง่ของกลวิธีเล่าเรื่องก็เช่นกัน… ยังไม่นับรวมเรื่องที่จับผิดในเรื่องของยุค เหตุการณ์และอุปกรณ์ประกอบฉากที่เพี้ยนไปจากประวัติศาสตร์นะ… เอาเทคนิคการเล่าเรื่องเนี่ย ก็เข้าใจนะว่า เดี๋ยวนี้ต้องมีการแทรกมุขตลกในหนังบ้าง เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับคนดู แต่บางครั้ง การวางมุขตลกผิดจังหวะ มันทำให้เสียอารมณ์ของหนังไปเยอะเลยนะ ไม่คิดว่า หนังอินเดียน่าโจนส์ภาคสี่นี้ จะพลาดอะไรง่ายๆ กับเรื่องแบบนี้ ยิ่งกับฝีมือทีมงานที่ประสบการณ์มาระดับนี้แล้ว…. เฮ้อ…

แต่.. ในส่วนของการวางเพลง และเพลงประกอบ.. อันนี้ต้องขอคารวะอีกหลายจอกให้กับท่าน John Williams ที่ยังคงรักษาฝีไม้ลายมือในการ compose & conduct เพลงประกอบ โดยเฉพาะเพลง Theme หลักของ Indiana Jones ที่ยังคงยังโน้ตที่เป็น signature ของหนังเรื่องนี้ แต่มีลูกเล่นทางเสียงที่ให้ความแปลกใหม่ ไม่เหมือนกับภาคที่แล้วๆ มา ทำให้รู้สึกถึงอีกยุคหนึ่งของ Indiana Jones ได้…

เอาล่ะ เข้าสู้เรื่องของเอฟเฟคกันบ้าง..

อย่างที่บอกว่า ทำเราน้ำตาซึม…
อยากร้องไห้ให้กับการจากไปของฝีมือ ILM ที่เลื่องชื่อ…

ตั้งแต่ฉากตอนต้นเรื่องเลย ที่ไปโกดังเก็บของของทหาร… (มีคนบอกว่ามันคือ area51 แต่ในวิกิบอกว่ามันชื่อ Hangar 51 แบบว่า เห็นครั้งแรกรู้เลยว่า ถ่ายในโรงถ่าย.. ตอนแรกก็ไม่ปักใจเชื่อหรอกว่า จะถ่ายในโรงถ่ายแล้ว compose เอา.. แต่ว่า… สังเกตตั้งนาน หลายรอบ ไม่อยากจะเชื่อว่า ILM จะพลาดในเทคนิคที่เป็นเสมือน signature ของเขา… เขาจัดแสงพลาดค่ะ…

ฉากที่อยู่หน้าโกดัง เปิดตัวเจ๊อิริน่ากับโจนส์ซี่ แล้วปะทะคารมกันเล็กน้อยเนี่ยแหละ…

พลาดที่ 1 คือ.. เรื่องทิศทางของแสง… คือ.. มันเป็นฉากกลางแจ้งนะ ดูจากเรื่องราว น่าจะเป็นช่วงเวลาราวๆ กลางวัน กลางทะเลทรายแสงจ้า… แต่เขาจัดแสงเหมือนมี Keylight อย่างน้อย 2 ดวงที่ให้ความสว่างใกล้ๆ กัน แต่ตำแหน่งแสงอยู่คนละที่กัน ทำให้มีลักษณะของเงาที่ซ้อนกันอยู่… คือ ความรู้สึกเรา.. แสงกลางแจ้ง กลางทะเลทราย ถ้าไม่มีแหล่งกำเนิดแสงอื่น.. มันควรจะเห็นเงาชัดๆ ในทิศทางเดียวมากกว่า… แล้วก็คาดว่า โรงถ่ายคงเล็กด้วยล่ะ.. ทำให้ระยะห่างจากแสงกับนักแสดงเหมือนจะห่างกันไม่พอ.. เพราะมีตอนที่เจ๊อิริน่าเดินห่างไปด้านที่ที่เป็นทิศทางแสง มีความรู้สึกว่า แสงที่ตกบนตัวเองมันสว่างขึ้นน่ะ.. ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้จริงกับแสงกลางแจ้ง ที่มีแหล่งกำเนิดแสงแค่ดวงอาทิตย์ (ยกเว้นกรณีเดินเข้าใกล้วัตถุ เช่นกำแพงสีขาว อาจจะมีความเป็นไปได้ ที่แสงที่สะท้อนกำแพงสีขาว จะทำให้คนที่เดินเข้าใกล้ดูสว่างขึ้น แต่ก็ไม่สว่างขึ้นมากนัก เพราะเป็นเพียง Indirect light)

พลาดที่ 2 สำหรับฉากนี้คือ.. เรื่องของสีของแสง… สังเกตได้จากสีที่เป็น hightlight ทั้งบนเสื้อโจนส์ซี่และเจ๊อิริน่า… มันเป็นสีเหมือนสีขาวของหลอดฟลูโอเรสเซนส์…. โอเคว่า ที่จริงแล้ว แสงจากดวงอาทิตย์ควรจะเป็นแสงขาว… แต่ว่า.. ฉากที่ใช้น่ะ มันเป็นเป็นทะเลทราย และแสงส่วนที่เป็น highlight ของส่วน bg น่ะ.. มันอมเหลืองหน่อยๆ นะ… มันก็เลยทำให้ภาพโดดออกมา จนแยกเลเยอร์ได้เลย…

พลาดที่ 3 คือ เรื่องของชัดลึกชัดตื้น… รู้สึกแปลกกับ Depth of field อย่างมาก คือ ถ้าอยู่ใกล้ชัด ไกลเบลอ หรือใกล้เบลอ ไกลชัด อย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ว่ากัน… แต่นี่.. ใกล้ชัด กลางเบลอ ไกลชัดอีก.. งง กับระยะโฟกัสเจ้าค่ะ

ตอนแรกก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกนะว่าฉากนี้จะถ่ายในโรงถ่าย เพราะไม่น่าจะมาเปลืองงบกับการจัดแสงเช่าโรงถ่าย กับฉากที่หาที่ถ่ายกลางแจ้งๆ ง่ายๆ ได้.. แถมไม่ใช่ฉากที่ต้องโชว์ fx อะไรด้วย ตอนแรกคิดว่าจะเป็นความผิดของกล้อง HD … ก็อยากรู้นะว่าเรื่องนี้ใช้กล้องรุ่นไหนถ่ายบ้าง… แต่ว่า.. หลังจากที่สังเกตจนจบฉากนี้น่ะ.. ค่อนข้างมั่นใจระดับหนึ่งว่า ถ่ายในโรงถ่ายแน่ๆ… พอมาอ่านเบื้องหลังทั้งใน imdb.com และ wikipedia.com ก็ชัดว่า เขาถ่ายในโรงถ่ายจริงๆ น่ะแหละ เหตุผลก็คือ Spielberg ไม่อยากไกลจากบ้านตัวเองมาก อารมณ์รักลูกรักเมีย คิดถึงครอบครัว อยากกลับไปเจอหน้าบ่อยๆ ก็เลยเลี่ยงที่จะถ่ายทำ (แบบที่ตัวเองต้องลงไปกำกับเอง) ในที่ที่ไกลจากบ้านตัวเอง… (ว่ากันว่า Spielberg ถ่ายเรื่องนี้ภายใน United States เท่านั้น)

ในส่วนฉากที่สู้พันฟ้นแทงกันบนรถที่แล่นในป่าน่ะ.. โหย ฉากนั้นนี่.. อยากให้ออก dvd ไวๆ แล้วลองมาเปิดดูแบบ frame by frame … หลุดกระจายเจ้าค่ะ.. แต่ความที่มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นในอารมณ์ที่คนดูกำลังลุ้น ไม่มีใครสนใจกับความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ หรอก… (ซึ่งเป็นปกติของ ILM .. ถ้าเป็นฉากที่ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีหลายคัทซ้อนๆ กัน เขาจะปล่อยๆ งาน ไม่เอาแบบเพอร์เฟคมากนัก)

ILM น่ะ แต่ก่อนจะมีชื่อเสียงในเรื่องของการทำ compose งานอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง matchlighting เนี่ย กับการคอมโพส Live action กับ matte paint ไม่ก็ cg environment เนี่ย… แต่การที่หนังที่เป็นเสมือนผลงานที่จะเชิดหน้าชูตากลับมาพลาดเทคนิคที่เป็นเสมือนเอกลักษณ์ขององค์กรอย่างนี้.. ให้น่าเสียดายยิ่งนัก… น้ำตาซึมนองหน้าให้กับ ILM ยุคใหม่…

ก็พอรู้มานะว่า ILM ก็ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทนรกบริษัทหนึ่ง เมื่อเวลาที่ต้องทำงานให้กับ George Lucas ว่ากันกว่า Lucas ใช้งาน ILM เยี่ยงทาส กดดันสารพัด… ไม่รู้ว่า งานนี้คุณ Lucas ไปกดดันในเรื่องเวลาหรือเปล่า? มีความรู้สึกว่า การที่ ILM พลาดเรื่องอย่างนี้เนี่ย เหมือนกับว่า โดนบังคับให้ทำงานหนังทั้งเรื่องในเสร็จภายใน 6 อาทิตย์ และอาจจะมีการเพิ่มฉากเอฟเฟคไปอีกเท่าตัว จากตอนแรกที่เคยวางแผนกันไว้…

เฮ้อ… เศร้า… เมื่อไรนายทุนจะเข้าใจเรื่องของระยะเวลาในการสร้างสรรค์ผลงานนะ?

:(

อ้อ ยังไม่จบ.. ยังมีอีกเรื่องที่อยากจะว่าหน่อยๆ เรื่องของการดีไซน์ crystal skull .. จริงๆ มันจะรูปร่างหน้าตายังไงไม่ว่ากันหรอก แต่เรื่องของวัสดุเนี่ยและการ acting ของนักแสดงเนี่ยสิ… คือ.. ความรู้สึกเรานะ แก้วมันน่าจะหนัก… แต่ทั้งโจนส์ซี่ เจ๊อิรีน่า ลุงอ๊อกซ์ หรือกระทั่งเจ้าหนูมัท.. แต่ละคน อุ้ม ถือ เจ้ากระโหลกแก้วราวกับว่า มันเบา มันไม่ใช่แก้ว ที่น่ากลัวจะแตก ที่ต้องถือด้วยความทะนุถนอม.. พวกคุณๆ เล่นถือกันแบบว่าเชื่อมั่นมากว่า มันเป็นพลาสติกที่ตกไม่แตก แถมยังเบาๆ โหยงด้วยนะ…
อีกจุดหนึงของเจ้ากระโกลกแก้วเนี่ย.. คือ.. เราไม่รู้ว่าเขาใช้วัสดุอะไรทำมันขึ้นมา.. แล้วก็ไม่รู้ว่าการที่เห็นริ้วรอยเส้นๆ ในกระโหลกเนี่ย เป็นอุบัติเหตุ หรือจงใจให้เป็นอย่างนั้น แต่ที่เราเห็นมันเหมือนเรซินที่ใส่น้ำยาทำแข็งเยอะเกินไป ทำให้เวลาหล่อเรซินจะเกิดรอยร้าวภายในน่ะ… แล้วจะร้าวหน้าตาคล้ายๆ เจ้าริ้วรอยในกระโหลกแก้วเนี่ยซะด้วย..
เฮ้อ..
ก็เลยดูแล้วกระโหลกแก้วนี้ไม่ดูไม่มีค่าอะไร เหมือนของทำปลอมๆ ราคาถูกๆ…
แต่.. เอ…
มันไม่จำเป็นต้องทำให้ดูหรูหราราคาแพงก็ได้นี่หว่า… ก็เขาบอกนี่ว่า Knowledge is treasure… สิ่งที่มีค่าที่สุด คือ ความรู้…
=]

Tags: , , , ,

One Response to “Indiana Jones and the Kingdom of the crystal skull”

  1. ม้าลายกระป๋อง Says:

    ไม่รุ้เข้าใจไปเองหรือเปล่านะว่าไอ้ที่เจ๊หน้าม้าต้องให้อินดี้กับตาลุงนั่นเป้นคนอ่าน
    เพราะทั้ง 2 คนนี้เข้าใจภาษาโบราณ ถ้าเจ๊แกอ่านเองอาจจะไม่รู้เรื่อง
    แถมเสี่ยงต่อการเป็นบ้าไปอีกมั้ง เพราะที่ตาลุงนั่นเข้าใจมาก็เป็นอักษรภาพ
    แถมยังเป็นโคลงให้ตีความอีก

    เจ๊หน้าม้านี่ใช่คนเดียวกันใน Italian Job ป่าวอ่ะ
    ดูแบบนี้แล้วนึกถึงเจ๊ม้า อรนภาเลย ;-(
    อย่างอื่นนี่ดูไม่ทันจริงๆ

    แต่มีเมื่อนานมากสมัย 3 ภาคแรกฉากที่อินดี้ตกลงไปในโพรงแล้วเจองูเห่า
    ฉากนี้ถ่ายโดนเอากระจกคั่นระหว่างอินดี้กับงูเห่า
    จำได้ว่านั่งดูวีดีโอแล้วเห็นเงางูเห่าสะท้อนบนกระจกเลย :lol:

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: