« »

หัวอก “โบตั๋น”

by nuch

เรียน บรรณาธิการมติชน

ดิฉันอึดอัดใจมานาน แล้ว กระทั่งวันนี้ทนไม่ไหวแล้ว จึงขอระบายความในใจมา แม้จะเป็นการก่อศัตรูที่บิ๊กเบิ้มขนาดบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น และบริษัทขายตรงมหึมาอีกแห่งหนึ่ง และอาจถูกกล่าวหาว่าไม่สนับสนุนการทำบุญทำกุศลของบริษัทใหญ่เหล่านี้

ดิฉัน เป็นผู้บริหารสำนักพิมพ์เล็กๆ พิมพ์เน้นหนักเกี่ยวกับหนังสือสำหรับเด็กซึ่งไม่ค่อยจะมีใครทำกัน เพราะมันไม่ทำเงิน แต่เราทำเพราะความรักความผูกพัน เติมเต็มความรู้สึกขาดแคลนสมัยเด็กของตัวเองด้วย เพราะสมัยเราเป็นเด็กไม่มีหนังสือที่ถูกใจอ่านเลย

เราทำหนังสืออ่าน ขายดีอยู่กลุ่มหนึ่งคือ นิทานพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้านอีสาน นิทานพื้นบ้านภาคใต้ นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ 50 นิทานไทย ฯลฯ นักเขียนของเราบางคนเป็นนักเขียนอาชีพ ยึดอาชีพเขียนหนังสือเด็กเป็นหลัก ทำงานกับเราได้ค่าเรื่องปีละแสนสองแสน แค่พอกิน ไม่พอเก็บ ไม่พอซื้อบ้านแม้จะหลังจิ๋วๆ ต้องเป็นหนี้เป็นสิน
บางคนเป็นครู ใช้เวลาว่างเสาะหานิทาน ทั้งไทย ลาว เขมร มารวบรวมเป็นเล่มให้เราพิมพ์ขาย กำไรนิดๆ หน่อยๆ พวกเขาก็ได้ค่าเรื่อง 10% จากจำนวนพิมพ์ตามที่ปฏิบัติกันมา ไส้แห้งกว่านักเขียนนวนิยายดังๆ มาก
(ข้อ นี้ดิฉันรู้ดี เพราะดิฉันเองนับเป็นนักเขียนนวนิยายขายดีมากๆ คนหนึ่ง เวลานวนิยายเรื่องไหนได้สร้างเป็นหนัง ละคร รายได้จะเข้ามาทั้งจากหนังสือเล่ม ค่าลิขสิทธิ์จากที่โน่นที่นี่ นับเป็นเงินแต่ละเรื่องก็หลายแสนอยู่)
แต่คนเขียนหนังสือเด็กไม่มี โอกาสอย่างนี้เลยแม้แต่น้อย และถ้าสำนักพิมพ์ไหนไม่ค่อยจะซื่อตรง จ่ายค่าเรื่องไม่ครบตามจำนวนพิมพ์ เขาก็ไม่สามารถไปติดตามดูแลผลประโยชน์ของตัวเองได้ ต้องทำใจคิดว่าสำนักพิมพ์คงจ่ายให้ครบหรอกน่า เขาคงไม่โกงเราหรอก หนังสือเด็กมันขายไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ต้องกินอยู่กระเบียดกระเสียร ประหยัดกันไปเท่าที่ทำได้ ดิฉันเองมีอาชีพเป็นนักเขียน เมื่อมาบริหารสำนักพิมพ์ก็พยายามทำให้ถูกต้องครบถ้วน เพราะเข้าใจหัวอกนักเขียนด้วยกัน

มาพักหลังนี้มีการขออนุญาตนำนิทาน พื้นบ้านที่รวบรวมมาพิมพ์แจกโรงเรียน วิธีการก็คือ เที่ยวได้อ่านนิทานจากสำนักพิมพ์โน้นสำนักพิมพ์นี้แล้วทำหนังสือมาขออนุญาต พิมพ์เรื่องที่ตนเห็นว่าดี อ้างว่าเพื่อการกุศล พิมพ์แจกโรงเรียนที่ขาดแคลนหนังสืออ่าน
สำนักพิมพ์ของดิฉันโดนหนัก สุด เพราะทำหนังสือพวกนี้โดยตรง เขาคัดนิทานจาก 50 นิทานไทย ไปประมาณสิบเรื่อง (ไม่แน่ใจ ไม่อยากจะนับ) จากนิทานพื้นบ้านอีสาน 3-4 เรื่อง จากนิทานพื้นบ้านภาคเหนือ ภาคกลาง อีกหลายเรื่อง แล้วลงชื่อขอบคุณไว้หน้าหนึ่ง ทำบรรณานุกรมไว้ท้ายเล่มอีกนิด แต่ที่หน้าปกมีแต่ชื่อผู้จัดพิมพ์แจกคือบริษัท … ( เอ่ยถึงก็กลัวเป็นการเมือง เพราะชื่อบริษัท ดังมากๆ อ่านเองแล้วกันจากที่อ้างอิงไว้ )

ถ้าจะถามว่าเขาขออนุญาตหรือ เปล่า ขอคะ แต่ขอแบบหักคอ เพราะเพิ่งขอมาไม่กี่วันก่อนหนังสือจะออก อุตส่าห์ส่งมาให้นักเขียนเล่มหนึ่ง ให้สำนักพิมพ์เล่มหนึ่ง
ตอนแรก ที่เขาทำหนังสือขอมา ดิฉันก็ให้พนักงานส่งโทรสารตอบไปว่า ดิฉันน่ะไม่ว่าอะไรหรอก แม้ว่ามันอาจจะทำให้หนังสือของเราขายน้อยลง แต่หนังสือพวกนี้ก็ขายมาหลายปีแล้ว มีการพิมพ์ซ้ำ ห้องสมุดโรงเรียนซื้อกันไปแล้ว แต่ลิขสิทธิ์นะยังเป็นของผู้เขียนอยู่ ให้เขาติดต่อผู้เขียนแล้วตกลงกันเอาเอง
เขาจะทำหรือไม่ดิฉันไม่ได้ สืบเสาะ กระทั่งหนังสือออก ถามนักเขียนของเรา ทุกคนบอกว่าอนุญาตเพราะเห็นเป็นการกุศลและบริษัทใหญ่ทำ แต่เขาไม่เอ่ยสักคำว่าจะให้ค่าตอบแทน แต่คงไม่เป็นไร ถือว่าเป็นวิทยาทาน แต่เราก็รู้กันดีอยู่ว่า การบริจาคเพื่อการศึกษานั้นสามารถหักภาษีได้สองเท่าจากที่จ่ายจริง

เขาไม่นึกถึงหัวอกของเราคนเล็กๆ จนๆ บ้างเลยหรือ
อย่าง การเอานิทานของคุณธนากิต ที่รวบรวมไว้ใน 50 นิทานไทย ถึงสิบเรื่องหรือกว่านั้นไปพิมพ์แจก แล้วหนังสือ 50 นิทานไทย มันมิขายตกจนอาจจะขายไม่ได้ คุณธนากิตกับสำนักพิมพ์เล็กๆ อย่างดิฉันจะไม่เดือดร้อนหรือ เขาเลือกเอาเรื่องในหนังสือของเราประมาณ 6 เล่ม ไปคัดเอานิทานดีๆ รวมเล่มแจก โดยไม่คำนึงถึงหัวอกนักเขียนกับสำนักพิมพ์เล็กๆ เลยนะคะ

ดิฉันนะไม่เป็นไรหรอกค่ะ ดิฉันมีเงินเดือนศิลปินแห่งชาติกิน ขายนวนิยายทำละครทีวีก็ได้เป็นแสน สำนักพิมพ์ตั้งมาสามสิบกว่าปีก็อยู่ตัวแล้ว คงไม่เจ๊งเพราะเรื่องแค่นี้ (ก็ ไม่แน่หรอกค่ะ ถ้ากระดาษมันยังขึ้นราคาบ้าเลือดพอๆ กับน้ำมันดีเซลที่เราต้องใช้กับรถส่งของ ปีไหนกำไรน้อย ท่านสรรพากรก็มารื้อบัญชีดูแทบจะทุกบรรทัด สงสัยว่าอยู่มาตั้งสามสิบกว่าปีทำไมกำไรน้อยนัก แต่ท่านคืนภาษีมหาเศรษฐีทีหนึ่งเป็นร้อยๆ พันๆ ล้านได้)

แต่ดิฉัน สงสารคุณธนากิต สงสารคุณเอื้อยนาง สงสารอาจารย์ผจงวาด ทำไมถึงได้มาทำกุศลแล้วเบียดเบียนคนจนๆ แบบนี้ล่ะคะ ทำไมไม่มีค่าตอบแทนให้เขาบ้าง นอกจากนักเขียนเหล่านี้แล้วยังมีนักเขียนท่านอื่นจากสำนักพิมพ์อื่นอีกหลาย ท่านค่ะที่โดยเอาเปรียบแบบเดียวกับเรา บางท่านอาจจะภูมิใจถือว่าเป็นวิทยาทาน แต่บริษัทชินฯสามารถหักภาษีได้สองเท่านะคะ ทำไมกะอีแค่ค่าเขียนนิทานเรื่องละสองสามพันถึงไม่ยอมจ่าย นักเขียนก็หน้าบ๊างบางไม่กล้าเอ่ยปาก บังเอิญดิฉันเป็นนักเขียนที่เป็นแม่ค้าด้วยเลยต้องระบายความในใจมาแทน

นอกจาก เรื่องนี้แล้ว เมื่อสองสามปีก่อนก็มีบริษัทขายตรงแห่งหนึ่งมาขอให้เราอนุญาตให้เขาเอา เรื่องในหนังสือของเราไปทำหนังสือเบรลสำหรับคนตาบอด สามีดิฉันเขาไม่อนุญาต บอกว่าบริษัทกำไรปีหนึ่งๆ เป็นหลายพันล้าน ทำไมไม่ซื้อลิขสิทธิ์ อยากจะทำกุศลทั้งทีทำไมมาเบียดเบียนคนตัวเล็กๆ ล่ะ เขาก็โทรศัพท์มาตื๊ออยู่หลายครั้ง ทางเราก็ไม่อนุญาต เขาก็เลยเลิกราไป แต่ไม่วายต่อว่าว่าทางเราไม่สนับสนุนการศึกษาสำหรับคนตาบอด มันเกี่ยวอะไรกันล่ะ แล้วบริษัทขายรถยนต์ยี่ห้อดังบริจาคหนังสือแต่ไม่ยักกะซื้อ เล่นขอบริจาคจากคนทั่วไปแล้วเอาไปแจกเอาหน้า จนตัวประชาสัมพันธ์เป็นที่รู้จักและได้ดีเป็นรัฐมนตรีใหญ่อยู่ทุกวันนี้

ทาง มติชนก็เคยซื้อและพิมพ์หนังสือแจก เคยอุดหนุนสำนักพิมพ์เรา แม้จะไม่มากแต่ก็ซื้อล่ะค่ะ ไม่เคยใช้วิธีทำบุญเอาหน้า หักภาษีสองเท่าแต่เบียดเบียนคนตัวเล็กๆ แบบนี้นะคะ บริษัทใหญ่ๆ อีกหลายแห่งก็เคยซื้อหนังสือเราไปแจกนักเรียนค่ะ

นิตยสารขวัญเรือนก็ มีกองทุนขวัญเรือน เอาหนังสือไปให้โรงเรียนต่างจังหวัดจนๆ เขาก็ซื้อค่ะ เพียงแต่ขอต่อราคาให้เราลดให้สุดสุดไปเลย ดิฉันก็ลดให้จนแทบจะเป็นครึ่งราคา ขอแค่ต้นทุน แล้วถ้ามีหนังสือที่ขายเหลือ อาจจะเก่า ปกเลอะหรือมีตำหนินิดหน่อย แต่อยู่ในสภาพดี พออ่านได้ ก็ฝากไปแจกด้วยอีกบ้างนิดหน่อย นักศึกษาออกค่ายปิดเทอมมาขอหนังสือเราไป เราก็ให้ มีข้อแม้เดียวคือ คุณแวะมาเอาเอง เราไม่มีคนจะจัดส่งให้ ไม่มีเวลาจะทำด้วย เพราะเราบริษัทเล็ก คนน้อย ต้องทำงานเต็มมือ ประหยัดสุดสุดเพื่อความอยู่รอด การบริจาคแบบนี้เราไม่สามารถหักภาษีได้หรอกนะคะ เพราะตีเป็นตัวเงินไม่ได้ เด็กนักศึกษาก็ไม่สามารถออกใบหักภาษีให้เราได้เลย แต่เราก็ให้เพราะเห็นว่าเป็นวิทยาทานก็ช่วยๆ กันไป

แต่เศรษฐีเขาไม่ ยักจะคิดช่วยหรอกนะคะ ดิฉันอึดอัดใจเต็มที ต้องขอระบายสักหน่อย ส่วนทางคุณจะพิมพ์หนังสือฉบับนี้หรือไม่ก็ไม่ว่ากันล่ะค่ะ บางคนอ่านแล้วอาจจะคิดว่าดิฉันนะเค็ม คิดมาก หรือคิดเล็กคิดน้อยก็ไม่รู้

ขอบคุณ ที่อ่านจนจบคะ ขอยืนยันอีกครั้งว่า ทางสำนักพิมพ์น่ะไม่ได้ต้องการเงินทองอะไรเลย เราอยู่ได้ แต่สงสารนักเขียน โกรธเศรษฐีที่รวยและทำบุญเอาหน้า ทำมาค้าขายกับคลื่นแห่งความว่างของประเทศจนร่ำรวย แต่ไม่คิดถึงหัวอกคนจนๆ เพราะนักเขียนพวกนี้คงไม่เลือกพวกเขามาเป็นผู้แทนหรอก จริงไหมคะ สู้เอาไปทำประชานิยมให้เจ้านายไม่ได้

ขอแสดงความนับถือ

สุภา สิริสิงห (โบตั๋น)
ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2542
ผู้บริหารบริษัท สุวีริยาสาส์น จำกัด
สำนักพิมพ์ชมรมเด็ก สำนักพิมพ์ปิรามิด สำนักพิมพ์เกี่ยวก้อย ฯลฯ

ที่มา :http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W6797317/W6797317.html

อ่านแล้วก็ถอนหายใจ…  เราโตมากับหนังสือของชมรมเด็กเยอะมากๆ  และที่เราสนใจงานวาดเขียน ก็เพราะลูกสาวของคุณโบตั๋นเคยสอนเราลงแสงเงา สมัยที่เคยเรียนป. 6 ด้วยกัน… (เธอเก่งมากเลย ตอนนั้นเธอได้รางวัลวาดภาพสารพัด)

เฮ้อ..  ทำไมคนใหญ่คนโต คนร่ำคนรวย ถึงไม่เคยมีความจริงใจในการทำกุศลกันนักนะ…  เห็นโลกทั้งโลกเป็นการตลาดที่ต้องแข่งกันสร้างภาพลักษณ์ที่เปลือกนอก แต่ไม่เคยสนใจที่พัฒนาเนื้อในกันเลย…

ก็เพราะเหตุนี้ไง ถึงได้ไม่ชอบพวกขี้เก๊ก ที่ชอบทำตัวดูดี  พวกผู้ร้ายที่วางมาดให้ดูเท่ห์แบบร้ายๆ ยังดีซะกว่า..  เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่โกหก…  เวลาเจ็บจากพวกนี้ ก็จะไม่ร้ายเท่ากับเจ็บจากการหักหลังบนความไว้ใจหรอกนะ

Tags:

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: