« »

イキガミ – 24 ชั่วโมงสุดท้าย ..ของชีวิต

by nuch

イキガミ – อิคิงามิ สาส์น.สั่ง.ตาย

ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างจากหนังสือการ์ตูนชื่อเดียวกัน เรื่องภาพโดย Mase Motoro ซึ่งที่ไทยถูกแปลและจัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ TKO comics (อ่านเรื่องย่อและดูตัวอย่างการ์ตูนได้ที่เวปของสำนักพิมพ์ http://www.tkocomics.co.th/)

อิคิงามิ คือชื่อเรียกเอกสารที่ส่งให้กับ “ผู้เสียสละ” เพื่อผดุงความรุ่งเรืองของชาติ ตามกฎหมายที่ใช้ชื่อสวยหรูว่า “ “กฎหมายเพื่อผดุงความรุ่งเรืองแห่งชาติ” ซึ่งมีจุดประสงค์ให้ทุกคนตระหนักใน “คุณค่าของชีวิต” โดยกฎหมายนี้จะกำหนดให้เด็กญี่ปุ่นทุกคนจะต้องเข้ารับการฉีค “วัคซีนเพื่อความรุ่งเรืองของชาติ”  ซึ่ง1 ใน10,000 คนนั้นจะต้องตายในช่วงอายุ 18-24 ปี แต่จะมีการแจ้งล่วงหน้า 24 ชั่วโมงให้กับ “ผู้เสียสละ” เพื่อที่เขาจะได้ใช้หนึ่งวันสุดท้ายของชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด..  เมื่อได้รับสาสน์อิคิงามิแจ้งเวลาตายแล้ว “ผู้เสียสละ” จะได้รับสิทธิพิเศษในการเดินทาง กิน ดื่ม และเมื่อเสียชีวิต ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย และเรียกการตายนั้นว่าเป็นการตายอันทรงเกียรติ..  หากแต่ว่า ถ้าหลังจาก “ผู้เสียสละ” ได้รับอิคิงามิแล้ว ไปใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่ออาชญากรรม ครอบครัวของ “ผู้เสียสละ” จะไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ และจะต้องเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำของ “ผู้เสียสละ” ด้วย  และหากใครมีความคิดเห็นขัดแย้งกับกฎหมายข้อนี้ จะถูกเรียกว่าเป็น “ผู้มีความคิดด้อยพัฒนา” และจะถูกรัฐบาลนำไปจัดการ..

สำหรับบทวิจารณ์หนัง ขอแนะนำให้อ่าน review โดย “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” (เจ้าเก่าที่เราตามอ่านอยู่เรื่อยๆ ;-) )

สิ่งที่อยากพูดถึงเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือ 24 ชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต…

แวบแรกที่อ่านพล็อตเรื่องตั้งแต่สมัยเริ่มรู้จักการ์ตูนเรื่องนี้ เรานึกถึง Battle Royale .. มันคล้ายกันตรงที่มีกฎหมายประหลาดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของมนุษย์  หากแต่ต่างกันตรงที่ว่า กฎหมายประหลาดของ Battle Royale มีจุดประสงค์เพื่อลดจำนวนประชากรที่เหลวแหลก และตัวเรื่องนำเสนอในแง่ความรุนแรง ความเห็นแก่ตัว การทรยศหักหลังเพื่อที่จะต้องรอด.. ซึ่งพอดูแล้ว เรารู้สึกว่า หากเราคือผู้ชนะหนึ่งเดียวในเกม BR นั้น..  เราจะมีชีวิตต่อไปได้หรือ? การที่จะต้องฆ่าทุกคนที่เคยใช้ชีวิตร่วมกัน แม้กระทั่งคนที่เคยรักกัน หรือกระทั่งเพื่อนสนิท เพียงเพื่อให้เรามีชีวิตรอดไปได้.. เพื่ออะไรกัน?
แต่ว่า..
กฎหมายประหลาดของอิคิงามิ มีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต..  เพื่อลดปัญหาการฆ่าตัวตายด้วย และกระตุ้นให้ประชากรใส่ใจการใช้เวลาในช่วงชีวิตของตัวเองมากยิ่งขึ้น.. (ตามเนื้อเรื่องมีบอกว่า ตั้งแต่กฎหมายนี้บังคับใช้ อัตราการของฆ่าตัวตายลดลงไปมาก และยอด GDP ก็พัฒนาขึ้นเร็วมากๆ )

ไม่อยากบอกเลยว่า..  แวบหนึ่ง เราเห็นด้วยกับกฎหมายนี้  และอีกแวบหนึ่ง เราก็ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้..

เราเห็นด้วย ในแง่ที่ทำให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต.. เพราะความรู้สึกว่าตัวเองจะตายเมื่อไรก็ไม่่รู้ จึงต้องทำวันแต่ละวันให้มีค่ามากที่สุด.. (คล้ายกับคำพูดของ Steve Jobs ที่ว่า “จงใช้ชีวิตราวกับว่าคุณจะตายวันพรุ่งนี้” )
แต่ว่า..
ในมุมมองของ “ผู้เสียสละ” หรือผู้ที่ผูกพันกับ “ผู้เสียสละ” นั้น.. เราว่ามันไม่ยุติธรรม และในแง่ที่ว่า ใครไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้จะต้องถูก “จัดการ” นี่ไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือ?  และนี่เป็นการให้เสรีภาพแบบประชาธิปไตยจริงๆ หรือ? และการเสียสละนี้เป็นการเสียสละเพื่อส่วนรวมจริงหรือ?
มันเหมือนกับการสร้างภาพฝันที่สวยงาม และหลอกให้ยึดมั่นกับฝันนั้นๆ แม้บางครั้งจะเจ็บตัวบ้าง ก็ปกปิดด้วยคำพูดหรูๆ อันทรงเกียรติ.. โดยที่เราเองก็เป็นเสมือนเหยื่อที่ให้เขาดูดเลือดไปเรื่อยๆ และไม่รู้ตัวเลยว่าเรากำลังฝันอยู่…  (คุ้นๆ ไหม? ..​ใช่ เรากำลังคิดถึงหนังเรื่อง The Matrix)

24 ชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต..  คุณจะทำอะไร? อยู่กับคนที่เรารัก? บอกรักคนที่เราแอบชอบมานาน? กิน เที่ยว ดื่มให้สะใจ? ทำในสิ่งที่ตัวเองฝันอยากทำมานานแต่ไม่เคยได้ลอง? ขอโทษคนที่เราไม่กล้าเผชิญหน้า? ล้างแค้นคนที่สร้างบาดแผลที่ฝังลึกในใจ? หรือ…

ในภาพยนตร์ เขาหยิบตอนเด่นๆ ในหนังสือการ์ตูนมา 3 ตอน.. แต่มีการนำเสนอการใช้ชีวิต 24 ชั่วโมงสุดท้ายนั้น 4 แบบ..  และแบบที่เราชอบที่สุดก็คือ ตอนของพี่ชายกับน้องสาว..  หากการตายของเราสามารถเป็นการต่อชีวิตให้กับอีกคนหนึ่ง ยิ่งถ้าคนนั้นเป็นคนพิเศษสำหรับเราด้วย.. มันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่ใช่หรือ?

ตอนที่ร่างกายมาถึงลิมิต และคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว..  แวบหนึ่งก็ใจหาย.. เวลาที่เหลือนี้ ไม่เพียงพอที่จะทำสิ่งที่เราฝันให้เป็นจริงได้… แล้วสิ่งที่เราพยายามสร้างมา ก็จะสูญสลายในพริบตา…  แล้วนี่เรากำลังทำอะไรอยู่?
ณ ตอนนี้ แม้จะรู้อยู่ในใจลึกๆ ว่า เราอาจจะเหลือเวลาไม่พอ แต่ก็อยากจะทำต่อ..  อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการส่งไม้ต่อให้คนอื่นต่อไป…

อิคิงามิฉบับภาพยนตร์ มีการดัดแปลงเรื่องราวจากหนังสือการ์ตูนเล็กน้อย.. แน่นอนว่าให้เหมือนหมดก็คงไม่สนุก  อีกอย่างคือ จำเป็นต้องเล่าเรื่องใน 2 ชั่วโมง..​ ซึ่งจะให้เล่าตามหนังสือการ์ตูนที่ออกมาแล้ว 3 เล่มนี่ก็กระไรอยู่.. คงเล่าไม่ทันแน่ๆ และอาจจะไม่ได้ความลึกซึ้งเท่ากับที่ดัดแปลงมา…

ตอนที่เป็นนักดนตรี เป็นอีกตอนหนึ่งที่เราชอบ เหตุผลหลักคือเพลงเพราะ ความหมายดี และเหตุการณ์โดนใจ..

ส่วนตอนที่เป็นแม่ลูกนั้น เรากลับชอบฉบับการ์ตูนมากกว่า  ที่จริงฉบับภาพยนตร์ก็ดัดแปลงได้ดีนะ และเป็นการสร้าง subplot ให้ฉุกคิดว่ากฏหมายนี้เป็นกฎหมายที่ถูกต้องหรือ?  ซึ่งจุดนี้ฉบับการ์ตูนจะอ่อนกว่า.. แต่ฉบับการ์ตูนแสดงความกดดันของคนเป็นลูกได้ดีกว่าฉบับภาพยนตร์

อิคิงามิฉบับภาพยนตร์ ดูแล้วไม่ผิดหวัง ทำให้คาดหวังอยากจะเห็นภาคสอง และอยากจะอ่านการ์ตูนควบคู่ไปด้วย..

ดูหนังจบ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเหลือเวลาอีกแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น  เราจะทำอะไรดี?

ปิดท้ายด้วยเพลง “ป้ายบอกทาง” เพลงประกอบภาพยนตร์อิคิงามิ ที่ความหมายเพลงดีเหลือเกิน (เอามาจาก blog ของคุณ Pikaball ค่ะ – ขอบคุณค่ะ  :) )

เพลง : みちしるべ / Michishiberu / ป้ายบอกทาง
ศิลปิน : フィルハーモユニーク / วง Philharmounique
เนื่อร้อง / ทำนอง : 五郎川陸快 / Gorou Takayoshi

もう少しで 私の誕生日がやってくるけど
mousukoshide watashi no tanjoubi ga yattekuru kedo
วันเกิดของฉัน ช่วยทำอะไรอีกสักหน่อย

ただローソクは増える
tada rousoku wa fueru
มีเเต่เเท่งเทียนที่เพิ่มขึ้น

右へ左へ の仕掛る物のバランスの中で 心は揺れる仕掛る
migi e hidari e no shikakaru mono no baransu no nakade
kokoro wa yureru shikakaru
หัวใจมันสั่นไหว ในความสมดุลย์ ว่าจะเอียงไปซ้าย หรือไปขวา

争いは嫌いだが心の中ではいつも 誰かにピストルを向けたりしてる
arasoi wa kiraida ga kokoro no naka dewa itsumo ni darekani
pisutoru wo muketarishiru
ไม่ชอบโต้เถียง เเต่ในหัวใจ มันเหมือนถือปืน จะยิงใครอยู่เสมอ

人を突き落としても 上がりたい表彰台
hito wo tsuki otoshitemo agaritai hyoushoudai
เหมือนเวทีรับรางวัลที่โดนผลักตกลงมา เเต่ก็อยากก้าวขึ้นไป

何かが欲しくて 何かを目指して
nanika ga hoshikute nanika wo mezashite
อยากได้อะไร เสาะหาสิ่งใด

誰もが現代に道しるべを探してる
daremoga gendaini michishirube wo sagashiteru
ไม่ว่าใคร ก็ต้องหาป้ายบอกทางในปัจจุบัน

生きるとは何なんだろうか 戦う事か 戦いを避ける事か
ikirutowa nannan darouka tatakaukotoka tatakai wo sakerukotoka
มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร การต่อสู้ หรือหลีกหนีมัน

正しさとは何なんだろうか 間違えぬ事か 見失わぬ事でしょうか
tadashisatowa nannan darouka machigaenukotoka mishinawanukoto deshouka
ความถูกต้องมัันคืออะไร ความไม่ผิดพลาด
หรือไม่ปล่อยให้ลับเลยไปหรือเปล่า

また朝が来て 顔を洗えば 私に終わりがあるなと 水に流れる
Mata asa ga kite kao wo araeba watashini owari ga arunato
mizu ni nagareru
เช้าตื่นขึ้นมาอีกวัน ล้างหน้า ให้น้ำไหลผ่าน บอกกับตัวเอง มันไม่จบเเค่นี้

くやしいくらいに 格好良くいたい
kuyashii kuraini kakkou yoku itai
อยากเท่ เเทบเจ็บใจ

くやしいくらいに 良き人でいたい
kuyashii kuraini yokihito de itai
อยากเป็นคนดี เเทบเจ็บใจ

涙で枯れて笑顔でシワが増えて愛しき人と何かを背負い
腰をまるくする
namidade karete egaode shiwaga fuete hashikihito to nanika wo seou koshi wo maruku suru
ห่อเหี่ยวด้วยน้ำตา ริ้วรอยเพิ่มกับรอยยิ้ม เเบกรับอะไรสักอย่างกับ
คนที่เปี่ยมรัก

苦しいくらいに 幸せでいたい
kurushii kuraini shiawasede itai
อยากมีความสุข เเทบเจ็บปวด

苦しいくらいに 幸せにしたい
kurushii kuraini shiawaseni shitai
อยากให้มีความสุข เเทบเจ็บปวด

それでもそれすら 忘れる時がある
soredemo soresura wasureri toki ga aru
เเต่ถึงยังไง ก็มีบางครั้งที่จะลืม

優しさとは何なんだろうか 許せる事か 許される事でしょうか
yasashisa towa nannan darouka yuruserukotoka yurusareru
koto deshouka
ความอ่อนโยน มันคืออะไร การให้อภัยหรือ หรือถูกให้อภัย

愛するとは何なんだろうか 思いやる事か 疑う心を隠す事でしょうか
aisuru towa nannan darouka omoiyaru kotoka utagau kokoro wo kakusu koto deshouka
ความรัก มันคืออะไร เห็นอกเห้นใจ หรือซ่อนหลบไว้ในหัวใจที่คลางเเคลง

雨にも負けて 風にも負けるけども いつかは私も道しるす
amanimo makete kazenimo makeru kedomo itsukawa watashimo michi shirusu
เเม้จะพ่ายต่อลม เเม้จะเเพ้ต่อฝน ตัวฉันก็ยังคงเเสวงหาทาง

生きるとは何なんだろうか 戦う事か 守り続ける事か
ikiru towa nannan darouka tatakau kotoka mamori tsuzukeru kotoka
การมีชีวิตอยู่ มันคืออะไร การต่อสู้ หรือปกป้องต่อไป

正しさとが何なんだろうか 首挟む事か自分だけが見失わぬ事なのか
tadashisa towa nannan darouka kubihasamu kotoka jibundakega mishinawanu koto nanoka
ความถูกต้อง มันคืออะไร การเค้นให้พูดหรือ สิ่งที่ตัวเองมองลับไป
เท่านั้นหรือ

これから先 あるもう一歩が 死にゆく一歩でなく
生きゆく一歩であれ
korekarasaki arumou ippo ga shini yuku ippo denaku ikiyuku
ippo deare
หลังจากนี้ ต้องก้าวไปเพื่ออยู่ ไม่ใช่ก้าวไปเพื่อตาย

これから先 歌う言葉が 恥ずかしいならば 人の心
korekarasaki utau kotobaga hazukashii naraba hito no kokoro
หลังจากนี้ ถ้อยคำบทเพลง หากมันน่าละอาย เหมือนจิตใจคนหรือ….

それが私の みちしるべ みちしるべ
sorega watashi no michishirube michishirube
สิ่งเหล่านั้น คือ ป้ายบอกทาง ป้ายบอกทางของฉันเอง

みちしるべ – PhilHarmoUniQue

โหลดเพลงนี้ได้ที่ http://www.mediafire.com/?3txmjuzjmkj (ถ้าโหลดไม่ได้แสดงว่าไฟล์โดนลบแล้ว)

Tags: , ,

5 Responses to “イキガミ – 24 ชั่วโมงสุดท้าย ..ของชีวิต”

  1. Noopook Says:

    ไม่เห็นด้วยกับการ์ตูนเรื่องนี้มากๆเลย และไม่พบข้อดีของกฏตามที่การ์ตูนพยายามกล่าวอ้างแต่อย่างใด เท่าที่อ่านไปได้สองเล่มได้

    1. เงื่อนไขการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนตาย ไม่มีอะไรการันตีว่า ผู้ที่ตายจะถูกติดต่อได้ด้วยอิคิงามิได้ 100 เปอร์เซนต์ เกิดเขาทำงานอยู่ในพื้นที่ที่ติดต่อได้ยาก ขาดการติดต่อ หรืออยู่ต่างประเทศที่ต้องใช้เวลาเดินทางไปตามหาตัว จะเกิดอะไรขึ้น เขาจะตายอย่างปัจจุบันทันด่วนโดยที่ไม่มีใครทราบหรือได้สร้างเรื่องราวทรงคุณค่าแก่ใครเลย
    2. ในทางตรงกันข้าม ต่อเนื่องจากเคสที่หนึ่ง เกิดเขาเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนเป็นจำนวนมาก เช่น ขับยานพาหนะโดยสารคนเป็นจำนวนมาก หรือเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือสารเคมีอันตรายที่จะทำให้คนทั้งประเทศตายได้ แล้วดันมีอันเป็นไปในระหว่างนั้น กฏเพื่อความรุ่งเรืองนี้ คงนำความพินาศมาสู่ชาติแทน

    3. สืบเนื่องจากกฏที่จะไม่ให้มีใครรู้เรื่องนี้ เด็กที่ทั้งหมดที่ถูกฉีดแคปซูลนาโนเข้าไปก็ไม่รู้เรื่องนี้ จะรู้ก็แค่คนที่จะตายใน 24 ชั่วโมง และครอบครัวที่เกี่ยวข้อง ขนาดพระเอกเองก็ยังพึ่งจะรู้เรื่องกฏเฮงซวยนี้ ตอนเข้ามาทำงานรับหน้าที่นี้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยทราบมาก่อน ก็เห็นได้ชัดว่า คนในชาติส่วนมากไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับกฏอันนี้เลย ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่อัตราการฆ่าตัวตาย หรือความเจริญก้าวหน้านั้น จะมาจากแฟคเตอร์ของกฏตัวนี้ หรือต่อให้มี ก็มีผลแค่นิดเดียวเท่านั้น

    4. กฏที่บอกว่า ถ้าผู้ที่จะตายไปทำเลว ต้องให้ครอบครัวเป็นผู้ชดใช้ โดยเนื้อหากฏตรงนี้ ก็ไม่เคยมีการแจ้งให้แก่ผู้ที่จะตายทราบ ทำเป็นเหมือนว่าคุณมีอิสระที่จะทำดีหรือทำเลวก็ได้ในช่วงสุดท้ายของชีวิต มันถูกแน่แล้วเหรอ เรื่องเลวร้ายไม่ว่าในช่วงเวลาใดก็ต้องมาการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นสิ ในกรณีที่เห็นว่าเขาตั้งใจที่จะทำเลวร้ายแน่ๆ ก็ไม่ยักกะมีตำรวจจับตาควบคุมดูแลความประพฤติคนๆนี้ ปล่อยให้คนอื่นถูกทำร้ายร่างกาย พิการ ถูกข่มขืน แถมคนที่รับผลกรรมคือครอบครัวของเขาที่ต้องมาตามชดใช้อีก เสียลูกไปก่อนเวลาอันควร แล้วยังต้องมานั่งชดใช้กรรมที่ลูกก่อต่อ เพราะเขาคลั่งที่ต้องตายก่อนกำหนด ดีไม่ดี พ่อกับแม่นี่แล่ะ ที่จะคลั่งลุกขึ้นทำร้ายคนอื่นต่อก็ได้ นี่เหรอชาติที่กำลังรุ่งเรืองน่ะ

    5. ในตอนนักแต่งเพลงน่ะ เราเกลียดหัวหน้าของพระเอกมาก ที่พูดว่า “ที่เพลงเพราะมีพลังกินใจคน เพราะพลังของอิคิงามิรึเปล่า นี่แล่ะความงดงามของอิคิงามิ” เราอยากจะฉีดวัคซีนที่ทำให้ตายเข้าไปในตัวหัวหน้าเดี๋ยวนั้นเลย แล้วเราอยากจะฟังดูซิว่า เสียงของหัวหน้าก่อนตายนั้น จะมีความงดงามแค่ไหน หรือพูดในอีกนัยนึงก็คือ เราอยากจะฉีดวัคซีนนี้เข้าคนที่แต่งการ์ตูนเรื่องนี้ แล้วดูซิว่า จะเขียนการ์ตูนออกมาได้กินใจคนแค่ไหนเหมือนกัน โถ ความงดงามของอิคิงามิ เหอะ เหอะ

    เอาเงินที่จะลงทุนในนาโนเทคโนโลยีตัวนี้ ไปทำอย่างอื่น ชาติจะรุ่งเรืองกว่านะ มนุษย์มีความตายโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเร่งกระบวนการอะไรหรอก ก็แค่ให้ตระหนักถึงความตายอันนี้ไว้ก็น่าจะดีพอแล้ว

    เห็นด้วยกับคำพูดของ steve job นะ และเขาก็สามารถพูดคำนี้ได้โดยไม่ต้องถูกฉีดวัคซีนนาโนที่ทำให้ตายซักหน่อย

    ในการ์ตูนที่เราอ่านไม่พบเนื้อหาตรงที่ว่า ผู้ที่จะตายมีโอกาสกินดื่มและเดินทางได้อย่างอิสระนะ สงสัยจะยังอ่านไปไม่ถึง

    ดูอารมณ์เดือดไปหน่อยไม๊เนี่ย 5555 แต่เราคิดแบบนี้จริงๆนะ

  2. rushey Says:

    อันนี้เป็น quote จาก James Dean ครับ…เล่นคำได้น่าสนใจ
    “Dream as if you’ll live forever, live as if you’ll die today.” :sleep:

  3. nuch Says:

    โคตรคมมากชี่ ขอบใจหลายๆ :D

  4. Garfield Says:

    เพิ่งอ่านการ์ตูนไปได้เล่มเดียว แล้วก็ดูหนัง
    คิดว่าเค้าไม่ได้ตั้งใจจะสื่อว่ากฏนี้ดีน่ะนะ (แต่ต้องให้เหตุผลที่เอามันมาใช้หน่อย ไม่งั้นเรื่องเก๊าะจบตั้งแต่ต้นเรื่องน่ะสิ) เหมือนเป็นตัวตั้งที่ต้องเปลี่ยนแปลงในภายหลัง เป็นกฏที่ทำให้ตั้งคำถามว่าดีแน่หรือ

    ไม่ชอบกฏแบบนี้ ไม่คิดอยากจะให้ใครเอามาใช้ด้วย แต่สำหรับตัวหนังคิดว่าสร้างได้ดีค่ะ ชอบความหมายของเพลงเหมือนกัน นุชบอกว่าในการ์ตูนโหดกว่าหนัง อา..เราอ่านเล่ม 3 แล้วจะเครียดหนักไหมเนี่ย

    ป.ล. ชอบ quote จาก James Dean จังค่ะ

  5. nuch Says:

    -__-‘ ขออภัย ลืมตอบหนูพุก

    ในหนังสือการ์ตูน เล่มแรกจะมีอธิบายเงื่อนไขของกฎไว้ น่าจะประมาณตอนนักดนตรี ที่มีบอกว่า ผู้ได้รับอิคิงามิ จะได้รับสิทธิในการขึ้นขนส่งมวลชนฟรี โดยแสดงบัตรอิคิงามิ แล้วเขาจะไปเรียกเก็บเงินที่ “องค์กรเพื่อความรุ่งเรืองแห่งชาติ” เอง.. (แต่ไม่ได้บอกเรื่องกินดื่มนะ)
    แต่ในฉบับภาพยนตร์ จะมีบอกชัดเจน และรวมถึงการกินดื่มฟรีด้วย..
    กรณีสานส์เดินทางไปไม่ถึงใน 24 ชั่วโมง.. เล่มแรกก็มีพูดถึงเช่นกัน และบอกว่ามีบ้างที่ตายไปโดยไม่รู้เรื่อง แต่เขาจะยังจะจัดส่งอิคิงามิให้ครอบครัวของ “ผู้เสียสละ” เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการรับเงินชดเชยน่ะ..

    ส่วนที่บอกว่าไม่มีใครรู้กฎตัวนี้.. เราว่าจริงๆ รู้กันนะ แต่ไม่ตระหนักถึง ไม่คิดว่าจะโดนที่ตัวเอง หรือจะเป็นคนที่เกี่ยวข้องด้วยน่ะ..
    (ตอนต้นเรื่อง พระเอกไม่ได้สนใจฟังการบรรยาย เพราะคิดว่านั่นคือคำพูดที่กรอกหูตั้งแต่เด็ก และไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไร จนกระทั่งได้เห็นความรู้สึกของผู้สูญเสีย ก็เริ่มคิดแล้วว่า สิ่งที่ทำนี่.. มันคือสิ่งที่ใช่หรือ? )

    ส่วนในตอนนักดนตรี ที่บอกว่าที่เพลงนั้นไพเราะเพราะพลังของอิคิงามิหรือเปล่า.. เราว่ามันสื่อแบบประชดนะ.. เหมือนสมัยศิลปินวาดรูปสมัยก่อน จะมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกได้ ก็หลังจากเจ้าตัวเสียชีวิต..
    ถ้าวันนั้นอีตานักดนตรี ไม่โดนอิคิงามิ เพลงป้ายบอกทางก็อาจจะไม่ได้ถูกนำมาร้องอีก หรือต่อให้ถูกนำมาร้อง มันเป็นเพียงแค่เพลงที่ฟังเรื่อยๆ เพลงหนึ่ง แต่พอมีเหตุการณ์ให้เพลงนั้นเป็นเพลงสุดท้ายของชีวิต.. ความรู้สึกของคนฟังก็เปลี่ยนไป (รวมถึงพลังของคนร้องด้วยล่ะ) พอรู้ว่าจะไม่ได้ฟังเพลงแบบนี้อีก มันก็จะว้า จริงหรือ เพลงเพราะๆ อย่างนี้ อยากฟังอีก ใครมีเซฟ ใครมี mp3 ส่งให้หน่อย.. อะไรทำนองนี้น่ะ..
    เข้าข่ายว่า ถ้าไม่สูญเสีย ก็ไม่ตระหนักถึง.. (มิเห็นโลงศพ มิหลั่งน้ำตา)

    อ้อ.. เราไม่ได้เห็นด้วยกับกฎหมายอิคิงามินี้นะ.. แต่เราเห็นดีในแง่ที่ทำให้คนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตแค่นั้น.. แต่ในแง่กฎจริงๆ เราว่ามันเหมือนการล้างสมองกับลัทธิเผด็จการน่ะ.. ยิ่งดูยิ่งอ่านไป จะไม่ชอบอย่างมากกับการที่เรียกว่า “ผู้เสียสละเพื่อความรุ่งเรืองของชาติ” เราไม่มั่นใจว่า ไอ้การที่ GDP โตขึ้นเนี่ย มันคือความรุ่งเรืองของชาติที่ทุกคนในชาติต้องการจริงหรือ? แล้วไอ้การลดยอดการฆ่าตัวตายเนี่ย.. มันก็เป็นเรื่องดีนะ.. แต่่.. เราเคยสงสัยว่า การที่เราไปห้ามคนที่กำลังฆ่าตัวตายน่ะ เป็นการ “ไม่” เคารพการตัดสินใจของเขาหรือเปล่า? เหมือนกับเวลาคุยแลกเปลี่ยนความเห็นน่ะ ถ้าไม่เห็นด้วย เราก็คงแค่พูดแสดงความคิดที่ไม่เห็นด้วย แต่การไปใช้กำลัง ทั้งทางกายและทางปัญญาเข้าห้ามความคิดต่างนั้น และเปลี่ยนให้เป็นแบบเดียวกับเรานั้น.. มันเป็นการไม่เคารพความเห็นผู้อื่นหรือเปล่า? และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือเปล่า?
    แต่.. ก็ไม่ได้หมายความว่าเจอคนจะฆ่าตัวตายแล้วเราก็ปล่อยเขาไปนะ.. สำหรับเรามันเหมือนกับถ้าเราเห็นเพื่อนเดินไปในทางที่ผิด เราก็คงจะบอกเขา และรับฟังเหตุผลที่เขาจะเดินทางนั้น จากนั้นก็อธิบายว่าทางนั้นจะให้ผลยังไง และมีทางอื่นที่ดีกว่าไหม ส่วนเขาจะตัดสินใจยังไง ก็ต้องแล้วแต่เขา..
    8)

Leave a Reply

:D :-) :( :o 8O :? 8) :lol: :x :P :oops: :cry: :evil: :twisted: :roll: :wink: :!: :?: :idea: :arrow: :| :mrgreen: