« »

คุยการเมืองกัน กับหนังเรื่อง Swing Vote

by nuch

ไหนๆ ก็จะหาเรื่องเกาะการเมืองกับเขา.. ก็ขอมาสไตล์คนบ้าหนัง เอาหนังเข้ามาเกี่ยวด้วย :wink:

Swing Vote ภาพยนตร์ที่มีกำหนดการเข้าฉายวันที่ 1 สิงหาคมนี้ เพื่อเตรียมรับกระแสเลือกตั้งใหญ่ของอเมริกา.. นำแสดงโดย Kevin Costner คงไม่ต้องอธิบายมากกับนักแสดงผู้ที่แสนโด่งดังผู้นี้ แต่คนที่เราสนใจคือ คนเขียนบทที่ชื่อ Jason Richman ซึ่งขียนร่วมกับผู้กำกับ Joshua Michael Stern

ทำไมถึงได้สนใจคนเขียนบทน่ะหรือ?

ก็เพราะตอนที่เห็น Trailers เรื่องนี้ครั้งแรก เราชอบพล็อตเรื่องนี้นะ แต่พอมาอ่านข้อมูลใน imdb.com ถึงได้รู้ว่า Jason Richman คนนี้แหละที่เป็นคนเขียนบทหนังเรื่อง Bangkok Dangerous ฉบับ Hollywood remake … คือ.. ตอนที่เห็น Trailer เวอร์ชั่น Hollywood เนี่ย รู้สึกผิดหวังหน่อยๆ เพราะเราไม่รู้สึกว่ามันคือ Bangkok น่ะ.. แต่ว่าอะไรจากตัวอย่างภาพยนตร์มากไม่ได้.. ต้องดูตัวเต็มก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที… (เรียกว่า หน้าหนังไม่ดีสำหรับเราแล้วกัน)

พล็อตเรื่องของ Swing Vote คือ หนึ่งเสียงของคนอเมริกันที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลย แต่ต้องไปเลือกตั้งเพราะลูกสาวบังคับ… แล้วปรากฎว่า ตัวเองกดเลือกพลาด.. ทำให้คะแนนเสียงเขาถูก reset แต่.. ผลออกมาว่า ผลการตัดสินว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี.. อยู่ที่คนนี้คนเดียว.. ก็เลยมีการติดสินบน ซื้อใจไอ้หมอนี่ ..

แน่นอน เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์แนวขบขันที่แฝง drama บ้าง..

ความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นจริง เป็นไปได้ไหม?
เราว่า เป็นไปได้ยากมากๆ ยากกว่าถูกหวยอีก.. การที่คะแนนเสียงเลือกตั้งจะตัดสินแพ้ชนะกันที่คะแนนเดียว เรียกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ก็ว่าได้ หรือ.. ถ้าเป็นไปได้จริง คิดว่า ฝ่ายที่แพ้เพียงคะแนนเสียงเดียวจะยอมรับการแพ้ครั้งนี้ไหมล่ะ? ขนาดคะแนนเสียงห่างกันเป็นพันๆ เสียง ก็ยังมีบางกลุ่มยอมรับกันไม่ได้เลย

แต่ก็ไม่ได้บอกนะว่า หนึ่งเสียงที่ไปเลือกตั้ง ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย มันมีสิ.. มีมากด้วย พอๆ กับหนึ่งแรงที่ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ช่วยกันลดขยะ ลดการใช้ถุงพลาสติก ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ประหยัดพลังงาน เพื่อช่วยโลกใบนี้… แน่นอนว่า คนคนเดียวทำ ย่อมแทบจะไม่เห็นผลที่ชัดเจนอะไร แต่ถ้าร่วมมือกันเป็นกลุ่มใหญ่ ผลมันย่อมชัดเจนขึ้นแน่ๆ
ปัญหาคือ มีบางคนคิดว่า ฉันไม่ร่วมสักคนจะเป็นไรไป.. แค่ฉันคนเดียวเอง.. อืม.. ถ้าหลายคนคิดแค่ว่า แค่ฉันคนเดียวไม่ร่วมสักคน ไม่เห็นเป็นไร.. ผลก็จะกลายเป็น คนหลายคนก็ไม่ร่วมมือช่วยกัน.. แล้วประโยชน์ต่อส่วนรวมจะเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะ?
และเมื่อถึงเวลาที่ปัญหามันลุกลามเกินแก้ไข ก็เอาแต่โทษคนโน้นคนนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่ง… จะมาอ้างว่า เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยก็ใช่เหตุนะ เพราะความมักง่าย เห็นแก่ตัวเล็กๆ น้อยๆ เนี่ยแหละ เป็นเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่ก่อเหตุมานักต่อนักแล้ว…

หนึ่งเสียงเลือกตั้งก็เช่นกัน.. เป็นเหมือนเสียงหนึ่งที่ต้องร่วมกันทำ เพื่อให้เกิดเป็นเสียงใหญ่ที่พลังพอที่จะเปลี่ยนแปลง…
หนังเรื่อง Swing Vote เป็นหนังที่ขยายเสียงหนึ่งเสียง ให้เห็นว่า มันมีพลังในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้าง…

เห็นหนังแซวการเมืองแล้ว ก็อดคิดถึงเมืองไทยในเวลานี้ไม่ได้..

เราไม่เคยบอกว่าอเมริกาคือพระเจ้านะ แต่เรารู้สึกอิจฉาอเมริกาหน่อยๆ ในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้บางครั้ง เขาจะแสดงออกกันเกินงามหากอ้างอิงตามมารยาทไทยๆ ก็ตาม… ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือกระทั่งเพลง ต่างก็มีรายการที่กัด แซวการเมืองเขา รัฐบาลเขา มีกันออกเกลื่อนกลาด.. แต่ทำไม ที่ไทยถึงแทบจะไม่มีนะ ขนาดแค่ซิทคอม เขาแซวกันเอ่ยถึงชื่อบุคคลทางการเมืองนิดหน่อย ก็เสียวหัวกันแล้ว… มันอดคิดไม่ได้ว่า เรามีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจริงๆ หรือ?

หลายครั้งที่ได้ยินเรื่องราวว่าจะมีการทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับการแซวการเมืองสักหน่อย มักจะได้ยินข่าวตามมาว่า มีการขอตรวจบทบ้าง ไม่ก็บริษัทต้นสังกัดโดนเรียกสอบภาษีบ้าง โดนหมายค้นบ้าง หรือ อาจจะได้มีโอกาสเผชิญผู้มีอิทธิพลกันบ้าง…
บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเนี่ย เขากลัวอะไรกันอยู่นะ?

แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับการวิจารณ์ทางการเมืองที่เน้นใช้ถ้อยคำหยาบคาย โดยเฉพาะการใช้คำที่เกี่ยวข้องกับอวัยะเพศเนี่ย มันไม่ได้ช่วยให้อะไรต่อมิอะไรดีขึ้นได้เลย…
ต้องแยกให้ออกระหว่างการวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ กับการด่าทอด้วยคำผรุสวาท..

บางคนอาจจะบอกว่า คำด่าทอหยาบคาย ก็คือการแสดงความคิดเห็นทางหนึ่ง
แต่… เราว่า มันเป็นการแสดงออกด้วยอารมณ์มากกว่าสติปัญญา และ การแสดงออกทางอารมณ์ด้วยคำหยาบคายนั้น แทบจะไม่จำเป็นเลยสำหรับการวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ หรือ การแสดงความเห็นเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์
เหมือนกับว่า..
เวลาเพื่อน หรือแฟนของคุณ คิดอาหารจานใหม่ อยากให้ทดลองทานกัน เพื่อจะได้พัฒนาสูตร และฝีมือ…
ระหว่างคำตอบที่ว่า “ไม่อร่อย เค็มไป ทานแทบไม่ได้” กับ “รสชาติห่วยแตก หมาไม่แดก”
คุณคิดว่า คำตอบไหนแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ในเกณฑ์ที่ให้คนทำอาหารไม่รู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจเกินไป และสามารถนำความเห็นนั้นไปพัฒนาฝีมือได้ล่ะ?

การแสดงความเห็นพร้อมอารมณ์น่ะ เราว่ามีได้นะ แต่ต้องมีพร้อมสติ และมีให้พอเหมาะ

แต่ก็ไม่รู้ว่า เพราะการเมืองเดี๋ยวนี้มีถ้อยคำหยาบคายเยอะ ก็เลยส่งผลให้การทำสื่อแซวการเมืองมักจะมีถ้อยคำหยาบคายแฝง และที่สุดก็ไม่ผ่านกองเซ็นเซอร์.. เพราะเหตุนี้หรือเปล่านะ เราถึงไม่ค่อยเห็นสื่อ (ที่ไม่ใช่สำนักข่าว) ที่แซวหรือให้ความเห็นทางการเมืองมากเท่าไรนัก

บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราถึงอยากให้มีสื่อที่แซวการเมือง? มันเป็นเรื่องที่จำเป็นหรือสำคัญนักหรือ?

เราไม่รู้ว่า มันจำเป็นไหม แต่เรามองว่ามันค่อนข้างสำคัญ ..
ณ ตอนนี้ เรารู้สึกว่า ความรู้เกี่ยวกับการเมืองสำหรับคนทั่วไปนั้น ถูกจำกัดที่การศึกษาในระดับชั้นมัธยมเท่านั้น… และการแสดงออกทางความคิดเห็น หรือเผยแพร่ความรู้ ก็มีเพียงแค่สื่อที่เป็นสำนักข่าวเท่านั้นเอง… ทั้งๆ ที่การเมืองมันมีส่วนเกี่ยวข้องการการใช้ชีวิตของคนทุกคน.. แต่ความรู้ทางนี้ กลับถูกจำกัดอยู่ที่คนกลุ่มหนึ่ง วงการหนึ่งๆ เท่านั้นเอง…
การแซวการเมืองก็เป็นการให้ความรู้ แสดงความเห็นรูปแบบหนึ่ง ที่แทรกซึมเข้าไปได้ง่าย และอาจจะเป็นจุดประกายให้ไปศึกษาเพิ่มเติมต่อ.. (แต่ต้องเป็นการแซวที่ไม่ใช่ถ้อยคำหยาบคายเกินไปนะ)

บางคนอาจจะอ้างว่า การแซวการเมืองอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ยิ่งถ้าแซวกับเหตุการณ์ในอดีต มันอาจจะเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ ทำให้คนส่วนใหญ่รับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไป..
แต่..
ที่ผ่านมา.. แค่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไปให้ข่าวอย่างเป็นทางการว่า 6 ตุลา มีคนตายแค่คนเดียวเนี่ย ไม่ใช่เป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์หรือ?

หากการแซวนั้น เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่เป็นจริง และมีผลร้ายต่อผู้ถูกแซว แน่นอนว่า กฎหมายย่อมคุ้มครอง มีข้อหาหมื่นประมาทไว้รองรับอยู่แล้วนี่… และถ้าโกหกมากๆ เข้า สังคมก็มีบทลงโทษ และสังคมก็จะตัดสินความน่าเชื่อถือของสื่อนั้นเอง…

ย้อนกลับไปคำถามที่ว่า.. “เขา” กลัวอะไรกันอยู่นะ ถึงไม่อยากให้มีสื่ออื่นที่ไม่ใช่สำนักข่าว มากัด แขวะ แซว หรือแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมือง?

อดนึกถึงคำพูดหนึ่งไม่ได้ว่า.. คนโง่ควบคุมง่าย คนฉลาดควบคุมยาก..
ถ้าการแซว หรือการแสดงออกทางความคิดเห็น ทำให้คนฉลาดขึ้น รู้เรื่องมากขึ้น มีมุมมองที่ไกลขึ้น … “เขา” กลัวที่จะควบคุมคนไม่ได้? กลัวที่จะมีใครรู้ทันแผนของ “เขา”? กลัวที่เหตุการณ์จะไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิด?
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง.. เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กลับต้องถูกจำกัดลง เพียงเพราะความสะดวก (และอาจจะเห็นแก่ตัว) ของคนกลุ่มหนึ่ง…

ก็ไม่ได้บอกนะว่า การมีเสรีภาพมากๆ มันเป็นเรื่องที่ดียิ่ง.. เราเห็นว่า มันควรมี มีอย่างสุภาพ และมีให้เหมาะสม หากจำเป็นต้องจำกัดมัน ก็ควรจำกัดในส่วนที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ (หรือของโลก)

Tags: , ,

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: