« »

มังกรหลับแห่งโงลังกั๋ง

by nuch

คัดจาก http://www.thaimung.net/lanthaimung/webboard/02651.html

มังกรหลับแห่งโงลังกั๋ง
คอลัมน์ คุยกับประภาส ตีพิมพ์ใน มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2548
โดย ประภาส ชลศรานนท์

    คำนับมายังท่านพี่ประภาส

    อ่านสามก๊กแล้วแคลงใจ
    ขงเบ้งจอมกุนซือแห่งก๊กเล่าปี่ ไม่ว่าใครก็ว่าท่านนี้นี่แหละคือพระเอกของเรื่อง
    สั่งฆ่าคนมิรู้เท่าไร แต่กลับได้รับคำสรรเสริญ
    ถ้าจำมิผิด ท่านพี่เองก็เคยแสดงความชื่นชมต่อจูกัดเหลียงหรือขงเบ้งผู้นี้
    สงสัยอยู่นิด แม้จะรู้ว่าเรื่องสามก๊กเป็นเรื่องแต่งมากกว่าเรื่องจริง คนที่เป็นปราชญ์อย่างขงเบ้งทำไมยังคงเต็มไปด้วยความโลภในยศถาบรรดาศักดิ์ คงเหมือนนักวิชาการไทยหลายคนที่พอได้รับเสนอตำแหน่งในรัฐ ก็เปลี่ยนจุดยืนตัวเองไป
    สมรภูมิพกบอง เผาเมืองซินเอี๋ย และการหลอกให้ทัพเรือโจโฉผูกเรือเข้าด้วยกัน แล้วเผาคนทั้งเป็นตายเรือนแสน
    คนเป็นปราชญ์ไม่น่าสั่งฆ่าคนมากมายแบบนี้
    ปราชญ์มิใช่ผู้ที่คิดเห็นแต่สิ่งดีงามดอกหรือท่านพี่
    ฝีปากท่านปราชญ์จูกัดเหลียงก็หาธรรมดาไม่ ข้าศึกศัตรูถึงขนาดต้องกระอักเลือดตายก็มี
    ใครๆ ก็ว่าขงเบ้งสมถะ แต่หลังจากเล่าปี่สวรรคต ขงเบ้งไยไม่กลับโงลังกั๋ง ยังคงกุมอำนาจบริหารต่อ แบบนี้เรียกว่าขงเบ้งทะเยอทะยานใฝ่สูงก็คงจะได้
    ท่านพี่มีมุมมองประการใด โปรดแถลงไขด้วย

สาวกสุมาอี้

หลังเมฆขาวกลุ่มนั้นมีภูเขาสูงใหญ่ซ่อนตัวอยู่ เขาลูกนั้นมีนามว่าโงลังกั๋ง

เหตุใดมันจึงมีชื่อเยี่ยงนั้น

หมายคำให้ตรงความก็คือ สันเขามังกรหลับ

คงเป็นที่รูปร่างของสันเนินอันคดเคี้ยวเลี้ยวไปมา มีลักษณะสัณฐานดุจพญามังกรนอนขี้เกียจอยู่บนปฐพี มันจึงมีนามดั่งนั้น

แต่ยังมีอีกความหมายหนึ่ง ที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองลำหยง อันเป็นที่ตั้งแห่งเขาเทือกนี้รู้กัน

ในละแวกอันสลับซับซ้อนของเทือกเขามังกรหลับนี้ เป็นที่พำนักพักพิงของบรรดาวิญญูชนผู้เร้นกายจากสังคม บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นปัจเจกบุคคลที่รู้แจ้งทั้งวรรณคดีและพยากรณ์คดี สามารถอธิบายความเป็นไปของสวรรค์จรดอเวจี มีความรู้ความสามารถเทียบเท่าเจ้าพระยามหาเสนาบดีในราชวัง

มนุษย์เรานั้นยิ่งเข้าใจชีวิตและผู้คนลึกซึ้งเท่าใด ก็มักยิ่งกลายเป็นพวกเบื่อหน่ายในลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ไยดีกับทรัพย์ศฤงคาร และไม่แยแสกับหน้าที่การงานที่เป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะงานที่ต้องมีบ่าวมีนาย

เหล่าปัญญาชนแห่งละแวกโงลังกั๋งจึงเหมือนคนไร้พันธนาการ ใช้ชีวิตเสรีเฉกนกขมิ้น วันๆ ก็ละเลียดความสุขจากการร่ำสุรา ชมธรรมชาติและร่ายกวี

ไม่เว้นแม้แต่ปรมาจารย์จูกัดเหลียง

ว่ากันว่าซินแสฮกหลงหรือจูกัดเหลียงนี้ เป็นเสรีชนที่เทพยดายังต้องอิจฉาในความเป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับสมบัติพัสถานใดๆ ผู้คงแก่เรียนผู้นี้นิยมการเที่ยวเล่นไปในป่าในเขาอย่างไร้จุดหมาย

ไร้จุดหมายจนแม้แต่เด็กรับใช้ในบ้านยังไม่รู้เลยว่าอาจารย์ของตนไปไหนมาไหนบ้างในวันๆ หนึ่ง และจะไปตามหาได้ที่ใดบ้าง จูกัดเหลียงดำเนินชีวิตบนเขามังกรหลับราวกับว่า เมฆหมอกที่ลอยละล่องอยู่รอบๆ ภูเขานั้นเป็นถนนหนทางของตัวเอง เป็นโต๊ะและเตียงนอนของตัวเอง ตัวเองจะอยู่ตรงส่วนไหนของภูเขาก็มีค่าเท่ากับตัวเองพำนักอยู่ที่บ้าน

ไร้ทายาทสืบสกุล ไร้หน้าที่การงาน

สรรพสิ่งที่ปรมาจารย์ผู้นี้นำพาก็คือ ดาวเดือนที่เปล่งปลั่งสุกสกาวอยู่บนฟ้า ฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่ในลำธาร และดอกไม้ที่บานอยู่บนภูเขา

เป็นมนุษย์ที่ไม่มีพันธนาการกับมนุษย์คนใดเลย

แล้ววันหนึ่งวันที่ชีวิตของปรมาจารย์ผู้รักเสรีต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล มีอาคันตุกะจากโลกอันวุ่นวายสับสนผู้หนึ่งมาเยือนเทือกเขาแห่งนี้

เขาเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ชอบธรรมที่สุดตามกฎมณเฑียรบาลที่จะได้ปกครองราชอาณาจักรที่กำลังแตกเป็นก๊กเล็กก๊กน้อย

ในฤดูหนาวที่เยือกเย็น เล่าปี่ใช้เวลาเดินทางฝ่าหิมะอันหนาวเย็นมาหาซินแสฮกหลงถึงสามครั้งสามครา เพื่อมาเทียบเชิญให้เขาลงจากเขาไปช่วยทวยราษฎร์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก

หนแรก คำตอบที่ได้จากเด็กรับใช้ก็คือ อาจารย์ฮกหลงไปไหนไม่รู้ ไปกับใครไม่รู้ และจะกลับเมื่อไรไม่รู้ สามวัน สี่สัปดาห์ ห้าเดือน ไม่สามารถบอกได้

หนที่สอง เล่าปี่ก็ดั้นด้นมาพบกับที่พักอันไร้ตัวตนของจูกัดเหลียงเช่นเดิม

ไม่อยู่
ไปพายเรือในแม่น้ำหรือหนองน้ำที่ไหนสักแห่ง ไม่ก็อาจจะไปนั่งเล่นหมากรุกกับอาจารย์ท่านใดสักท่านหนึ่งบนเขานี้ ไม่ก็อาจจะนั่งร่ายบทกวีหรือเล่นพิณในถ้ำที่ไหนสักแห่ง
พระเถระบนเขาลูกนี้ก็มีหลายรูป บางทีอาจารย์ฮกหลงอาจจะไปสนทนาธรรมกับพระสงฆ์เหล่านั้นอย่างใจจดใจจ่อจนต้องพำนักอยู่ในวัดป่าที่ไหนสักแห่ง

เป็นคำตอบที่เอาแน่อะไรไม่ได้เลยจากเด็กรับใช้ ครั้นจะไปโทษเด็กรับใช้ก็คงไม่ได้ เพราะเด็กไม่เคยรู้จริงๆ ว่าท่านอาจารย์ไปไหน

เอาเข้าจริงๆ ถ้าไปถามตัวอาจารย์เอง ตัวอาจารย์ก็อาจจะมองไปที่ก้อนเมฆที่ลอยอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นสักพัก แล้วก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะไปไหน

ถ้าเล่าปี่เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่างเหมือนเชื้อพระวงศ์คนอื่น บางทีแค่สองหนก็คงจะเพียงพอแล้วกับการมาอ้อนวอนใครไม่รู้คนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน แต่เล่าปี่ไม่เป็นอย่างนั้น สิบนิ้วที่พนมไปทั่วทุกทิศอันเป็นบุคลิกของเจ้านายผู้นี้ ทำให้เขาได้สมัครพรรคพวกเขามาร่วมขบวนการ “รวมชาติ” มากมาย

หนที่สาม เล่าปี่มายืนคอยขงเบ้งที่หน้าบ้าน คราวนี้พญามังกรไม่ได้เอ้อระเหยไปไหน เขากำลังนอนพักผ่อนอยู่ในบ้าน

ระหว่างที่เล่าปี่ยืนขาแข็งรออยู่นั้น ซินแสฮกหลงก็กำลังหลับฝันถึงเมฆสีขาวที่ลอยละล่องอยู่บนเขา ผู้มาเยือนยืนรออยู่จนอาจารย์ตื่น อาจารย์ก็ไม่ยอมออกมา ยังคงทอดหุ่ยร่ายบทกวีเล่นอย่างครึ้มอกครึ้มใจ ทำนองว่า


    ฝันไปใครตื่น
    รื้อฟื้นชีวิต
    ในทับหลับสนิท
    ดวงอาทิตย์มิไยดี

แต่แล้วเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนแสดงความอดทนยืนรอโดยไม่ยอมไปไหน อีกทั้งยังเดินทางมาหาถึงสามครั้งสามคราในวันที่หิมะตกหนัก แม้จะมีฐานะเทียบเท่ากษัตริย์ก็ไม่เคยไว้ท่า ปรมาจารย์ขงเบ้งจึงยอมบิดขี้เกียจออกมาพบ

และเมื่อได้พบกัน เล่าปี่จึงน้ำตานองหน้า

ประชาราษฎร์กำลังได้รับทุกข์เข็ญ ยิ่งอาณาจักรถูกแยกเป็นเสี่ยงๆ เยี่ยงนี้ ทุกขเวทนายิ่งแสนสาหัสไปอีกยาวนาน
เพื่อเห็นแก่ทวยราษฎร์ทั้งแผ่นดิน ลงจากเขามาอาสาแผ่นดินเถิด

ในที่สุด ขงเบ้งก็สะท้อนในหัวอก ปรมาจารย์ผู้ไร้พันธนาการต้องพรากจากเขามังกรหลับ ไปสู่ความวุ่นวายแห่งการแก่งแย่งอำนาจ โดยมีความผาสุกของปวงชนเป็นเดิมพัน

แน่นอนเขาต้องเสียสละ ต้องละทิ้งชีวิตเสรีบนเขาโงลังกั๋งไป

ชีวิตที่มีเมฆขาวลอยละล่องอยู่รอบๆ ชีวิตที่มีแต่ธรรมชาติและความงามแห่งบทกวีล้อมอยู่ ชีวิตที่ไม่มีวันเวลามาเป็นตัวกำหนด

หลังจากลงเขาโงลังกั๋งไปแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็ไม่หวนคืนมาสู่ชีวิตของขงเบ้งอีกเลย


หยิบหนังสือ “เท่าดวงอาทิตย์” (คุยกับประภาสลำดับที่เจ็ด) ขึ้นมาอ่านตอนนี้อีกรอบ..

เหมือนจะเข้าใจ .. เหมือนจะไม่เข้าใจ

เคยสงสัยคล้ายกับคุณสาวกสุมาอี้..  และเคยพยายามหาคำตอบ.. แต่.. ก็ไม่มีคำตอบใดที่ถูกต้องได้ทั้งหมด

คนหนึ่งอาจจะมองเห็นสีขาว  คนหนึ่งอาจจะมองเห็นสีดำ แต่.. แท้จริงแล้วมันคือสีเทา…

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: