« »

ห้ามยับ ห้ามขาด ห้ามเลอะ

by nuch

นั่งดูน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์กับน้องชายและเพื่อน….

มีตอนหนึ่งที่ตุ๋นซึ่งเป็นคนที่รักหนังสือการ์ตูนมาก โดนลูกตื้อ ลูกรบเร้าของเพื่อนๆไม่ไหว จนต้องให้น้องมะยมยืมหนังสือ โดยที่ตุ๋นกำชับไว้ว่า “ห้ามยับ ห้ามขาด ห้ามเลอะ และห้าม…” และเพื่อนๆ ก็เบรคคำพูดว่าพอแล้ว ห้ามเยอะแล้ว…

เพื่อนเราที่นั่งดูอยู่ด้วย ก็ว่า เวอร์อ่ะ.. อะไรจะขนาดนั้น.. น้องเราก็หัวเราะและชี้มาที่เรา.. นี่เลย .. แต่ก่อนจะยืมหนังสือการ์ตูนเราเนี่ย เจออย่างนี้เลย…

 เอ่อ… มันไม่ใช่กับแค่หนังสือการ์ตูนหรอกนะ.. แต่เป็นกับหนังสือทุกเล่มเลย…

การที่เรายอมให้ใครสักคนยืมหนังสือได้เนี่ย.. 

  • หนึ่งต้องเป็นคนที่เราผูกพันและให้ความสำคัญ 
  • สองเป็นคนที่รักและถนอมหนังสือ
  • สามคือ คนที่เราปฎิเสธไม่ได้
  • ถ้าไม่ใช่ 3 ข้อบน.. หนังสือที่เรายอมให้ยืมได้คือ หนังสือที่เราคิดว่า เราสามารถหาได้อีกถ้ามันหายไป

…..

คนที่รักหนังสือ ก็คงเข้าใจเหตุผลทั้งหมดที่ว่ามา 

เวลาเราเลือกซื้อหนังสือ..  เราจะคัดแต่ละเล่ม ดูปกว่าพิมพ์สีไม่เลื่อนไม่เลือน ดูการเข้าเล่ม การไสกาวว่าสม่ำเสมอดีหรือไม่ ดูการตัดขอบว่าตัดละเอียดเรียบร้อยดีไหม  พิมพ์ข้างในไม่ตกขอบนะ ขอบมุมหนังสือไม่ยับไม่พับ….   ถ้ามีเวลาก็จะห่อปกพลาสติกใสให้ด้วย (จะชอบร้านหนังสือที่มีบริการห่อปก  แต่จะขอปกไปห่อเอง เพราะพนักงานบางคนห่อแบบไม่ถนอมหนังสือซะเลย)  เวลาอ่าน เราก็จะไม่จับ บิดกระดาษแรงๆ ไม่งอปก (กลัวจะมีรอยยับ รอยพับ)

แต่.. ถ้าหนังสือที่ต้องการเหลืออยู่เล่มเดียวที่สภาพปกเยินมากๆ.. เราก็ยังจะซื้อนะ ถ้าคิดว่าหาไม่ได้อีกแล้ว  ต่อให้ข้างในหน้าจะขาดไปบางหน้า … เพราะสิ่งที่เราต้องการคือเนื้อหาข้างใน ถึงจะขาดบางหน้า เราก็คิดว่าเราสามารถอ่าน และปะติดปะต่อได้  แต่.. ก็ยังจะพยายามตามล่าหาหนังสือเล่มนั้นที่สภาพสมบูรณ์มาให้ได้…

…..

ในน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์  ตุ๋นเปรียบหนังสือว่าเป็นเหมือนเพื่อนสนิท เปรียบการอ่านหนังสือเหมือนการใช้บริการหาความสุขความสนุก…  ตอนที่เพื่อนๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมตุ๋นถึงโกรธมากเมื่อรู้ว่ามีคนฉีกหนังสือในร้านหนังสือ..  ตุ๋นอธิบายว่า..

ถ้ามีใครสักคนเขามาความสุขกับเธอ หลังจากเขาได้รับความสุขความสนุกจากเธอ แล้วก็เขวี้ยงทิ้งเธอ ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแลเธอต่อไป เธอจะรู้สึกยังไง?

และเมื่อตุ๋นโกรธที่การ์ตูนที่ให้ยืมไปเปียกกลับมา  และเมื่อน้องซื้อมาใช้ให้ ตุ๋นก็ไม่ยอมรับ ไม่หายโกรธ  เมื่อน้องมะยมถามว่าต้องทำยังไงถึงให้พี่หายโกรธ  ตุ๋นก็ตอบว่า “ทำให้หนังสือที่เปียกแล้ว กลับมาอยู่ในสภาพเดิมสิ”  พี่ขวัญก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้ทำอะไรที่เป็นไปไม่ได้อย่างนั้นด้วย ตุ๋นก็อธิบายว่า..

ถ้ามีพี่ขวัญมีเพื่อนสนิทสักคนที่รักกัน เล่นกัน ดูแลกัน… แล้ววันหนึ่งเพื่อนพี่คนนั้นเขาเกิดพิการ พี่จะทิ้งเพื่อนคนนั้นไปหาเพื่อนคนใหม่ไหม?

นั่นแหละ.. อารมณ์คล้ายกับเราเลย.. แต่เราก็ไม่เวอร์ขนาดนั้นนะ..   จริงๆ มันเคยมีกรณีคล้ายๆ อย่างนี้เกิดกับเรามาแล้ว ที่ให้ยืมของไปแล้วของหายน่ะ..  เราไม่ได้โกรธที่ทำของหาย  เราโกรธที่เขาไม่มีความรู้สึกผิด  ไม่พูดขอโทษในตอนแรก แถมยังพูดจาปัดความรับผิดชอบ…  พอเขารู้ว่าเราโกรธมาก ก็ซื้อของมาชดเชย.. เราก็ไม่รับ เพราะมันคนละเรื่องกัน..  เราโกรธที่เขาไม่รู้สึกผิด  แต่เขากลับมองแค่ว่า แค่สิ่งของก็จบ…

“ขอโทษแล้วมันหายหรือ!”

จริงนะ..  ต่อให้รู้สึกผิด ขอโทษก็แล้ว.. อย่าคิดว่าจะให้อภัยกันได้ ณ เดี๋ยวนั้น  ความรู้สึกมันมีเวลานะ…  ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ หรือหุ่นยนต์ที่กดอะไรไปก็เปลี่ยนโหมดได้เลย…  เมื่อขอโทษด้วยความรู้สึกผิดแล้ว.. ก็ควรให้เวลากับผู้สูญเสียในการทำใจรับสิ่งที่เป็นอยู่…

กลับมาที่น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์..  ตอนที่ตุ๋นพยายามซ่อมหนังสือเปียกด้วยการเอาทิชชูมาซับ เอาไดร์เป่าผมมาเป่าให้แห้ง…  เราไม่แน่ใจนะว่านั่นคือวิธีการดูแล การซ่อมหนังสือเปียกที่ถูกต้องหรือเปล่า? แต่เราไม่คิดว่าเป็นวิธีที่ดี… 

 ลองทายดูสิว่า ถ้าหนังสือเปียกน้ำ ควรจะทำยังไง
กดเพื่อดูเฉลย ▼

2 Responses to “ห้ามยับ ห้ามขาด ห้ามเลอะ”

  1. ปุ้มเพื่อนตอย Says:

    …อืม เคยโดนมาเหมือนกันแต่ไม่ใช่ยืมแล้วยับ ขาด หรือ เปียกน้ำ หายไปเลยครับท่าน อ่านเสร็จแล้วรับประทานเข้าไปด้วย สงสัยว่าเนื้อหาคงโดนใจ อยากดูดซึมเข้าร่างกาย หรือไม่ก็ชาติก่อนคงเป็นปลวกกันไอ้เพื่อนพวกนี้ ก็เลยเล่มไหนรักมากกก ก็ซ่อนไว้ที่ห้องจะได้ไม่ต้องมาขอยืม อ่านคนเดียว เพราะไม่มีใครรู้คุณค่าของ เท่ากับเจ้าของหรอกนะ แฮ่ๆๆๆ

  2. ม้าลายกระป๋อง Says:

    5555
    เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดกับผมสมัยยังเด้ก แม่สมัครสมาชิกนิยายเด็กชุด ห้าสหายผจญภัยให้
    ทุกๆเดือนผมก้จะรอเล่มใหม่อย่างใจจดใจจ่อ แล้วเก้บสะสมไว้อย่างดี
    จนวันนึงพี่ชายผมมายืมไปอ่านแล้วนั่งเล่นในสวน แล้วก้ลืมทิ้งไว้ท่ามกลางสายฝนซะงั้น
    ตอนนั้นอย่างโกรธ ได้หนังสือบวมๆกลับมาเล่มนึง
    ยังไม่พอ ช่วงมัธยมเพื่อนมาเที่ยวบ้าน แล้วเห้นหนังสือชุดนี้ก้เลยขอยืมไปยกชุด
    ด้วยความที่ถ้ามีคนชอบอ่านหนังสือจะยินดีที่จะให้ยืมเสมอ
    เรียกว่าถ้าอ่านหนังสือผมก้รู้สึกดีใจด้วย
    แต่จนบัดนี้เพื่อนคนนั้นคาดว่าหนีบอลและหายสาปสูญไปเรียบร้อย พร้อมหนังสือชุด ห้าสหายผจญภัยของผม
    เวลาไปเดินตามร้านหนังสือจะใช้เวลาเป้นชั่วโมงๆในการเลือก เอาเล่มที่ไม่แพงและหนาและสนุก
    บางครั้งก้ไปยืนอ่านจนจบเล่ม เล่มไหนอ่านไม่จบก้มาอ่านต่อวันหลัง
    เพราะความรู้สึกผมคือหนังสือบางเล่มมันแพงอ่ะ เล่มที่ซื้อคือเล่มที่กะเก้บจริงๆ
    หากวันไหนไปจตุจักรผมจะแวะไปดูหนังสือมือสองเสมอ หรือเวลาไปงานหนังสือก็จะไปดูมุมหนังสือเก่าๆที่ไม่ใช่สำหรับสะสม
    เพราะราคาถูก สภาพเยินบ้างก้ยังโอเค เพราะแค่อยากอ่านอย่างเดียว
    เรื่องสภาพหนังสือสำหรับผมเลยไม่ค่อยซีเรียสมากนัก
    ชีวิตนี้เคยอ่านหนังสือไปครึ่งเล่มแล้วรู้สึกว่ามันไร้สาระโคตรๆก้ครั้งเดียว
    นักเขียนคนนั้นชื่อ ไมตรี ลิมปิชาติ ที่เขียนหนังสือนอกเวลาเรื่องคนอยุ๋วัดอ่ะ
    เรื่องนั้นดีเลยสนุกดี หลังจากนั้นผมตามอ่านงานของไมตรี ลิมปิชาติเรื่อยมา จนวันนึงไปทริปลำปางแล้วไปแวะร้านหนังสือเก่า เลยขนมาหลายเล่ม
    อาจจะด้วยวัยที่โตขึ้นเมื่ออ่านหนังสือแล้วมักจะเกิดคำถามขี้นมาในใจว่า มันเป้นยังงั้นจริงหรอ ผมอ่านเล่มแรกชื่อ กว่าจะเป้นแชมป์ ตัวละครในเรื่องมันดุง่ายๆ เรียบๆ เรื่องราวก็เรียบง่าย เรียบง่ายจนจบแล้วก้ทิ้งไว้ที่ลำปางเลย แต่ผมไม่ได้ขว้างเล่มนี้นะ
    เล่มที่ผมขว้าง อาจจะเป้นความผิดผมส่วนนึงที่ไม่ตรงทาเก็ตกรุ๊ปของแก อารมณ์ที่อ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนคนแก่มาเล่าเรื่องสมัยก่อน ในสมัยที่คนยังอ่านหนังสือกันไม่เยอะแล้วนักเขียนจะออกแนวลุกทุ่งๆหน่อย พอมาเจอนักเขียนในสมัยปัจจุบัน บางครั้งก้เกิดอาการหมั่นไส้หรือไงไม่รู้ แต่ผมอ่านไปจนถึงตอนที่ แกบอกว่า เขียนแบบนี้ผมก้เขียนได้ แล้วก้เขียนขึ้นมาให้ดู
    “ส้นตีนเหอะ” ผมอุทานพร้อมขว้างสุดแรงเกิดไปที่ถังขยะในห้องพัก
    บางครั้งสิ่งที่เหมาะกับใครคนนึงมันก้ไม่เหมาะกับคนอื่น ผมชอบแบบเดิมๆมากกว่า
    แต่เมื่อโตขึ้นมุมมองในหนังสือย่อมเปลี่ยนไปตามวัย หลายเรื่องที่อ่านตอนนั้นกับตอนนี้ ผมได้ความหมายที่ต่างกัน
    ตอนนี้นักเขียนที่ชอบก้คือ ฮารุกิ มุราคามิ ฮะ ตอนแรกอ่านตามเพราะเพื่อนที่ชอบอ่านหนังสือด้วยกันแนะนำมา เลยไปสอยมาจนครบ
    แต่เชื่อมั้ยอะว่าผมอ่านไป 5 เล่มยังมึนๆงงๆกับคนเขียนคนนี้ แล้วยังสงสัยว่ามันสนุกตรงไหน ผมเริ่มอ่านจาก norwegian wood แล้วไล่ไป ไตรภาคของมุสิก แล้วก็ ฟากฝันที่ปลายฟ้า ทั้งหมดนี้ผ่านเข้าหัวแล้วผ่านออกไป มีวนๆอยุ่บ้าง
    ผ่านไปปีนึง ได้ไปงานหนังสือเจอหนังสือของมุราคามิ ลดราคาอยุ่ เลยไปสอยมาให้ครบ เล่มนั้นชื่อ Sputnik sweetheart เล่มเล็กๆกระทัดรัด
    และเล่มนี้แหละที่ทำให้มุมมองผมเปลี่ยนไป เล่มนี้เป้นเล่มที่อ่านแล้วรู้สึกสนุกโคตรๆ จากนั้นผมเลยไปไล่อ่านใหม่หมดตั้งแต่ต้น นัดแต่นั้นเลยตามงานของคนเขียนคนนี้มาตลอดฮะ
    ชอบโคตร และที่นี่ยิ่งมีเล่มที่ไทยยังไม่เอามาแปลอยุ่ด้วย ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ :)
    ตอยเพื่อนปุ้ม

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: